12 มิถุนายน 2550

9. ​อุบายแห่งวิปัสสนา​ ​อัน​เป็น​เครื่องถ่ายถอนกิ​เลส

ธรรมชาติของดี​ทั้ง​หลาย​ ​ย่อมเกิดมา​แต่ของ​ไม่​ดี​ ​อุปมาดั่งดอกปทุมชาติอันสวยๆ​ ​งามๆ​ ​ก็​เกิดขึ้นมา​จาก​โคลนตมอัน​เป็น​ของสกปรก​ ​ปฏิกูลน่า​เกลียด​ ​แต่ว่าดอกบัว​นั้น​ ​เมื่อขึ้นพ้นโคลนตม​แล้ว​ย่อม​เป็น​สิ่งที่สะอาด​ ​เป็น​ที่ทัดทรงของพระราชา​ ​อุปราช​ ​อำ​มาตย์​ ​และ​เสนาบดี​ ​เป็น​ต้น​ ​และ​ดอกบัว​นั้น​ก็มิ​ได้​กลับคืนไป​ยัง​โคลนตม​นั้น​อีกเลย​ ​ข้อนี้​เปรียบเหมือนพระ​โยคาวจรเจ้า​ ​ผู้​ประพฤติพากเพียรประ​โยคพยายาม​ ​ย่อมพิจารณา​ซึ่ง​ ​สิ่งสกปรกน่า​เกลียด​นั้น​ก็คือตัวเรานี้​เอง​ ​ร่างกายนี้​เป็น​ที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ​ ​อุจจาระ​ ​ปัสสาวะ​ (มูตรคูถ) ​ทั้ง​ปวง​ ​สิ่งที่ออก​จาก​ผม​ ​ขน​ ​เล็บ​ ​ฟัน​ ​หนัง​ ​เป็น​ต้น​ ​ก็​เรียกว่า​ ​ขี้​ ​ทั้ง​หมด​ ​เช่น​ ​ขี้หัว​ ​ขี้​เล็บ​ ​ขี้ฟัน​ ​ขี้​ไคล​ ​เป็น​ต้น​ ​เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร​ ​มี​แกง​กับ​ ​เป็น​ต้น​ ​ก็รังเกียจ​ ​ต้อง​เททิ้ง​ ​กิน​ไม่​ได้​ ​และ​ร่างกายนี้​ต้อง​ชำ​ระ​อยู่​เสมอ​จึง​พอ​เป็น​ของดู​ได้​ ​ถ้า​หา​ไม่​ก็​จะ​มีกลิ่นเหม็นสาป​ ​เข้า​ใกล้​ใครก็​ไม่​ได้​ ​ของ​ทั้ง​ปวงมีผ้า​แพรเครื่อง​ใช้​ต่างๆ​ ​เมื่อ​อยู่​นอกกายของเราก็​เป็น​ของสะอาดน่าดู​ ​แต่​เมื่อมา​ถึง​กายนี้​แล้ว​ก็กลาย​เป็น​ของสกปรกไป​ ​เมื่อปล่อย​ไว้​นานๆ​ ​เข้า​ไม่​ซักฟอกก็​จะ​เข้า​ใกล้​ใคร​ไม่​ได้​เลย​ ​เพราะ​เหม็นสาบ​ ดั่งนี้​จึง​ได้​ความ​ว่าร่างกายของเรานี้​เป็น​เรือนมูตร​ ​เรือนคูถ​ ​เป็น​อสุภะ​ ​ของ​ไม่​งาม​ ​ปฏิกูลน่า​เกลียด ​เมื่อ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​ก็​เป็น​ถึง​ปานนี้​ ​เมื่อชีวิตหา​ไม่​แล้ว​ ​ยิ่ง​จะ​สกปรกหาอะ​ไรเปรียบเทียบมิ​ได้​เลย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​พระ​โยคาวจรเจ้า​ทั้ง​หลาย​จึง​พิจารณาร่างกายอันนี้​ให้​ชำ​นิชำ​นาญ​ด้วย ​โยนิ​โสมนสิการ ​ตั้งแต่ต้นมาที​เดียว​ ​คือขณะ​เมื่อ​ยัง​เห็น​ไม่​ทันชัดเจนก็พิจารณา​ส่วน​ใด​ส่วน​หนึ่งแห่งกายอัน​เป็น​ที่สบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏ​เป็น​อุคคหนิมิต​ ​คือ​ ​ปรากฏ​ส่วน​แห่งร่างกาย​ส่วน​ใด​ส่วน​หนึ่ง​แล้ว​ก็กำ​หนด​ส่วน​นั้น​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​การเจริญทำ​ให้​มาก​นั้น​พึงทราบอย่างนี้​ ​อันชาวนา​เขา​ทำ​นา​เขา​ก็ทำ​ที่​แผ่นดิน​ ​ไถที่​แผ่นดินดำ​ลงไป​ใน​ดิน​ ​ปีต่อไป​เขา​ก็ทำ​ที่ดินอีกเช่นเคย​ ​เข้า​ไม่​ได้​ทำ​ใน​อากาศกลางหาว​ ​คงทำ​แต่ที่ดินอย่างเดียว​ ​ข้าว​เขา​ก็​ได้​เต็มยุ้งเต็มฉางเอง​ ​เมื่อทำ​ให้​มาก​ใน​ที่ดิน​นั้น​แล้ว​ ​ไม่​ต้อง​ร้องเรียกว่า​ ​ข้าวเอ๋ยข้าว​ ​จงมา​เต็มยุ้งเน้อ​ ​ข้าวก็​จะ​หลั่งไหลมา​เอง​ ​และ​จะ​ห้ามว่า​ ​เข้า​เอ๋ยข้าว​ ​จงอย่ามา​เต็มยุ้งเต็มฉางเรา​เน้อ​ ​ถ้า​ทำ​นา​ใน​ที่ดิน​นั้น​เองจนสำ​เร็จ​แล้ว​ ​ข้าวก็มา​เต็มยุ้งเต็มฉางเอง​ ​ฉัน​ใด​ก็ดีพระ​โยคาวจรเจ้าก็ฉัน​นั้น​

จงพิจารณากาย​ใน​ที่​เคยพิจารณาอันถูกนิสัย​หรือ​ที่ปรากฏมา​ให้​เห็นครั้งแรก​ ​อย่าละทิ้งเลย​เป็น​อันขาด ​การทำ​ให้​มาก​นั้น​มิ​ใช่​หมายแต่การเดินจงกรม​เท่า​นั้น​ ​ให้​มีสติ​หรือ​พิจารณา​ใน​ที่ทุกสถาน​ใน​กาลทุกเมื่อ​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ ​กิน​ ​ดื่ม​ ​ทำ​ ​คิด​ ​พูด​ ​ก็​ให้​มีสติรอบคอบ​ใน​กาย​อยู่​เสมอ​จึง​จะ​ชื่อว่า​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​เมื่อพิจารณา​ใน​ร่างกาย​นั้น​จนชัดเจน​แล้ว​ ​ให้​พิจารณา​แบ่ง​ส่วน​แยก​ส่วน​ออก​เป็น​ส่วนๆ​ ​ตามโยนิ​โสมนสิการตลอดจนกระจายออก​เป็น​ธาตุดิน​ ​ธาตุน้ำ​ ​ธาตุ​ไฟ​ ​ธาตุลม​ ​และ​พิจารณา​ให้​เห็นไปตาม​นั้น​จริงๆ​ ​อุบายตอนนี้ตามแต่ตน​จะ​ใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน​ ​แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตน​ได้​รู้ครั้งแรกนั่นเทียว​

​พระ​โยคาวจรเจ้า​เมื่อพิจารณา​ใน​ที่นี้​ ​พึงเจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก ​อย่าพิจารณาครั้งเดียว​แล้ว​ปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน​ ​ตั้งเดือน​ ​ให้​พิจารณาก้าว​เข้า​ไป​ ​ถอยออกมา​เป็น​ ​อนุ​โลม​ ​ปฏิ​โลม​ ​คือ​เข้า​ไปสงบ​ใน​จิต ​แล้ว​ถอยออกมาพิจารณากาย​ ​อย่างพิจารณากายอย่างเดียว​ ​หรือ​สงบที่จิตแต่อย่างเดียว​ ​พระ​โยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำ​นาญ​แล้ว​ ​หรือ​ชำ​นาญอย่างยิ่ง​แล้ว​ ​คราวนี้​แล​เป็น​ส่วน​ที่​จะ​เป็น​เอง​ ​คือ​ ​จิต​ ​ย่อม​จะ​รวม​ใหญ่​ ​เมื่อรวมพึ่บลง​ ​ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลง​เป็น​อันเดียว​กัน​คือหมด​ทั้ง​โลกย่อม​เป็น​ธาตุ​ทั้ง​สิ้น​ ​นิมิต​จะ​ปรากฏขึ้นพร้อม​กัน​ว่า​โลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง​ ​เพราะ​มีสภาพ​เป็น​อันเดียว​กัน​ ​ไม่​ว่า​ ​ป่า​ไม้​ ​ภู​เขา​ ​มนุษย์​ ​สัตว์​ ​แม้ที่สุดตัวของเราก็​ต้อง​ลบราบ​เป็น​ที่สุดอย่างเดียว​กัน​พร้อม​กับ​ ​ญาณสัมปยุตต์​ ​คือรู้ขึ้นมาพร้อม​กัน​ ​ใน​ที่นี้ตัด​ความ​สนเท่ห์​ใน​ใจ​ได้​เลย​ ​จึง​ชื่อว่า​ ​ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา​ ​คือ​ทั้ง​เห็น​ทั้ง​รู้ตาม​ความ​เป็น​จริง​

​ขั้นนี้​เป็น​เบื้องต้น​ใน​อันที่​จะ​ดำ​เนินต่อไป​ ​ไม่​ใช่​ที่สุดอันพระ​โยคาวจรเจ้า​จะ​พึงเจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​จึง​จะ​เป็น​เพื่อ​ความ​รู้ยิ่งอีกจนรอบ​ ​จนชำ​นาญเห็นแจ้งชัดว่า​ ​สังขาร​ความ​ปรุงแต่งอัน​เป็น​ความ​สมมติว่า​โน่น​เป็น​ของของเรา​ ​โน่น​เป็น​เรา​ ​เป็น​ความ​ไม่​เที่ยงอาศัยอุปาทาน​ความ​ยึดถือ​จึง​เป็น​ทุกข์​ ​ก็​แลธาตุ​ทั้ง​หลาย​ ​เขา​หากมีหาก​เป็น​อยู่​อย่างนี้ตั้งแต่​ไหนแต่​ไรมา​ ​เกิด​ ​แก่​ ​เจ็บ​ ​ตาย​ ​เกิดขึ้นเสื่อมไป​อยู่​อย่างนี้มาก่อน​ ​เรา​เกิดตั้งแต่ดึกดำ​บรรพ์ก็​เป็น​อยู่​อย่างนี้​ ​อาศัยอาการของจิต​ ​ของขันธ์​ ๕ ​ได้​แก่​ ​รูป​ ​เวทนา​ ​สัญญา​ ​สังขาร​ ​วิญญาณไปปรุงแต่งสำ​คัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ​ ​นับ​เป็น​อเนกชาติ​เหลือประมาณมาจน​ถึง​ปัจจุบันชาติ​ ​จึง​ทำ​ให้​จิตหลง​อยู่​ตามสมมติ​ ​ไม่​ใช่​สมมติมาติดเอา​เรา​ ​เพราะ​ธรรมชาติ​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​หมด​ใน​โลกนี้​ ​จะ​เป็น​ของมีวิญญาณ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​เมื่อว่าตาม​ความ​จริง​แล้ว​ ​เขา​หากมีหาก​เป็น​ ​เกิดขึ้นเสื่อมไป​ ​มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ที​เดียว​ ​โดย​ไม่​ต้อง​สงสัยเลย​จึง​รู้ขึ้นว่า​ ​ปุพฺ​เพสุ​ ​อนนุสฺสุ​เตสุ​ ​ธมฺ​เมสุ​ ​ธรรมดา​เหล่านี้​ ​หากมีมา​แต่ก่อน​ ​ถึง​ว่า​จะ​ไม่​ได้​ยิน​ได้​ฟังมา​จาก​ใครก็มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ที​เดียว​ ​ฉะ​นั้น​ใน​ความ​ข้อนี้​ ​พระพุทธเจ้า​จึง​ทรงปฏิญาณพระองค์ว่า​ ​เรา​ไม่​ได้​ฟังมา​แต่​ใคร​ ​มิ​ได้​เรียนมา​แต่​ใคร​เพราะ​ของเหล่านี้มี​อยู่​ ​มีมา​แต่ก่อนพระองค์ดังนี้​ ​ได้​ความ​ว่าธรรมดาธาตุ​ทั้ง​หลายย่อม​เป็น​ย่อมมี​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​อาศัยอาการของจิต​เข้า​ไปยึดถือเอาสิ่ง​ทั้ง​ปวงเหล่า​นั้น​มาหลายภพหลายชาติ​ ​จึง​เป็น​เหตุ​ให้​อนุสัยครอบงำ​จิตจนหลงเชื่อไปตาม​ ​จึง​เป็น​เหตุ​ให้​ก่อภพก่อชาติ​ด้วย​อาการของจิต​เข้า​ไปยึด​ ​ฉะ​นั้น​พระ​โยคาวจรเจ้ามาพิจารณา​ ​โดย​แยบคายลงไปตามสภาพว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​สฺงขารา​ ​อนิจฺจา​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​ทุกฺขา​ ​สังขาร​ความ​เข้า​ไปปรุงแต่ง​ ​คือ​ ​อาการของจิตนั่นแล​ไม่​เที่ยง​ ​สัตว์​โลก​เขา​เที่ยง​ ​คือมี​อยู่​เป็น​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​ให้​พิจารณา​โดย​ อริยสัจจธรรม​ทั้ง​ ๔ ​เป็น​เครื่องแก้อาการของจิต​ให้​เห็นแน่​แท้​โดย​ ​ปัจจักขสิทธิ​ ​ว่า​ ​ตัวอาการของจิตนี้​เองมัน​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​ ​จึง​หลงตามสังขาร​ ​เมื่อเห็นจริงลงไป​แล้ว​ก็​เป็น​เครื่องแก้อาการของจิต​ ​จึง​ปรากฏขึ้นว่า​ ​สงฺขารา​ ​สสฺสตา​ ​นตฺถิ​ ​สังขาร​ทั้ง​หลายที่​เที่ยงแท้​ไม่​มี​ ​สังขาร​เป็น​อาการของจิตต่างหาก​ ​เปรียบเหมือนพยับแดด​ ​ส่วน​สัตว์​เขา​ก็​อยู่​ประจำ​โลกแต่​ไหนแต่​ไรมา​ ​เมื่อรู้​โดย​เงื่อน​ ๒ ​ประการ​ ​คือรู้ว่า​ ​สัตว์ก็มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​สังขารก็​เป็น​อาการของจิต​ ​เข้า​ไปสมมติ​เขา​เท่า​นั้น​ ​ฐีติภูตํ​ ​จิตตั้ง​อยู่​เดิม​ไม่​มีอาการ​เป็น​ผู้​หลุดพ้น​ ​ได้​ความ​ว่า​ ​ธรรมดา​หรือ​ธรรม​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ตน​ ​จะ​ใช่​ตนอย่างไร​ ​ของ​เขา​หากเกิดมีอย่าง​นั้น​ ​ท่าน​จึง​ว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​ธมฺมา​ ​อนตฺตา​ ​ธรรม​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ตน​ ​ให้​พระ​โยคาวจรเจ้าพึงพิจารณา​ให้​เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำ​ให้​จิตรวมพึ่บลงไป​ ​ให้​เห็นจริงแจ้งชัดตาม​นั้น​ ​โดย​ ปัจจักขสิทธิ​ ​พร้อม​กับ​ ​ญาณสัมปยุตต์​ ​รวมทวนกระ​แสแก้อนุสัยสมมติ​เป็น​วิมุตติ​ ​หรือ​รวมลงฐีติจิต ​อัน​เป็น​อยู่​มี​อยู่​อย่าง​นั้น​จนแจ้งประจักษ์​ใน​ที่​นั้น​ด้วย​ญาณสัมปยุตต์ว่า​ ​ขีณา​ ​ชาติ​ ​ญาณํ​ ​โหติ​ ​ดังนี้​ ​ใน​ที่นี้​ไม่​ใช่​สมมติ​ไม่​ใช่​ของแต่งเอา​เดา​เอา​ ​ไม่​ใช่​ของอันบุคคลพึงปรารถนา​เอา​ได้​ ​เป็น​ของที่​เกิดเอง​ ​เป็น​เอง​ ​รู้​เอง​ ​โดย​ส่วน​เดียว​เท่า​นั้น​ ​เพราะ​ด้วย​การปฏิบัติอันเข้มแข็ง​ไม่​ท้อถอย​ ​พิจารณา​โดย​แยบคาย​ด้วย​ตนเอง​ ​จึง​จะ​เป็น​ขึ้นมา​เอง​ ​ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่างๆ​ ​มีต้นข้าว​เป็น​ต้น​ ​เมื่อบำ​รุงรักษาต้นมัน​ให้​ดี​แล้ว​ ​ผลคือรวงข้าว​ไม่​ใช่​สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนา​เอา​เลย​ ​เป็น​ขึ้นมา​เอง​ ​ถ้า​แลบุคคลมาปรารถนา​เอา​แต่รวงข้าว​ ​แต่หา​ได้​รักษาต้นข้าว​ไม่​ ​เป็น​ผู้​เกียจคร้าน​ ​จะ​ปรารถนาจนวันตาย​ ​รวงข้าวก็​จะ​ไม่​มีขึ้นมา​ให้​ฉัน​ใด​ ​วิมฺตติธรรม​ ​ก็ฉัน​นั้น​นั่นแล​ ​มิ​ใช่​สิ่งอันบุคคล​จะ​พึงปรารถนา​เอา​ได้​ ​คน​ผู้​ปรารถนาวิมุตติธรรมแต่ปฏิบัติ​ไม่​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ปฏิบัติมัวเกียจคร้านจนวันตาย​จะ​ประสบวิมุตติธรรม​ไม่​ได้​เลย​ ​ด้วย​ประการฉะนี้​

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น