19 กรกฎาคม 2550

๗ อธิบายหลักธรรมสำ​คัญเกี่ยว​กับ​สมาธิ​

เมื่อสังขารขันธ์ดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัวตนจักมี​ไม่​ได้​ ​เพราะ​ไม่​ได้​ ​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​เมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้น​ได้​อย่างไร​ ​เมื่อ​ความ​เป็น​ตัวตน​ไม่​มี​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้นแก่​ใคร​

​สรุปใจ​ความ​ “​อริยสัจแห่งจิต​” ​ได้​ว่า​

จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์​ทั้ง​สิ้น​ ​เป็น​สมุทัย​
​ผลของจิตที่ส่งออกนอก​นั้น​ ​เป็น​ทุกข์​
​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​มรรค​
​ผลอันเกิด​จาก​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​นิ​โรธ​

​อธิบายเปรียบเทียบ​


​อันการปฏิบัติธรรม​นั้น​ ​ได้​แก่​ ​การปฏิบัติสมถะ​และ​วิปัสสนากัมมัฏฐาน​ ​การปฏิบัติ​นั้น​ก็มุ่ง​ความ​หลุดพ้นเพียงอย่างเดียว​ ​กล่าว​โดย​สรุป​ จิต​ ​คือ​ ​พุทโธ​ ​จิต​ ​คือ​ ​ธรรม ​เป็น​สภาวะพิ​เศษที่​ไม่​มีการไปการมา​ ​เป็น​ความ​บริสุทธิ์ล้วนๆ​ ​โดย​ไม่​ต้อง​มีตัว​ผู้​บริสุทธิ์​หรือ​ผู้​รู้ว่าบริสุทธิ์​ ​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​และ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​ปวง​ ​ไม่​อาจจัด​เข้า​ลักษณะว่า​เป็น​รูป​ ​หรือ​เป็น​นาม​ได้​ ​เมื่อ​ได้​เข้า​ถึง​สภาวะอย่างนี้​แล้ว​ ​อาการต่างๆ​ ​ของจิตที่​เป็น​ไป​ ​หรือ​จะ​เรียกว่ากิริยาจิตก็​ได้​ ​ทั้ง​ใน​ภาคสมถะ​และ​วิปัสสนา​ ​เช่น​ ​แสงสีต่างๆ​ ​เป็น​ต้น​ ​ท่านย่อม​ต้อง​ถือว่า​ ​เป็น​ของภายนอก​ ​เป็น​ ​สิ่งแปลกปลอมปรุงแต่ง​ ​ไม่​ควร​ใส่​ใจยึดถือ​เป็น​สาระ​แก่นสารแม้​แต่​ “​ฌานสมาบัติ​” ​ก็ย่อม​เป็น​ของประจำ​โลก​เท่า​นั้น​ ​ไม่​ใช่​หนทางวิ​เศษ​ ​ใน​กรณีนี้​แต่อย่าง​ใด​เลย​ ​จะ​เห็น​ได้​จาก​การบำ​เพ็ญเพียรของพระบรมศาสดา​ ​พระองค์ทรงละ​เสีย​ซึ่ง​ธรรมลักษณะ​เหล่านี้​โดย​สิ้นเชิง​ ​กล่าวคือ​ ​เมื่อพระองค์ออก​จาก​จตุตถฌาน​และ​เวทนาขาดสิ้น​ ​สภาวะจิต​ถึง​การดับ​ ​รอบตัวเอง​แล้ว​ ​ภวังคจิตขาดไป​แล้ว​ ​ไม่​สืบต่ออีกเลย​ ​เป็น​อันสิ้นสุด​ ​สังสารวัฏ​ ​ณ​ ​ขณะ​นั้น​ ​นั่นเอง​ ​เรียกว่า​ “​นิพพาน​” ​คือ​ ​การดับสนิทแห่งสภาวธรรม​ทั้ง​ปวง​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​ว่า​แสงสี​ ​ฌานสมาบัติ​ใดๆ​ ​หรือ​แม้​แต่ภวังคจิตเอง​ ​ก็​ไม่​น่าที่​จะ​ไปกำ​หนดรู้​เพื่อการยึดถืออะ​ไร​ ​เพราะ​เป็น​ของเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้น​ ​เป็น​ของประจำ​โลก​ ​ก็​แลจิตที่กล่าว​ถึง​นี้​ ​แท้จริงก็มีการเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​อยู่​ร่ำ​ไป​เป็น​ธรรมดา​ ​จึง​กล่าว​ได้​ว่า​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็​ไม่​คงทนถาวรอะ​ไร​ ​ถึง​ซึ่ง​การดับรอบ​โดย​สิ้นเชิง​ได้​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อกล่าว​กัน​ให้​เป็น​อุดมธรรมปรมัตถธรรมจริงๆ​แล้ว​ ​แม้​แต่​ ​พุทโธ​ ​ธรรมโม​ ​สังโฆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สมมติบัญญัติ​อยู่​ดีนั่นเอง​ ​พระบรมศาสดา​จึง​ตรัสว่า​ ​พระองค์​ได้​ทำ​ลายเรือน​ ​คืออาณาจักรของตัณหา​เสีย​แล้ว​ ​ตัณหา​ไม่​อาจมาสร้างเหย้า​เรือน​ให้​เป็น​ภพ​เป็น​ชาติ​ได้​อีกเลย​ ​ทรงเพิกเสีย​ซึ่ง​ภพชาติสิ้น​แล้ว​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็คงสภาพเดิม​ ​คือ​ ​ฐีติจิต​ ​ฐีติธรรมอัน​เป็น​ธรรมดา​

​ด้วย​เหตุนี้​เอง​ ​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​จึง​พึงสังวรอย่างยิ่งยวด​ ​ไม่​พึงปรับอาบัติ​ ​หรือ​โทษต่างๆ​แก่พระอรหันต์​เลย​ ​ก็อย่าว่า​แต่​ความ​ผิดบาปเลย​ ​แม้กระทั่ง​ความ​ดี​ ​พระอรหันต์ท่านก็​ยัง​ละ​เสีย​ได้​อย่างเด็ดขาด​ ​ท่าน​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลาย​แล้ว​โดย​สิ้นเชิง​ ​อย่า​ได้​ยึดถือพระสูตรบางเรื่องที่ว่ามีการปรับโทษพระอรหันต์​ ​เช่น​ ​ความ​ผิดที่​ไม่​ร่วมสมาคม​ ​หรือ​สังฆกรรม​กับ​หมู่สงฆ์​ ​ดังนี้​เป็น​อันขาด​ ​เมื่อจักปฏิบัติ​แล้ว​ก็​ไม่​ควรไปวุ่นวาย​กับ​ชาดกนิทานแปลกปลอมนนั่น​ ​มุ่งพิจารณาจิตอย่างเดียว​ ​ไม่​ว่าพบเห็น​หรือ​ได้​ยิน​ได้​ฟังสิ่ง​ใด​อย่างไร​ ​ให้​ย้อน​เข้า​มา​ใน​จิต​ให้​ได้​ ​จน​สามารถ​รู้จิตเห็นจิต​ ​เข้า​ถึง​สภาวะ​แห่ง​ความ​รู้​แจ้งแทงตลอด​ใน​ธรรม​ ​ถึง​ความ​ดับรอบแห่งจิต​ใน​ขั้นสุดท้าย​ ​การพ้นสมมติบัญญัติ​นั้น​ย่อมหมายรวม​ถึง​ธรรม​ด้วย​ ​เช่น​ ​อายตนะ​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​เป็น​มายา​ ​หรือ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็ตามย่อม​เป็น​ของบัญญัติขึ้นมา​ ​ไม่​ว่า​จะ​พูด​กัน​ถึง​อะ​ไรครั้ง​ใด​ก็​ไม่​มีพ้นสมมติบัญญัติ​ไป​ได้​ ​การหยุด​ ​คิดหยุดนึก​ ​ก็คือ​ ​หยุดพูด​ ​หยุดเคลื่อนไหว​ ​หยุดกิริยา​แห่งจิต​ ​หมาย​ถึง​ ​การหยุดสังสารวัฏนั่นเอง​ ​เพราะ​ไม่​ว่า​เรา​จะ​กำ​หนดจิต​ ​คิด​ถึง​สิ่ง​ใดๆ​ ​สิ่ง​นั้นๆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สิ่งภายนอก​อยู่​ดี​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้นมา​ใน​โลก​ ​การกำ​หนดรู้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสิ่งที่ถูกกำ​หนดรู้​เป็น​ธรรมดา​ ​จะ​เป็น​รูปก็ตาม​ ​เป็น​นามก็ตาม​ ​เมื่อสิ่ง​นั้น​ถูกกำ​หนดรู้​ได้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสภาวะ​ ​เมื่อมีสภาวะก็ย่อมมีอันเสื่อมสลายไป​เป็น​ธรรมดา​ ​เพราะ​เป็น​ของปรุงแต่ง​จาก​เหตุปัจจัย​ทั้ง​สิ้น​

​ฉะ​นั้น​ ​สภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​จึง​เป็น​ของยากที่​จะ​แสดง​เป็น​ ​คำ​พูดออกมา​ได้​ ​จำ​ใจ​ต้อง​เรียก​เป็น​สภาวะ​ ​เพื่อ​ให้​รู้​ให้​เข้า​ใจ​กัน​ ​แท้จริงสภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​นั้น​ ​มี​แต่​ความ​สงบวางเฉย​ ​พร้อม​กับ​รู้ชัดเลยที​เดียวว่า​

สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลายเสมอ​กัน​สิ้น​ ​ไม่​ว่าสัตว์​ ​บุคคล​ ​เรา​เขา​ ​หรือ​แม้​แต่​ ​พระพุทธเจ้า​ ​พระธรรมเจ้า​ ​พระสังฆเจ้า​ ​พระ​โพธิสัตว์​ ​สามัญชน​ ​และ​สัตว์​โลก​ทั้ง​หลายก็มีสภาพพอันเดียว​กัน​เสมอ​กัน​โดย​ประการ​ทั้ง​ปวง​

​แต่​เพราะ​เหตุ​แห่งการยึดถือสิ่งที่​แตกต่าง​กัน​ ​คือผิดไป​จาก​สัจธรรมแท้​เท่า​นั้น​เอง​ ​ความ​ประพฤติปฏิบัติ​และ​จริยธรรม​จึง​แลดูผิดแผกแตกต่าง​กัน​ไปต่างๆ​ ​นานา​

​การที่บุคคล​ใด​สามารถ​ปฏิบัติ​เข้า​ถึง​สภาวะที่​จะ​ตัดสิน​ได้​ว่าสิ่งแวดล้อม​ ​หรือ​สิ่งภายนอก​กับ​ตัวของเรานี้​ ​แท้จริง​เป็น​ของสิ่งเดียว​กัน​โดย​แท้สภาวะนี้​แล​ ​เรียกว่า​ “​ธรรม​”


​จึง​กล่าว​โดย​สรุป​ได้​ว่า​ ​สภาวะ​ความ​เป็น​จริง​หรือ​ที่​เรียกว่า​ “​สัจธรรม​” ​นั้น​ ​มี​อยู่​ตลอดกาล​ ​หาก​ไม่​ท้อถอย​ ​หรือ​ละ​ความ​เพียรเสียก่อน​ ​ย่อมมี​ ​โอกาส​เข้า​ถึง​สัจธรรม​ได้​อย่างแน่นอน​ ​อนึ่ง​ ​เรื่องพิธีกรรม​หรือ​บุญกิริยาวัตถุต่างๆ​ ​ทั้ง​หลาย​ ​ก็ถือว่า​เป็น​เรื่องที่​ยัง​ให้​เกิดกุศล​ได้​อยู่​ ​หากแต่ว่าสำ​หรับนักปฏิบัติ​แล้ว​ ​อาจถือ​ได้​ว่า​ ​เป็น​ไปเพื่อกุศลนิดหน่อย​เท่า​นั้น​เอง​

4 กรกฎาคม 2550

๖ วิธี​เจริญสมาธิภาวนา​

วิธี​เจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​มีดังต่อไปนี้​

๑. ​เริ่มต้น​ด้วย​อิริยาบถที่สบาย ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ ​ได้​ตามสะดวก​

ทำ​ความ​รู้ตัวเต็มที่ ​และ​ รู้​อยู่​กับ​ที่ ​โดย​ไม่​ต้อง​รู้อะ​ไร​ ​คือ​ ​รู้ตัว​ ​หรือ​รู้​ “​ตัว​” ​อย่างเดียว​

​รักษาจิตเช่นนี้​ไว้​เรื่อยๆ​ ​ให้​ “​รู้​อยู่​เฉยๆ​” ​ไม่​ต้อง​ไปจำ​แนกแยกแยะ​ ​อย่าบังคับ​ ​อย่าพยายาม​ ​อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม​

​เมื่อรักษา​ได้​สักครู่​ ​จิต​จะ​คิดแส่​ไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​โดย​ไม่​มีทางรู้ทันก่อน​ ​เป็น​ธรรมดาสำ​หรับ​ผู้​ฝึก​ใหม่​ ​ต่อเมื่อจิตแล่นไป​ ​คิดไป​ใน​อารมณ์​นั้นๆ​ ​จนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​รู้สึกตัวขึ้นมา​เอง​ ​เมื่อรู้สึกตัว​แล้ว​ให้​พิจารณา​เปรียบเทียบสภาวะของตนเอง​ ​ระหว่างที่มี​ความ​รู้​อยู่​กับ​ที่​ ​และ​ระหว่างที่จิตคิดไป​ใน​อารมณ์​ ​ว่ามี​ความ​แตกต่าง​กัน​อย่างไร​ ​เพื่อ​เป็น​อุบายสอนจิต​ให้​จดจำ​

​จาก​นั้น​ค่อยๆ​ ​รักษาจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะรู้​อยู่​กับ​ที่ต่อไป​ ​ครั้นพลั้งเผลอรักษา​ไม่​ดีพอ​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​กลับรู้ตัว​ ​รู้ตัว​แล้ว​ก็พิจารณา​และ​รักษาจิตต่อไป​

​ด้วย​อุบายอย่างนี้​ ​ไม่​นานนัก​ ​ก็​จะ​สามารถ​ควบคุมจิต​ได้​และ​บรรลุสมาธิ​ใน​ที่สุด​ ​และ​จะ​เป็น​ผู้​ฉลาด​ใน​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​โดย​ไม่​ต้อง​ไปปรึกษาหารือใคร​

ข้อห้าม​ ​ใน​เวลาจิตฟุ้งเต็มที่​ ​อย่าทำ​ ​เพราะ​ไม่​มีประ​โยชน์​และ​ยัง​ทำ​ให้​บั่นทอนพลัง​ความ​เพียร​ ​ไม่​มีกำ​ลังใจ​ใน​การ​ ​เจริญจิตครั้งต่อๆ​ ​ไป​

​ใน​กรณีที่​ไม่​สามารทำ​เช่นนี้​ได้​ ​ให้​ลองนึกคำ​ว่า​ “​พุทโธ​” ​หรือ​คำ​อะ​ไรก็​ได้​ที่​ไม่​เป็น​เหตุ​เย้ายวน​ ​หรือ​เป็น​เหตุขัดเคืองใจ​ ​นึกไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​สังเกตดูว่า​ ​คำ​ที่นึก​นั้น​ ​ชัดที่สุดที่ตรงไหน​ ​ที่ตรง​นั้น​แหละคือฐานแห่งจิต​

​พึงสังเกตว่า​ ​ฐานนี้​ไม่​อยู่​คงที่ตลอดกาล​ ​บางวัน​อยู่​ที่หนึ่ง​ ​บางวัน​อยู่​อีกที่หนึ่ง​

ฐานแห่งจิตที่คำ​นึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้​ ​ย่อม​ไม่​อยู่​ภายนอกกายแน่นอน​ ​ต้อง​อยู่​ภาย​ใน​กายแน่​ ​แต่​เมื่อพิจารณาดู​ให้​ดี​แล้ว​ ​จะ​เห็นว่าฐานนี้​จะ​ว่า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของร่างกายก็​ไม่​ถูก​ ​ดัง​นั้น​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภายนอกก็​ไม่​ใช่​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภาย​ใน​ก็​ไม่​เชิง​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​แสดงว่า​ได้​กำ​หนดถูกฐานแห่งจิต​แล้ว​

เมื่อกำ​หนดถูก​ ​และ​พุทโธปรากฏ​ใน​มโนนึกชัดเจนดี​ ​ก็​ให้​กำ​หนดนึกไปเรื่อย​ ​อย่า​ให้​ขาดสาย​ได้​

​ถ้า​ขาดสายเมื่อ​ใด​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปสู่อารมณ์ทันที​

​เมื่อเสวยอารมณ์อิ่ม​แล้ว​ ​จึง​จะ​รู้สึกตัวเอง​ ​ก็ค่อยๆ​ ​นึกพุทโธต่อไป​ ​ด้วย​อุบายวิธี​ใน​ทำ​นองเดียว​กับ​ที่กล่าว​ไว้​เบื้องต้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ควบคุมจิต​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจ​ได้​เอง​

ข้อควรจำ​ ​ใน​การกำ​หนดจิต​นั้น​ ​ต้อง​มี​เจตจำ​นงแน่วแน่​ใน​อันที่​จะ​เจริญจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะที่​ต้อง​การ

​เจตจำ​นงนี้​ ​คือ​ ​ตัว​ “​ศีล​”

การบริกรรม​ “​พุทโธ​” ​เปล่าๆ​ ​โดย​ไร้​เจตจำ​นง​ไม่​เกิดประ​โยชน์อะ​ไรเลย​ ​กลับ​เป็น​เครื่องบั่นทอน​ความ​เพียร​ ​ทำ​ลายกำ​ลังใจ​ใน​การเจริญจิต​ใน​คราวต่อๆ​ ​ไป​

​แต่​ถ้า​เจตจำ​นงมั่นคง​ ​การเจริญจิต​จะ​ปรากฏผลทุกครั้ง​ ​ไม่​มากก็น้อยอย่างแน่นอน​

ดัง​นั้น​ ​ใน​การนึก​ ​พุทโธ​ ​การเพ่งเล็งสอดส่อง​ถึง​ความ​ชัดเจน​และ​ความ​ไม่​ขาดสายของพุทโธ​จะ​ต้อง​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​ไม่​ลดละ​

​เจตจำ​นงที่มี​อยู่​อย่าง​ไม่​ลดละนี้​ ​หลวงปู่​เคยเปรียบ​ไว้​ว่ามีลักษณาการประหนึ่งบุรุษ​ผู้​หนึ่งจดจ้องสายตา​อยู่​ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขน​ ​พร้อมที่​จะ​ฟันลงมา​ ​บุรุษ​ผู้​นั้น​จดจ้องคอยที​อยู่​ว่า​ถ้า​คมดาบ​นั้น​ฟาดฟันลงมา​ ​ตน​จะ​หลบหนีประการ​ใด​จึง​จะ​พ้นอันตราย​

​เจตจำ​นง​ต้อง​แน่วแน่​เห็นปานนี้​ ​จึง​จะ​ยัง​สมาธิ​ให้​บังเกิด​ได้​ ​ไม่​เช่น​นั้น​อย่าทำ​ให้​เสียเวลา​และ​บั่นทอน​ความ​ศรัทธาของตนเองเลย​

​เมื่อจิตค่อยๆ​ ​หยั่งลงสู่​ความ​สงบทีละน้อยๆ​ ​อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก​ ​ก็ค่อยๆ​ ​ลด​ความ​รุนแรงลง​ ​ถึง​ไปก็​ไปประ​เดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัว​ได้​เร็ว​ ​ถึง​ตอนนี้คำ​บริกรรมพุทโธ​ ​ก็​จะ​ขาดไปเอง​ ​เพราะ​คำ​บริกรรม​นั้น​เป็น​อารมณ์หยาบ​ ​เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ​และ​คำ​บริกรรมขาดไป​แล้ว​ ​ไม่​ต้อง​ย้อนถอยมาบริกรรมอีก​ ​เพียงรักษาจิต​ไว้​ใน​ฐานที่กำ​หนดเดิมไปเรื่อยๆ​ ​และ​สังเกตดู​ความ​รู้สึก​ ​และ​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​ที่ฐาน​นั้นๆ​

​บริกรรมเพื่อรวมจิต​ให้​เป็น​หนึ่ง​ ​สังเกตดูว่า​ ใคร​เป็น​ผู้​บริกรรมพุทโธ​

๒. ​ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบ​แล้ว​ ให้​สติจดจ่อ​อยู่​ที่ฐานเดิมเช่น​นั้น​ ​เมื่อมีอารมณ์อะ​ไรเกิดขึ้น​ ​ก็​ให้​ละอารมณ์​นั้น​ทิ้งไป​ ​มาดูที่จิตต่อไปอีก​ ​ไม่​ต้อง​กังวลใจ​ ​พยายามประคับประคองรักษา​ให้​จิต​อยู่​ใน​ฐานที่ตั้งเสมอๆ​ ​สติคอยกำ​หนดควบคุม​อยู่​อย่างเงียบๆ​ (รู้​อยู่)​ ​ไม่​ต้อง​วิจารณ์กิริยาจิต​ใดๆ​ ​ที่​เกิดขึ้น​ ​เพียงกำ​หนดรู้​แล้ว​ละ​ไป​เท่า​นั้น​ ​เป็น​ไปเช่นนี้​เรื่อยๆ​ ​ก็​จะ​ค่อยๆ​ ​เข้า​ใจกิริยา​หรือ​พฤติ​แห่งจิต​ได้​เอง​ (จิตปรุงกิ​เลส​ ​หรือ​กิ​เลสปรุงจิต)

ทำ​ความ​เข้า​ใจ​ใน​อารมณ์​ความ​นึกคิด​ ​สังเกตอารมณ์​ทั้ง​สามคือ​ ​ราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​

๓. ​อย่าส่งจิตออกนอก ​กำ​หนดรู้​อยู่​ใน​อารมณ์​เดียว​เท่า​นั้น​ ​อย่า​ให้​ซัดส่ายไป​ใน​อารมณ์ภายนอก​ ​เมื่อจิตเผลอคิดไป​ ​ก็​ให้​ตั้งสติระลึก​ถึง​ฐานกำ​หนดเดิม​ ​รักษาสัมปชัญญะ​ให้​สมบูรณ์​อยู่​เสมอ​ (รูปนิมิต​ ​ให้​ยก​ไว้​ ​ส่วน​นามนิมิต​ทั้ง​หลายอย่า​ได้​ใส่​ใจ​กับ​มัน)

ระวังจิต​ไม่​ให้​คิด​ถึง​เรื่องภายนอก​ ​สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ​ ๖

๔. ​จงทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​ ​เหมือนดั่งตา​เห็นรูป ​เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อยๆ​ ​จน​เข้า​ใจ​ถึง​เหตุปัจจัยของอารมณ์​ความ​นึกคิดต่างๆ​ ​ได้​แล้ว​ ​จิตก็​จะ​ค่อยๆ​ ​รู้​เท่า​ทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ​ ​อารมณ์​ความ​นึกคิดต่างๆ​ ​ก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ดับไปเรื่อยๆ​ ​จนจิตว่าง​จาก​อารมณ์​ ​แล้ว​จิตก็​จะ​เป็น​อิสระ​ ​อยู่​ต่างหาก​จาก​เวทนาของรูปกาย​ ​อยู่​ที่ฐานกำ​หนดเดิมนั่นเอง​ ​การเห็นนี้​เป็น​การเห็น​ด้วย​ปัญญาจักษุ​

คิด​เท่า​ไหร่ก็​ไม่​รู้​ ​ต่อเมื่อหยุดคิด​จึง​รู้​ ​แต่​ต้อง​อาศัยคิด​

๕. ​แยกรูปถอด​ ​ด้วย​วิชชา​ ​มรรคจิต ​เมื่อ​สามารถ​เข้า​ใจ​ได้​ว่า​ ​จิต​ ​กับ​ ​กาย​ ​อยู่​คนละ​ส่วน​ได้​แล้ว​ ​ให้​ดูที่จิตต่อไปว่า​ ​ยัง​มีอะ​ไรหลงเหลือ​อยู่​ที่ฐานที่กำ​หนด​ (จิต) ​อีก​หรือ​ไม่​ ​พยายาม​ใช้​สติ​ ​สังเกตดูที่จิต​ ​ทำ​ความ​สงบ​อยู่​ในจิตไปเรื่อยๆ​ ​จน​สามารถ​เข้า​ใจ​ พฤติ​แห่งจิต ​ได้​อย่างละ​เอียดละออตามขั้นตอน​ ​เข้า​ใจ​ใน​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผล​กัน​ว่า​เกิด​จาก​ความ​คิดนั่นเอง​ ​และ​ความ​คิดมันออกไป​จาก​จิตนี่​เอง​ ​ไปหาปรุงหา​แต่งหาก่อหา​เกิด​ไม่​มีที่สิ้นสุด​ ​มัน​เป็น​มายาหลอกลวง​ให้​คนหลง​ ​แล้ว​จิตก็​จะ​เพิกถอนสิ่งที่มี​อยู่​ใน​จิตไปเรื่อยๆ​ ​จนหมด​ ​หมาย​ถึง​เจริญจิตจน​สามารถ​เพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่​เล็ก​ที่สุดภาย​ใน​จิต​ได้​

​คำ​ว่า​ แยกรูปถอด ​นั้น​ ​หมาย​ความ​ถึง​ แยกรูปวิญญาณ​ นั่นเอง​

๖. ​เหตุ​ต้อง​ละ​ ​ผล​ต้อง​ละ ​เมื่อเจริญจิตจนปราศ​จาก​ความ​คิดปรุงแต่ง​ได้​แล้ว​ (ว่าง) ​ก็​ไม่​ต้อง​อิงอาศัย​กับ​กฎเกณฑ์​แห่ง​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผล​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​จิตก็​จะ​อยู่​เหนือภาวะ​แห่งคลอง​ความ​คิดนึกต่างๆ​ ​อยู่​เป็น​อิสระ​ ​ปราศ​จาก​สิ่ง​ใดๆ​ ​ครอบงำ​อำ​พราง​ทั้ง​สิ้น​

​เรียกว่า​ “​สมุจเฉทธรรม​ทั้ง​ปวง​”

๗. ​ใช้​หนี้ก็หมด​ ​พ้นเหตุ​เกิด ​เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่​เล็ก​ที่สุดเสีย​ได้​ ​กรรมชั่วที่ประทับ​ ​บรรจุ​ ​บันทึกถ่ายภาพ​ ​ติด​อยู่​กับ​รูปปรมาณู​นั้น​ก็หมดโอกาสที่​จะ​ให้​ผลต่อไป​ใน​เบื้องหน้า​ ​การเพิ่มหนี้ก็​เป็น​อันสะดุดหยุดลง​ ​เหตุปัจจัยภายนอกภาย​ใน​ที่มากระทบ​ ​ก็​เป็น​สักแต่ว่ามากระทบ​ ​ไม่​มีผลสืบ​เนื่อง​ต่อไป​ ​หนี้กรรมชั่วที่​ได้​ทำ​ไว้​ตั้งแต่ชาติ​แรก​ ​ก็​เป็น​อัน​ได้​รับการชด​ใช้​หมดสิ้น​ ​หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่​จะ​ต้อง​เกิดมา​ใช้​หนี้กรรม​กัน​อีก​ ​เพราะ ​กรรมชั่วอัน​เป็น​เหตุ​ให้​ต้อง​เกิดอีก​ไม่​อาจ​ให้​ผลต่อไป​ได้​ ​เรียกว่า​ “​พ้นเหตุ​เกิด​”

๘. ​ผู้​ที่ตรัสรู้​แล้ว​ ​เขา​ไม่​พูดหรอกว่า​ ​เขา​รู้อะ​ไร​

​เมื่อธรรม​ทั้ง​หลาย​ได้​ถูกถ่ายทอดไป​แล้ว​ ​สิ่งที่​เรียกว่าธรรม​ ​จะ​เป็น​ธรรมไป​ได้​อย่างไร​ สิ่งที่ว่า​ไม่​มีธรรมนั่นแหละ​ ​มัน​เป็น​ธรรมของมัน​ใน​ตัว​ (​ผู้​รู้น่ะจริง​ ​แต่สิ่งที่ถูกรู้​ทั้ง​หลาย​นั้น​ไม่​จริง)

​เมื่อจิตว่าง​จาก​ “​พฤติ​” ​ต่างๆ​ ​แล้ว​ ​จิตก็​จะ​ถึง​ ความ​ว่างที่​แท้จริง ​ไม่​มีอะ​ไร​ให้​สังเกต​ได้​อีกต่อไป​ ​จึง​ทราบ​ได้​ว่า​แท้ที่จริง​แล้ว​ จิต​นั้น​ไม่​มีรูปร่าง​ ​มันรวม​อยู่​กับ​ความ​ว่าง​ ​ใน​ความ​ว่าง​นั้น​ ​ไม่​มีขอบเขต​ ​ไม่​มีประมาณ​ ​ซึมซาบ​อยู่​ใน​สิ่งทุกๆ​ ​สิ่ง​ ​และ​จิต​กับ​ผู้​รู้​เป็น​สิ่งเดียว​กัน​

​เมื่อจิต​กับ​ผู้​รู้​เป็น​สิ่งสิ่งเดียว​กัน​ ​และ​เป็น​ความ​ว่าง​ ​ก็ย่อม​ไม่​มีอะ​ไรที่​จะ​ให้​อะ​ไร​หรือ​ให้​ใครรู้​ถึง​ ​ไม่​มี​ความ​เป็น​อะ​ไร​จะ​ไปรู้สภาวะของอะ​ไร​ ​ไม่​มีสภาวะของใคร​จะ​ไปรู้​ความ​มี​ความ​เป็น​ของอะ​ไร​


​เมื่อเจริญจิตจน​เข้า​ถึง​สภาวะ​เดิมแท้ของมัน​ได้​ดังนี้​แล้ว​ “​จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง​” ​จิตก็​จะ​อยู่​เหนือสภาวะสมมติบัญญัติ​ทั้ง​ปวง​ ​เหนือ​ความ​มี​ความ​เป็น​ทั้ง​ปวง​ ​มัน​อยู่​เหนือคำ​พูด​ ​และ​พ้นไป​จาก​การกล่าวอ้าง​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​เป็น​ธรรมชาติอันบริสุทธิ์​และ​สว่าง​ ​รวม​กัน​เข้า​กับ​ความ​ว่างอันบริสุทธิ์​และ​สว่างของจักรวาลเดิม ​เข้า​เป็น​หนึ่งเรียกว่า​ “​นิพพาน​”

​โดย​ปกติ​ ​คำ​สอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​นั้น​เป็น​แบบ​ “​ปริศนาธรรม​” ​มิ​ใช่​เป็น​การบรรยายธรรม​ ​ฉะ​นั้น​คำ​สอนของท่าน​จึง​สั้น​ ​จำ​กัด​ใน​ความ​หมายของธรรม​ ​เพื่อ​ไม่​ให้​เฝือ​หรือ​ฟุ่มเฟือยมากนัก​ ​เพราะ​จะ​ทำ​ให้​สับสน​ ​เมื่อ​ผู้​ใด​เป็น​ผู้​ปฏิบัติธรรม​ ​เขา​ย่อม​เข้า​ใจ​ได้​เองว่า​ ​กิริยาอาการของจิตที่​เกิดขึ้น​นั้น​ ​มีมากมายหลายอย่าง​ ​ยากที่​จะ​อธิบาย​ให้​ได้​หมด​ ​ด้วย​เหตุ​นั้น​ ​หลวงปู่ท่าน​จึง​ใช้​คำ​ว่า​ “​พฤติของจิต​” ​แทนกิริยา​ทั้ง​หลายเหล่า​นั้น​

​คำ​ว่า​ “​ดูจิต​ ​อย่าส่งจิตออกนอก​ ​ทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​” ​เหล่านี้ย่อมมี​ความ​หมายครอบคลุมไป​ทั้ง​หมดตลอดองค์ภาวนา​ ​แต่​เพื่ออธิบาย​ให้​เป็น​ขั้นตอน​ ​จึง​จัดเรียง​ให้​ดูง่าย​ ​เข้า​ใจง่าย​เท่า​นั้น​ ​หา​ได้​จัดเรียงไปตามลำ​ดับกระ​แสการเจริญจิตแต่อย่าง​ใด​ไม่​

​ท่าน​ผู้​มีจิตศรัทธา​ใน​ทางปฏิบัติ​ ​เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำ​สอน​แล้ว​ ​ตามธรรมดาการปฏิบัติ​ใน​แนวนี้​ ​ผู้​ปฏิบัติ​จะ​ค่อยๆ​ ​มี​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ได้​ด้วย​ตนเอง​เป็น​ลำ​ดับๆ​ ​ไป​ ​เพราะ​มีการ​ใส่​ใจสังเกต​และ​กำ​หนดรู้​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​อยู่​ตลอดเวลา​ ​แต่​ถ้า​หากเกิดปัญหา​ใน​ระหว่างการ​ ​ปฏิบัติ​ ​ควรรีบ​เข้า​หาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ​โดย​เร็ว​ ​หากประมาท​แล้ว​อาจผิดพลาด​เป็น​ปัญหาตามมาภายหลัง​เพราะ​คำ​ว่า​ “​มรรคปฏิปทา​” ​นั้น​ ​จะ​ต้อง​อยู่​ใน​ “​มรรคจิต​” ​เท่า​นั้น​ ​มิ​ใช่​มรรคภายนอกต่างๆ​ ​นานา​เลย​

การเจริญจิต​เข้า​สู่ที่สุดแห่งทุกข์​นั้น​ ​จะ​ต้อง​ถึง​พร้อม​ด้วย​วิสุทธิศีล​ ​วิสุทธิมรรค​ ​พร้อม​ทั้ง​ ๓ ​ทวาร​ ​คือ​ ​กาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​จึง​จะ​ยัง​กิจ​ให้​ลุล่วง​ถึง​ที่สุดแห่งทุกข์​ได้​



อเหตุกจิต​ ๓ ​ประการ​

๑. ปัญจทวารวัชนจิต ​คือ​ ​กิริยาจิตที่​แฝง​อยู่​ตามอายตนะ​หรือ​ ​ทวาร​ทั้ง​ ๕ ​มีดังนี้​

ตา ​ไปกระทบ​กับ​รูป​ ​เกิด​ จักษุวิญญาณ ​คือ​ ​การเห็น​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​ตา​เห็นรูป​ไม่​ได้​

หู ​ไปกระทบ​กับ​เสียง​ ​เกิด​ โสตวิญญาณ ​คือ​ ​การ​ได้​ยิน​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​หู​ได้​ยินเสียง​ไม่​ได้​

จมูก ​ไปกระทบ​กับ​กลิ่น​ ​เกิด​ ฆานวิญญาณ​ คือ​ ​การ​ได้​กลิ่น​ ​จะ​ห้าม​ไม่​ให้​จมูกรับกลิ่น​ไม่​ได้​

ลิ้น​ ไปกระทบ​กับ​รส​ ​เกิด​ ชิวหาวิญญาณ ​คือ​ ​การ​ได้​รส​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​ลิ้นรับรู้รส​ไม่​ได้​

กาย ​ไปกระทบ​กับ​โผฏฐัพพะ​ ​เกิด​ กายวิญญาณ​ ​คือ​ ​กายสัมผัส​ ​จะ​ห้าม​ไม่​ให้​กายรับสัมผัส​ไม่​ได้​

​วิญญาณ​ทั้ง​ ๕ ​อย่างนี้​ ​เป็น​กิริยา​แฝง​อยู่​ใน​กายตามทวาร​ ​ทำ​หน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ​ ​ที่มากระทบ​ ​เป็น​สภาวะ​แห่งธรรมชาติของมัน​เป็น​อยู่​เช่น​นั้น​

​ก็​แต่ว่า​ ​เมื่อจิตอาศัยทวาร​ทั้ง​ ๕ ​เพื่อเชื่อมต่อรับรู้​เหตุการณ์ภายนอกที่​เข้า​มากระทบ​ ​แล้ว​ส่งไป​ยัง​สำ​นักงานจิตกลางเพื่อรับรู้​ ​เรา​จะ​ห้ามมิ​ให้​เกิด​ ​มี​ ​เป็น​ ​เช่น​นั้น​ ​ย่อมกระทำ​ไม่​ได้​

​การป้อง​กัน​ทุกข์ที่​จะ​เกิด​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๕ ​นั้น​ ​เรา​จะ​ต้อง​สำ​รวมอินทรีย์​ ​ทั้ง​ ๕ ​ไม่​เพลิดเพลิน​ใน​อายตนะ​เหล่า​นั้น​ ​หากจำ​เป็น​ต้อง​อาศัยอายตนะ​ทั้ง​ ๕ ​นั้น​ ​ประกอบการงานทางกาย​ ​ก็ควร​จะ​กำ​หนดจิต​ให้​ตั้ง​อยู่​ใน​จิต​ ​เช่นเมื่อเห็นก็สักแต่ว่า​เห็น​ ​ไม่​คิดปรุง​ ​ได้​ยินก็สักแต่ว่า​ได้​ยิน​ ​ไม่​คิดปรุง​ ​ดังนี้​เป็น​ต้น​

​(​ไม่​คิดปรุงหมาย​ความ​ว่า​ ​ไม่​ให้​จิตเอนเอียงไป​ใน​ความ​เห็นดีชั่ว)

๒. มโนทวารวัชนจิต ​คือ​ ​กิริยาจิตที่​แฝง​อยู่​ที่มโนทวาร​ ​มีหน้าที่ผลิต​ความ​คิดนึกต่างๆ​ ​นานา​ ​คอยรับเหตุการณ์ภาย​ใน​ภายนอกที่มากระทบ​ ​จะ​ดี​หรือ​ชั่วก็สะสมเอา​ไว้​ ​จะ​ห้ามจิต​ไม่​ให้​คิด​ใน​ทุกๆ​ ​กรณีย่อม​ไม่​ได้​

​ก็​แต่ว่า​เมื่อจิตคิดปรุงไป​ใน​เรื่องราว​ใดๆ​ ​ถึง​วัตถุ​ ​สิ่งของ​ ​บุคคลอย่างไร​ ​ก็​ให้​กำ​หนดรู้ว่าจิตคิด​ถึง​เรื่องเหล่า​นั้น​ ​ก็สักแต่ว่า​ความ​คิด​ ​ไม่​ใช่​ ​สัตว์บุคคล​ ​เรา​เขา​ ​ไม่​ยึดถือวิจารณ์​ความ​คิดเหล่า​นั้น​

​ทำ​ความ​เห็น​ให้​เป็น​ปกติ​ ​ไม่​ยึดถือ​ความ​เห็น​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​จิตย่อม​ไม่​ไหลตามกระ​แสอารมณ์​เหล่า​นั้น​ ​ไม่​เป็น​ทุกข์​

๓. หสิตุปบาท ​คือ​ ​กิริยาที่จิตยิ้มเอง​ ​โดย​ปราศ​จาก​เจตนาที่​จะ​ยิ้ม​ ​หมาย​ความ​ว่า​ไม่​อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง​ ​กิริยาจิตอันนี้มี​เฉพาะ​ ​เหล่าพระอริยเจ้า​เท่า​นั้น​ ​ใน​สามัญชน​ไม่​มี​

​สำ​หรับ​ ​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๑) ​และ​ (๒) ​มี​เท่า​กัน​ใน​พระอริยเจ้า​และ​ใน​สามัญชน​ ​นักปฏิบัติธรรม​ทั้ง​หลาย​ ​เมื่อตั้งใจปฏิบัติตนออก​จาก​กองทุกข์​ ​ควรพิจารณา​ ​อเหตุกจิตนี้​ให้​เข้า​ใจ​ด้วย​ ​เพื่อ​ความ​ไม่​ผิดพลาด​ใน​การ​ ​บำ​เพ็ญปฏิบัติธรรม​

​อเหตุกจิตนี้​ ​นักปฏิบัติ​ทั้ง​หลายควรทำ​ความ​เข้า​ใจ​ให้​ได้​ ​เพราะ​ถ้า​ไม่​เช่น​นั้น​แล้ว​ ​เรา​จะ​พยายามบังคับสังขารไปหมด​ ​ซึ่ง​เป็น​อันตรายต่อการปฏิบัติธรรมมาก​ ​เพราะ​ความ​ไม่​เข้า​ใจ​ใน​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๑) ​และ​ (๒) ​นี้​เอง​

​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๓) ​เป็น​กิริยาจิตที่ยิ้มเอง​ ​โดย​ปราศ​จาก​เจตนาที่​จะ​ยิ้ม​ ​เกิด​ใน​จิตของเหล่าพระอริยเจ้า​เท่า​นั้น​ ​ใน​สามัญชน​ไม่​มี​ ​เพราะ​กิริยาจิตนี้​ ​เป็น​ผลของการเจริญจิตจน​อยู่​เหนือมายาสังขาร​ได้​แล้ว​ ​จิต​ไม่​ต้อง​ติดข้อง​ ​ใน​โลกมายา​ ​เพราะ​ความ​รู้​เท่า​ทันเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่ง​ได้​แล้ว​ ​เป็น​อิสระ​ด้วย​ตัวมันเอง​

2 กรกฎาคม 2550

๕ สมาธิอัน​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​

มี​เรื่องเล่าสมัยที่หลวงปู่​เดินทางกลับ​จาก​อุบลฯ​ ​มาสุรินทร์​ ​เพื่อโปรดญาติ​โยม​ใน​ครั้งแรก​ ​ท่านมา​ใน​รูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​และ​พำ​นักโปรดญาติ​โยม​อยู่​ที่สำ​นักป่าบ้านหนองเสม็ด​ ​ตำ​บลเฉนียง​ ​อำ​เภอเมืองสุรินทร์​

​ใน​ช่วง​นั้น​ได้​มีชายหัวนักเลงอันธพาล​ผู้​หนึ่งมี​ความ​โหดร้ายระดับเสือ​ ​เป็น​ที่กลัวเกรงแก่ประชาชน​ใน​ละ​แวก​นั้น​ ​กลุ่มของชาย​ผู้​นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทย​และ​กัมพูชา​

​เมื่อ​ได้​ยินข่าวเล่าลือเกี่ยว​กับ​พระธุดงค์มาพำ​นักที่บ้านเสม็ด​ ​เขา​มั่นใจว่าพระ​จะ​ต้อง​เป็น​ผู้​มีวิชาด้านคาถาอาคมอันล้ำ​เลิศอย่างแน่นอน​ ​จึง​มี​ความ​ประสงค์​จะ​ได้​วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังประ​เภท​อยู่​ยงคงกระพัน​ ​ยิง​ไม่​ออกฟัน​ไม่​เข้า​

​ดัง​นั้น​จึง​พาลูกสมุนตัวกลั่น​ ๔ ​คน​ ​มีอาวุธครบครันแอบ​เข้า​ไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ​ ​ขณะ​นั้น​เป็น​เวลาประมาณ​ ๒ ​ทุ่ม​ ​แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควร​แล้ว​ ​ชาวบ้านที่มาฟังธรรม​ ​และ​มาบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาพา​กัน​กลับหมด​แล้ว​

​กลุ่มนักเลงแสดงตน​ให้​ประจักษ์​ ​กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า​ ​พวกตนรักการดำ​เนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ​ ​และ​ได้​ก่อศัตรู​ไม่​น้อย​ ​ที่มาครั้งนี้ก็​เพราะ​มี​ความ​เลื่อมใสศรัทธา​ ​มี​เจตนา​จะ​มาขอวิชาคาถาอาคม​ไว้​ป้อง​กัน​ตัว​ให้​พ้น​จาก​อันตราย​

​ขอพระคุณท่าน​ได้​โปรดมีจิตเมตตา​ ​เห็นแก่​ความ​ลำ​บากยากเข็ญของพวกกระผมที่​ต้อง​ฟันฝ่าอุปสรรค​ ​หลบศัตรูมั่งร้ายหมายขวัญ​ ​ได้​โปรดถ่ายทอดวิชาอาคม​ให้​พวกกระผมเถิด​

​หลวงปู่กล่าว​กับ​ชายกลุ่ม​นั้น​ว่า​ “​ข้อนี้​ไม่​ยาก​ ​แต่ว่า​ผู้​ที่​จะ​รับวิชาอาคมของเรา​ได้​นั้น​ ​จะ​ต้อง​มีการปรับพื้นฐานจิตใจ​ให้​แข็งแกร่ง​ ​เสียก่อน​ ​มิฉะ​นั้น​จะ​รองรับอาถรรพ์​ไว้​ไม่​อยู่​ ​วิชาก็​จะ​ย้อน​เข้า​ตัวเกิดวิบัติภัยร้ายแรง​ได้​”

​ว่าดัง​นั้น​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็​แสดงพื้นฐานของวิชาอาคมของท่านว่า​ “​คาถาทุกคาถา​ ​หรือ​วิชาอาคมที่ประสงค์​จะ​เรียน​นั้น​ ​จะ​ต้อง​อาศัยพื้นฐานคือ​ ​พลังจิต​ ​จิต​จะ​มีพลัง​ได้​ก็​ต้อง​มีสมาธิ​ ​สมาธิ​นั้น​จะ​เกิดขึ้น​ได้​ก็​แต่​จาก​การนั่งภาวนาทำ​ใจ​ให้​สงบ​ ​วิชาที่​จะ​ ​ร่ำ​เรียนไป​จึง​จะ​บังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์​ ​ไม่​มีพิบัติภัยตามมา​”

​ฝ่ายนักเลงเหล่า​นั้น​ ​เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันสงบเย็นมั่นคง​ ​มิ​ได้​รู้สึกสะทกสะท้านต่อพวก​เขา​ ​ประกอบ​กับ​ปฏิปทาอันงดงามของท่าน​ ​ก็​เกิด​ความ​เย็นกาย​ ​เย็นใจ​ ​เลื่อมใสนับถือ​ ​อีกอย่างก็มี​ความ​อยาก​ได้​วิชาอาคมดังกล่าว​ ​จึง​ยินดีปฏิบัติตาม​

​หลวงปู่​ได้​แนะนำ​ให้​นั่งสมาธิภาวนา​ ​แล้ว​บริกรรมภาวนา​ใน​ใจว่า​ พุทโธ​ ​พุทโธ ​ชั่วเวลาประมาณ​ ๑๐ - ๒๐ ​นาที​เท่า​นั้น​ ​จอมนักเลงก็รู้สึกสงบเย็น​ ​ยัง​ปีติ​ให้​บังเกิดซาบซ่านขึ้นอย่างแรง​ ​เป็น​ปีติชนิดโลดโผน​ เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว​ ​ขนลุกขนชัน​ ​และ​ร้องไห้​

​เห็นปรากฏชัด​ใน​สิ่งที่ตนเคยกระทำ​มา​ ​เห็นวัวควายกำ​ลังถูกฆ่า​ ​เห็นคนที่มีอาการทุรนทุราย​เนื่อง​จาก​ถูกทำ​ร้าย​ ​เห็น​ความ​ชั่วช้า​เลวทรามต่างๆ​ ​ของตน​ ​ทำ​ให้​รู้สึกสังเวชสลดใจอย่างยิ่ง​

​หลวงปู่ก็ปลอบโยน​ให้​การแนะนำ​ว่า​ “​ให้​ตั้งสมาธิภาวนาต่อไปอีก​ ​ทำ​ต่อไป​ ​ใน​ไม่​ช้าก็​จะ​พ้น​จาก​ภาวะ​นั้น​อย่างแน่นอน​”

​นักเลงเหล่า​นั้น​พา​กัน​นั่งสมาธิภาวนา​อยู่​กับ​หลวงปู่​ไปจนตลอดคืน​ ​ครั้นรุ่ง​เช้า​ อานุภาพแห่งศีล​และ​สมาธิที่​ได้​รับการอบรมฝึกฝนมาตลอด​ทั้ง​คืนก็​ยัง​ปัญญา​ให้​เกิดแก่นักเลงเหล่า​นั้น​

​จิตใจของพวก​เขา​รู้สึกอิ่มเอิบ​ด้วย​ธรรม​ ​เปี่ยมไป​ด้วย​ศรัทธา​ ​บังเกิด​ความ​เลื่อมใส​ ​จึง​เปลี่ยนใจไป​จาก​การอยาก​ได้​วิชาอาคมขลัง​ ​ตลอดจนกลับใจเลิกพฤติกรรมอันทำ​ความ​เดือดร้อน​ทั้ง​แก่ตน​และ​แก่​ผู้​อื่น​จนหมดสิ้น​ ​ปฏิญาณตน​เป็น​คำ​ตาย​กับ​หลวงปู่ว่า​ จะ​ไม่​ทำ​กรรมชั่วทุจริตอีก​แล้ว​

​เมื่อพิจารณา​เหตุการณ์​ใน​ครั้งนี้​ ​จะ​เห็นว่า​ใน​ขณะที่พวก​เขา​ทั้ง​ ๕ ​อยู่​ต่อหน้าหลวงปู่​ ​พวก​เขา​มิ​ได้​กระทำ​กรรมชั่วอัน​ใด​ลงไป​ ​ส่วน​กรรมชั่วที่​เขา​เคยกระทำ​มา​แล้ว​ก็หยุด​ไว้​ชั่วขณะ​ ​แฝงซ่อนเร้นหลบ​ ​อยู่​ใน​ขันธสันดานของ​เขา​

​ใน​ตอน​นั้น​พวก​เขา​ก็มี​เพียง​ความ​รู้สึกโลภ​ ​ด้วย​การอยาก​ได้​คาถา​ ​อาคม​จาก​หลวงปู่​ ​แต่​ความ​โลภช่วง​นั้น​ได้​สร้าง​ความ​ศรัทธา​ให้​เกิด​ ​ทำ​ให้​ตั้งใจปฏิบัติตามคำ​สอน​

ใน​ขณะจิตที่ตั้งใจ​ ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลายก็หยุดพัก​ไว้​ ​ศีลก็มี​ความ​สมบูรณ์​ ​พอที่​จะ​เป็น​บาทฐานของสมาธิภาวนา​ได้​ ​เมื่อรักษา​ได้​อย่าง​นั้น​ไม่​ขาดสาย​ ​จิตย่อมตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​ ​เรียกว่า​ ​มีสมาธิจิตที่​ไม่​กำ​เริบแปรปรวน​ ​เรียกว่าจิตมีศีล​ ​และ​อาการตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​เรียกว่ามีสมาธิ​ ​ย่อมมี​ความ​คล่องแคล่วแก่การงาน​ ​ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆ​ได้​เป็น​อย่างดี​ ​เรียกว่า​ ​สติปัญญา​

​ความ​รู้สึก​และ​อารมณ์ดังกล่าว​ ​ตรงตามคำ​สอนของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​ที่ว่า​ “​ศีลอัน​ใด​ ​สมาธิอัน​นั้น​ ​สมาธิ​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​”

1 กรกฎาคม 2550

๔ ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​แต่ละระดับ

คำ​สอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​อีกประการหนึ่งที่ท่านแนะนำ​พร่ำ​สอน​ ​ต่อ​ผู้​มาขอแนวทางการปฏิบัติ​จาก​ท่าน​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​พระภิกษุ​ ​สามเณร​ ​อุบาสก​ ​อุบาสิกา​ ​จะ​เป็น​เด็ก​หรือ​ผู้​ใหญ่​ก็ดี​ ​ท่าน​จะ​ให้​ปฏิบัติ​โดย​แนวทางแห่ง​ ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา ​เหมือน​กัน​หมด​

​หลวงพ่อเพิ่มท่าน​ได้​เล่าว่า​ ​สมัยที่ท่าน​ยัง​เป็น​สามเณร​ ​และ​อยู่​กับ​หลวงปู่ดูลย์​ ​ที่วัดบูรพาราม​ ​จังหวัดสุรินทร์​ ​มีคนเคยมาถามหลวงปู่​ถึง​คำ​สั่งสอนดังกล่าวของท่านว่า​

“​สอนเด็ก​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอนหนุ่มสาว​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอน​ผู้​เฒ่า​ผู้​แก่​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอนพระ​เณร​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​”


“​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ใน​ระดับต่างๆ​ ​กัน​นั้น​ ​เหมือน​กัน​หรือ​แตกต่าง​กัน​อย่างไร​ ?”

​ขณะที่มี​ผู้​ถาม​นั้น​ ​ตอน​นั้น​หลวงปู่ดูลย์กำ​ลังปะชุนเย็บจีวร​อยู่​ ​เมื่อท่านฟังคำ​ถาม​นั้น​จบลง​ ​ท่านก็ยกเข็ม​ให้​ดู​ ​แล้ว​กล่าวว่า​

“​คุณลองดูว่า​เข็มนี้​แหลมไหม​ ?”

​ผู้​ถามก็ตอบว่า​ “​แหลมขอรับหลวงปู่​”

​หลวงปู่อธิบายว่า​ :-

“​ความ​แหลมคมของสติปัญญา​ใน​ระดับเด็ก​ ​ระดับ​ผู้​ใหญ่​ ​ก็มี​ ​ความ​แหลมคมไปคนละอย่าง​ ​แต่​ใน​ระดับ​ความ​แหลมคมของสติปัญญาพระอรหันต์​นั้น​ ​อยู่​เหนือ​ความ​แหลมคม​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ปวง​

​ความ​แหลมคมของเข็ม​นั้น​เกิด​จาก​คนเราทำ​ขึ้น​ ​แต่สติปัญญาที่​เกิด​จาก​พระพุทธเจ้า​ ​และ​พระอรหันต์​ทั้ง​หลาย​นั้น​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ระดับโลกุตรธรรม​ ​ที่​ไม่​มีสิ่ง​ใด​เสมอเหมือน​ ​มี​ความ​มั่นคง​ไม่​แปรเปลี่ยนอีก​แล้ว​

​สำ​หรับสติปัญญาระดับปุถุชนก็​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​เช่น​กัน​ ​แต่​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ที่​จะ​ต้อง​ระมัดระวัง​ ​เพราะ​ยัง​อยู่​ใน​ขั้นโลกียธรรม​ ​ยัง​คงมี​ความ​เปลี่ยนแปลงผันแปร​ได้​เสมอ​”

​คำ​ตอบของหลวงปู่ดูลย์ดังกล่าว​นั้น​ ​ชี้​ให้​เห็น​ถึงไหวพริบ​และ​ปฏิภาณ​ใน​การอธิบายข้อธรรมที่ลุ่มลึก​ได้​อย่างฉับไว​ ​โดย​สามารถ​ยกสิ่ง​เล็กๆ​ ​น้อยๆ​ ​ที่​เราคิด​ไม่​ถึง​มา​เป็น​ตัวอย่างประกอบ​ ​ชี้​ให้​เห็นปัญหาที่​ไต่ถาม​ได้​อย่างแจ่มแจ้ง​ ​ซึ่ง​นับว่า​เป็น​การอธิบายข้อธรรมที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง​