19 กรกฎาคม 2550

๗ อธิบายหลักธรรมสำ​คัญเกี่ยว​กับ​สมาธิ​

เมื่อสังขารขันธ์ดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัวตนจักมี​ไม่​ได้​ ​เพราะ​ไม่​ได้​ ​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​เมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้น​ได้​อย่างไร​ ​เมื่อ​ความ​เป็น​ตัวตน​ไม่​มี​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้นแก่​ใคร​

​สรุปใจ​ความ​ “​อริยสัจแห่งจิต​” ​ได้​ว่า​

จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์​ทั้ง​สิ้น​ ​เป็น​สมุทัย​
​ผลของจิตที่ส่งออกนอก​นั้น​ ​เป็น​ทุกข์​
​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​มรรค​
​ผลอันเกิด​จาก​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​นิ​โรธ​

​อธิบายเปรียบเทียบ​


​อันการปฏิบัติธรรม​นั้น​ ​ได้​แก่​ ​การปฏิบัติสมถะ​และ​วิปัสสนากัมมัฏฐาน​ ​การปฏิบัติ​นั้น​ก็มุ่ง​ความ​หลุดพ้นเพียงอย่างเดียว​ ​กล่าว​โดย​สรุป​ จิต​ ​คือ​ ​พุทโธ​ ​จิต​ ​คือ​ ​ธรรม ​เป็น​สภาวะพิ​เศษที่​ไม่​มีการไปการมา​ ​เป็น​ความ​บริสุทธิ์ล้วนๆ​ ​โดย​ไม่​ต้อง​มีตัว​ผู้​บริสุทธิ์​หรือ​ผู้​รู้ว่าบริสุทธิ์​ ​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​และ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​ปวง​ ​ไม่​อาจจัด​เข้า​ลักษณะว่า​เป็น​รูป​ ​หรือ​เป็น​นาม​ได้​ ​เมื่อ​ได้​เข้า​ถึง​สภาวะอย่างนี้​แล้ว​ ​อาการต่างๆ​ ​ของจิตที่​เป็น​ไป​ ​หรือ​จะ​เรียกว่ากิริยาจิตก็​ได้​ ​ทั้ง​ใน​ภาคสมถะ​และ​วิปัสสนา​ ​เช่น​ ​แสงสีต่างๆ​ ​เป็น​ต้น​ ​ท่านย่อม​ต้อง​ถือว่า​ ​เป็น​ของภายนอก​ ​เป็น​ ​สิ่งแปลกปลอมปรุงแต่ง​ ​ไม่​ควร​ใส่​ใจยึดถือ​เป็น​สาระ​แก่นสารแม้​แต่​ “​ฌานสมาบัติ​” ​ก็ย่อม​เป็น​ของประจำ​โลก​เท่า​นั้น​ ​ไม่​ใช่​หนทางวิ​เศษ​ ​ใน​กรณีนี้​แต่อย่าง​ใด​เลย​ ​จะ​เห็น​ได้​จาก​การบำ​เพ็ญเพียรของพระบรมศาสดา​ ​พระองค์ทรงละ​เสีย​ซึ่ง​ธรรมลักษณะ​เหล่านี้​โดย​สิ้นเชิง​ ​กล่าวคือ​ ​เมื่อพระองค์ออก​จาก​จตุตถฌาน​และ​เวทนาขาดสิ้น​ ​สภาวะจิต​ถึง​การดับ​ ​รอบตัวเอง​แล้ว​ ​ภวังคจิตขาดไป​แล้ว​ ​ไม่​สืบต่ออีกเลย​ ​เป็น​อันสิ้นสุด​ ​สังสารวัฏ​ ​ณ​ ​ขณะ​นั้น​ ​นั่นเอง​ ​เรียกว่า​ “​นิพพาน​” ​คือ​ ​การดับสนิทแห่งสภาวธรรม​ทั้ง​ปวง​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​ว่า​แสงสี​ ​ฌานสมาบัติ​ใดๆ​ ​หรือ​แม้​แต่ภวังคจิตเอง​ ​ก็​ไม่​น่าที่​จะ​ไปกำ​หนดรู้​เพื่อการยึดถืออะ​ไร​ ​เพราะ​เป็น​ของเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้น​ ​เป็น​ของประจำ​โลก​ ​ก็​แลจิตที่กล่าว​ถึง​นี้​ ​แท้จริงก็มีการเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​อยู่​ร่ำ​ไป​เป็น​ธรรมดา​ ​จึง​กล่าว​ได้​ว่า​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็​ไม่​คงทนถาวรอะ​ไร​ ​ถึง​ซึ่ง​การดับรอบ​โดย​สิ้นเชิง​ได้​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อกล่าว​กัน​ให้​เป็น​อุดมธรรมปรมัตถธรรมจริงๆ​แล้ว​ ​แม้​แต่​ ​พุทโธ​ ​ธรรมโม​ ​สังโฆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สมมติบัญญัติ​อยู่​ดีนั่นเอง​ ​พระบรมศาสดา​จึง​ตรัสว่า​ ​พระองค์​ได้​ทำ​ลายเรือน​ ​คืออาณาจักรของตัณหา​เสีย​แล้ว​ ​ตัณหา​ไม่​อาจมาสร้างเหย้า​เรือน​ให้​เป็น​ภพ​เป็น​ชาติ​ได้​อีกเลย​ ​ทรงเพิกเสีย​ซึ่ง​ภพชาติสิ้น​แล้ว​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็คงสภาพเดิม​ ​คือ​ ​ฐีติจิต​ ​ฐีติธรรมอัน​เป็น​ธรรมดา​

​ด้วย​เหตุนี้​เอง​ ​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​จึง​พึงสังวรอย่างยิ่งยวด​ ​ไม่​พึงปรับอาบัติ​ ​หรือ​โทษต่างๆ​แก่พระอรหันต์​เลย​ ​ก็อย่าว่า​แต่​ความ​ผิดบาปเลย​ ​แม้กระทั่ง​ความ​ดี​ ​พระอรหันต์ท่านก็​ยัง​ละ​เสีย​ได้​อย่างเด็ดขาด​ ​ท่าน​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลาย​แล้ว​โดย​สิ้นเชิง​ ​อย่า​ได้​ยึดถือพระสูตรบางเรื่องที่ว่ามีการปรับโทษพระอรหันต์​ ​เช่น​ ​ความ​ผิดที่​ไม่​ร่วมสมาคม​ ​หรือ​สังฆกรรม​กับ​หมู่สงฆ์​ ​ดังนี้​เป็น​อันขาด​ ​เมื่อจักปฏิบัติ​แล้ว​ก็​ไม่​ควรไปวุ่นวาย​กับ​ชาดกนิทานแปลกปลอมนนั่น​ ​มุ่งพิจารณาจิตอย่างเดียว​ ​ไม่​ว่าพบเห็น​หรือ​ได้​ยิน​ได้​ฟังสิ่ง​ใด​อย่างไร​ ​ให้​ย้อน​เข้า​มา​ใน​จิต​ให้​ได้​ ​จน​สามารถ​รู้จิตเห็นจิต​ ​เข้า​ถึง​สภาวะ​แห่ง​ความ​รู้​แจ้งแทงตลอด​ใน​ธรรม​ ​ถึง​ความ​ดับรอบแห่งจิต​ใน​ขั้นสุดท้าย​ ​การพ้นสมมติบัญญัติ​นั้น​ย่อมหมายรวม​ถึง​ธรรม​ด้วย​ ​เช่น​ ​อายตนะ​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​เป็น​มายา​ ​หรือ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็ตามย่อม​เป็น​ของบัญญัติขึ้นมา​ ​ไม่​ว่า​จะ​พูด​กัน​ถึง​อะ​ไรครั้ง​ใด​ก็​ไม่​มีพ้นสมมติบัญญัติ​ไป​ได้​ ​การหยุด​ ​คิดหยุดนึก​ ​ก็คือ​ ​หยุดพูด​ ​หยุดเคลื่อนไหว​ ​หยุดกิริยา​แห่งจิต​ ​หมาย​ถึง​ ​การหยุดสังสารวัฏนั่นเอง​ ​เพราะ​ไม่​ว่า​เรา​จะ​กำ​หนดจิต​ ​คิด​ถึง​สิ่ง​ใดๆ​ ​สิ่ง​นั้นๆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สิ่งภายนอก​อยู่​ดี​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้นมา​ใน​โลก​ ​การกำ​หนดรู้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสิ่งที่ถูกกำ​หนดรู้​เป็น​ธรรมดา​ ​จะ​เป็น​รูปก็ตาม​ ​เป็น​นามก็ตาม​ ​เมื่อสิ่ง​นั้น​ถูกกำ​หนดรู้​ได้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสภาวะ​ ​เมื่อมีสภาวะก็ย่อมมีอันเสื่อมสลายไป​เป็น​ธรรมดา​ ​เพราะ​เป็น​ของปรุงแต่ง​จาก​เหตุปัจจัย​ทั้ง​สิ้น​

​ฉะ​นั้น​ ​สภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​จึง​เป็น​ของยากที่​จะ​แสดง​เป็น​ ​คำ​พูดออกมา​ได้​ ​จำ​ใจ​ต้อง​เรียก​เป็น​สภาวะ​ ​เพื่อ​ให้​รู้​ให้​เข้า​ใจ​กัน​ ​แท้จริงสภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​นั้น​ ​มี​แต่​ความ​สงบวางเฉย​ ​พร้อม​กับ​รู้ชัดเลยที​เดียวว่า​

สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลายเสมอ​กัน​สิ้น​ ​ไม่​ว่าสัตว์​ ​บุคคล​ ​เรา​เขา​ ​หรือ​แม้​แต่​ ​พระพุทธเจ้า​ ​พระธรรมเจ้า​ ​พระสังฆเจ้า​ ​พระ​โพธิสัตว์​ ​สามัญชน​ ​และ​สัตว์​โลก​ทั้ง​หลายก็มีสภาพพอันเดียว​กัน​เสมอ​กัน​โดย​ประการ​ทั้ง​ปวง​

​แต่​เพราะ​เหตุ​แห่งการยึดถือสิ่งที่​แตกต่าง​กัน​ ​คือผิดไป​จาก​สัจธรรมแท้​เท่า​นั้น​เอง​ ​ความ​ประพฤติปฏิบัติ​และ​จริยธรรม​จึง​แลดูผิดแผกแตกต่าง​กัน​ไปต่างๆ​ ​นานา​

​การที่บุคคล​ใด​สามารถ​ปฏิบัติ​เข้า​ถึง​สภาวะที่​จะ​ตัดสิน​ได้​ว่าสิ่งแวดล้อม​ ​หรือ​สิ่งภายนอก​กับ​ตัวของเรานี้​ ​แท้จริง​เป็น​ของสิ่งเดียว​กัน​โดย​แท้สภาวะนี้​แล​ ​เรียกว่า​ “​ธรรม​”


​จึง​กล่าว​โดย​สรุป​ได้​ว่า​ ​สภาวะ​ความ​เป็น​จริง​หรือ​ที่​เรียกว่า​ “​สัจธรรม​” ​นั้น​ ​มี​อยู่​ตลอดกาล​ ​หาก​ไม่​ท้อถอย​ ​หรือ​ละ​ความ​เพียรเสียก่อน​ ​ย่อมมี​ ​โอกาส​เข้า​ถึง​สัจธรรม​ได้​อย่างแน่นอน​ ​อนึ่ง​ ​เรื่องพิธีกรรม​หรือ​บุญกิริยาวัตถุต่างๆ​ ​ทั้ง​หลาย​ ​ก็ถือว่า​เป็น​เรื่องที่​ยัง​ให้​เกิดกุศล​ได้​อยู่​ ​หากแต่ว่าสำ​หรับนักปฏิบัติ​แล้ว​ ​อาจถือ​ได้​ว่า​ ​เป็น​ไปเพื่อกุศลนิดหน่อย​เท่า​นั้น​เอง​

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อนุโมทนาบุญน่ะค่ะสาธุสาธุ