2 สิงหาคม 2550

๘ สมาธิภาวนา​กับ​นิมิต​

หลวงพ่อเพิ่ม​ได้​เล่า​ถึง​ประสบการณ์​ใน​การปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยเริ่มต้นเมื่อครั้ง​ยัง​เป็น​สามเณรว่า​ ​ตอนที่ฝึกกัมมัฏฐาน​ใหม่ๆ​ ​นั้น​ ​ท่าน​ยัง​ไม่​ประสีประสาอะ​ไรเลย​ ​หลวงปู่ดูลย์​ได้​แนะนำ​ถึง​วิธีการทำ​สมาธิว่า​ ​ควรนั่งอย่างไร​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นอน​ ​ควรทำ​อย่างไร​

​ใน​ชั้นต้นหลวงปู่​ให้​เริ่มที่การนั่ง​ ​เมื่อนั่ง​เข้า​ที่​เข้า​ทาง​แล้ว​ก็​ให้​หลับตา​ ​ภาวนา​ “​พุทโธ​” ​ไว้​ อย่าส่งใจไปคิด​ถึง​สิ่ง​อื่น​ ​ให้​นึก​ถึง​แต่​ ​พุทโธ​-​พุทโธ​ ​เพียงอย่างเดียว​ ​ก็จดจำ​นำ​ไปปฏิบัติตามที่หลวงปู่สอน​

​ปกติของใจ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​หยุดนิ่ง​ ​มัก​จะ​คิดฟุ้งซ่านไปโน่นไปนี่​เสมอ​ ​ใน​ระยะ​ ​เริ่มต้นคนที่​ไม่​เคยฝึกมาก่อน​ ​อยู่ๆ​ ​จะ​มาบังคับ​ให้​มันหยุดนิ่ง​ ​คิด​อยู่​แต่​ ​พุทโธประการเดียว​เป็น​สิ่งที่ทำ​ได้​ยาก​

​สามเณรเพิ่มก็​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อภาวนา​ไปตามที่หลวงปู่สอน​ได้​ระยะหนึ่งก็​ ​เกิด​ความ​สงสัยขึ้น​ ​จึง​ถามหลวงปู่ว่า​ “​เมื่อหลับตาภาวนา​แต่พุทโธ​แล้ว​ ​จะ​เห็นอะ​ไรครับหลวงปู่​”

​หลวงปู่บอก​ “​อย่า​ได้​สงสัย​ ​อย่า​ได้​ถามเลย​ ​ให้​เร่งรีบภาวนา​ไปเถิด​ ​ให้​ภาวนา​ ​พุทโธไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​มัน​จะ​รู้​เองเห็นเองแหละ​”

​มี​อยู่​คราวหนึ่งขณะที่สามเณรเพิ่มภาวนา​ไป​ได้​ระยะหนึ่ง​ ​จิตเริ่มสงบ​ ​ก็ปรากฏร่างพญางูยักษ์ดำ​มะ​เมื่อมขึ้นมา​อยู่​ตรงหน้า​ ​มันจ้องมองท่าน​ด้วย​ความ​ประสงค์ร้าย​ ​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ฟ่อ​-​ฟ่อ​ ​อยู่​ไปมา​

​สามเณรเพิ่ม​ซึ่ง​เพิ่งฝึกหัดภาวนา​ใหม่ๆ​ ​เกิด​ความ​หวาดกลัวผวาลืมตาขึ้น​ ​ก็​ไม่​เห็นพญางูยักษ์​ ​จึง​รู้​ได้​ทันทีว่าสิ่งที่ท่านเห็น​นั้น​เป็น​การเห็น​ด้วย​สมาธิจิตที่​เรียกว่า​ ​นิมิต​ ​นั่นเอง​ ​จึง​ได้​หลับตาลงภาวนาต่อ​ ​พอหลับตาลง​เท่า​นั้น​ ​ก็พลันเห็นงูยักษ์​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ทำ​ท่า​จะ​ฉกอีก​ ​แม้​จะ​หวาดกลัวน้อยลงกว่าครั้งแรก​ ​แต่ก็กลัวมากพอที่​จะ​ต้อง​ลืมตาขึ้นอีก​

​เมื่อนำ​เรื่องนี้​ไปถามหลวงปู่​ ​ได้​รับคำ​อธิบายว่า​

“​อย่าส่งใจไปดู​ไปรู้​ใน​สิ่ง​อื่น​ ​การภาวนาท่าน​ให้​ดู​ใจของตนเองหรอก​ ​ท่าน​ไม่​ให้​ดูสิ่ง​อื่น​”

“​การบำ​เพ็ญกัมมัฏฐานนี้​ ​ไม่​ว่าสิ่งหนึ่งสิ่ง​ใด​จะ​เกิดขึ้น​ ​ไปรู้​ไปเห็นอะ​ไร​ ​เราอย่า​ไปดู​ ​ให้​ดู​แต่​ใจ​ ​ให้​ใจ​อยู่​ที่พุทโธ​ ​เมื่อกำ​ลังภาวนา​อยู่​ ​หากมี​ความ​กลัวเกิดขึ้น​ ​ก็อย่า​ไปคิด​ใน​สิ่งที่น่ากลัว​นั้น​ ​อย่า​ไปดูมัน​ ​ดู​แต่​ใจของเรา​เพียงอย่างเดียว​เท่า​นั้น​ ​แล้ว​ความ​กลัวมัน​จะ​หายไปเอง​”


​หลวงปู่​ได้​ชี้​แจงต่อไปว่า​ ​สิ่งที่​เรา​ไปรู้​ไปเห็น​นั้น​ ​บางทีก็จริง​ ​บางทีก็​ไม่​จริง​ ​เหมือน​กับ​ว่า​ ​คนที่ภาวนา​แล้ว​ไปรู้​ไปเห็นสิ่งต่างๆ​ ​เข้า​ การที่​เขา​เห็น​นั้น​เขา​เห็นจริง​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​มัน​ไม่​จริง ​เหมือนอย่างที่​เรา​ ​ดูหนัง​ ​เห็นภาพ​ใน​จอหนัง​ ​ก็​เห็นภาพ​ใน​จอจริงๆ​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​ไม่​จริง​ ​เพราะ​ความ​จริง​นั้น​ภาพมันไป​จาก​ฟิล์มต่างหาก​

​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​ภาวนา​ต้อง​ดูที่​ใจอย่างเดียว​ ​สิ่ง​อื่น​นอก​จาก​นั้น​จะ​หายไปเอง​ ให้​ใจมัน​อยู่​ที่​ใจ​นั้น​แหละ​ ​อย่า​ไปส่งออกนอก​

​ใจนี้มัน​ไม่​ได้​อยู่​จำ​เพาะที่ว่า​ ​จะ​ต้อง​อยู่​ตรง​นั้น​ตรงนี้​ ​คำ​ว่า​ “​ใจ​อยู่​กับ​ใจ​” ​นี้คือ​ ​คิดตรงไหนใจก็​อยู่​ตรง​นั้น​แหละ​ ​ความ​คิดนึกก็คือตัวจิตตัวใจ​

​หาก​จะ​เปรียบไปก็​เหมือนเช่นรูป​กับ​ฟิล์ม​ ​จะ​ว่ารูป​เป็น​ฟิล์มก็​ได้​ ​จะ​ว่าฟิล์ม​เป็น​รูปก็​ได้​ ใจ​อยู่​กับ​ใจ ​จึง​เปรียบเหมือนรูป​กับ​ฟิล์มนั่นแหละ​

​แต่​โดย​หลักปฏิบัติ​แล้ว​ ​ใจก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​สติก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​แต่ที่จริง​แล้ว​มันก็​เป็น​สิ่งเดียว​กัน​ ​เหมือนหนึ่งว่า​ไฟ​กับ​กระ​แสไฟ​ ​ความ​สว่าง​กับ​ไฟก็อันหนึ่งอันเดียว​กัน​นั่นแหละ​ ​แต่​เรามาพูด​ให้​เป็น​คนละอย่าง​

ใจ​อยู่​กับ​ใจ​ ​จึง​หมาย​ถึง​ ​ให้​มีสติ​อยู่​กำ​กับ​มันเอง​ ​ให้​อยู่​กับ​สติ​

​แต่สติสำ​หรับปุถุชน​ ​หรือ​สติสำ​หรับ​ผู้​เริ่มปฏิบัติ​ ​เป็น​สติที่​ยัง​ไม่​มั่นคง​ ​มัน​จึง​มีลักษณะขาดช่วง​เป็น​ตอนๆ​ ​ถ้า​เราปฏิบัติจนสติมันต่อ​กัน​ได้​เร็ว​จน​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​ให้​เป็น​แสงสว่างอย่างเดียว​กัน​

​อย่างเช่น​ ​สัญญาณออด​ ​ซึ่ง​ที่จริงมัน​ไม่​ได้​มี​เสียงยาวติดต่อ​กัน​เลย​ ​แต่​เสียงออด​-​ออด​-​ออด​ ​ถี่มาก​ ​จน​ความ​ถี่​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​เรา​จึง​ได้​ยินเสียงออด​นั้น​ยาว​

​ใน​การปฏิบัติที่ว่า​ ปฏิบัติจิต​ ​ปฏิบัติ​ใจ​ ​โดย​ให้​ใจ​อยู่​กับ​ใจนี้ก็คือ​ ​ให้​มีสติกำ​กับ​ใจ ​ให้​เป็น​สติถาวร​ ​ไม่​ใช่​เป็น​สติคล้ายๆ​ ​หลอดไฟที่จวน​จะ​ขาด​ ​เดี๋ยวก็สว่างวาบ​ ​เดี๋ยวก็ดับ​ ​เดี๋ยวก็สว่าง​ ​แต่​ให้​มันสว่างต่อ​กัน​ไปตลอดเวลา​

​เมื่อสติมันติดต่อ​กัน​ไปอย่างนี้​แล้ว​ ​ใจมันก็มีสติควบคุม​อยู่​ตลอด​ ​เวลา​เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า​ “​อยู่​กับ​ตัวรู้ตลอดเวลา​”

ตัวรู้ก็คือ​ ​สติ​ ​นั่นเอง​

​หรือ​จะ​เรียกว่า​ “​พุทโธ​” ​ก็​ได้​ พุทโธที่ว่า​ ​รู้​ ​ตื่น​ ​เบิกบาน​ ​ก็คือ​ ​ตัวสตินั่นแหละ

​เมื่อมีสติ​ ​ความ​รู้สึกนึกคิดอะ​ไรต่างๆ​ ​มันก็​จะ​เป็น​ไป​ได้​โดย​อัตโนมัติของมันเอง​ ​เวลาดี​ใจก็​จะ​ไม่​ดี​ใจจนเกินไป​ ​สามารถ​พิจารณารู้​ได้​ ​โดย​ทันทีว่า​ ​สิ่งนี้คืออะ​ไรเกิดขึ้น​ ​และ​เวลา​เสียใจมันก็​ไม่​เสียใจจนเกินไป​ ​เพราะ​ว่าสติมันรู้​อยู่​แล้ว​

​คำ​ชมก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​คำ​ติก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​เมื่อจับสิ่งเหล่านี้​ ​มาถ่วง​กัน​แล้ว​จะ​เห็นว่ามัน​ไม่​แตกต่าง​กัน​จนเกินไป​ ​มัน​เป็น​เพียงภาษาคำ​พูด​เท่า​นั้น​เอง​ ​ใจมันก็​ไม่​รับ​

​เมื่อใจมัน​ไม่​รับ​ ​ก็รู้ว่า​ใจมัน​ไม่​มี​ความ​กังวล​ ​ความ​วิตกกังวล​ใน​ ​เรื่องต่างๆ​ ​ก็​ไม่​มี​ ​ความ​กระ​เพื่อมของจิตก็​ไม่​มี​ ​ก็​เหลือแต่​ความ​รู้​อยู่​ใน​ใจ​

​สามเณรเพิ่มจดจำ​คำ​แนะนำ​สั่งสอน​จาก​หลวงปู่​ไปปฏิบัติต่อ​ ​ปรากฏว่าสิ่งที่น่าสะพึงกลัว​ไม่​ทำ​ให้​ท่านหวาดหวั่นใจอีกเลย​

ทำ​ให้​ท่าน​สามารถ​โน้มน้าวใจสู่​ความ​สงบ​ ​ค้น​พบปัญญาที่​จะ​นำ​สู่​ความ​สุขสงบ​ใน​สมาธิธรรมตั้งแต่บัด​นั้น​มา​

ไม่มีความคิดเห็น: