3 สิงหาคม 2550

๙ วิปัสสนูปกิ​เลส​

ใน​การปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน​นั้น​ ​ใน​บางครั้งก็มีอุปสรรคขัดข้องต่างๆ​ ​รวม​ทั้ง​เกิดการหลงผิดบ้างก็มี​ ​ซึ่ง​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ก็​ได้​ให้​ความ​ช่วย​เหลือแนะนำ​และ​ช่วย​แก้​ไขแก่ลูกศิษย์ลูกหา​ได้​ทันท่วงที​ ​ดังตัวอย่างที่ยกมานี้​

​มี​อยู่​ครั้งหนึ่งเกิดปัญหา​เกี่ยว​กับ​ “​วิปัสสนูปกิ​เลส​” ซึ่ง​หลวงปู่​เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า​ เมื่อ​ได้​ทำ​สมาธิจนสมาธิ​เกิดขึ้น​ ​และ​ได้​รับ​ความ​สุขอันเกิดแต่​ความ​สงบพอสมควร​แล้ว​ ​จิตก็ค่อยๆ​ ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ส่วน​ลึก ​นักปฏิบัติบางคน​จะ​พบอุปสรรคสำ​คัญอย่างหนึ่ง​ ​เรียกว่า​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ ​ซึ่ง​มี​ ๑๖ ​อย่าง​ ​มี​ “​โอภาส​” ​คือ​ ​แสงสว่าง​ ​และ​ “​อธิ​โมกข์​” ​คือ​ ​ความ​น้อมใจเชื่อ​ เป็น​ต้น​

​พลังแห่งโอภาส​นั้น​สามารถ​นำ​จิตไปสู่สภาวะต่างๆ​ได้​อย่างน่าพิศวง​ ​เช่น​ ​จิตอยากรู้อยากเห็นอะ​ไรก็​ได้​เห็น​ได้​รู้​ใน​สิ่ง​นั้น​ ​แม้​แต่กระทั่ง​ได้​กราบ​ได้​สนทนา​กับ​พระพุทธเจ้าก็มี​

​เจ้าวิปัสสนูปกิ​เลสนี้มีอิทธิพล​และ​อำ​นาจ​ ​จะ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​น้อมใจเชื่ออย่างรุนแรง​ ​โดย​ไม่​รู้​เท่า​ทันว่า​เป็น​การสำ​คัญผิด​ ​ซึ่ง​เป็น​การสำ​คัญผิดอย่างสนิทสนมแนบเนียน​ ​และ​เกิด​ความ​ภูมิ​ใจ​ใน​ตัวเอง​อยู่​เงียบๆ​ ​บางคน​ ​ถึง​กับ​สำ​คัญตนว่า​เป็น​พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง​ด้วย​ซ้ำ​ ​บางรายสำ​คัญผิด​ ​อย่างมีจิตกำ​เริบยโสโอหัง​ถึง​ขนาดที่​เรียกว่า​เป็น​บ้าวิกลจริตก็มี​

​อย่างไรก็ตาม​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ไม่​ได้​เป็น​การวิกลจริต​ ​แม้บางครั้ง​จะ​มีอาการคล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม​ ​แต่คง​เป็น​เพียงสติวิกล​ อัน​เนื่อง​จาก​การที่จิตตั้งมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​แล้ว​สติตามควบคุม​ไม่​ทัน​ ​ไม่​ได้​สัด​ ​ไม่​ได้​ส่วน​กัน​เท่า​นั้น​ ​ถ้า​สติตั้ง​ไว้​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ ​จิตก็​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิลึกลงไปอีก​ ​โดย​ยัง​คงมีสิ่งอัน​เป็น​ภายนอก​เป็น​อารมณ์​อยู่​นั่นเอง​

​เช่นเดียว​กับ​การฝึกสมาธิของพวกฤาษีชี​ไพรที่​ใช้​วิธีเพ่งกสิณ ​เพื่อ​ให้​เกิดสมาธิ​ ​ใน​ขณะ​แห่งสมาธิ​เช่นนี้​ ​เรา​เรียกอารมณ์​นั้น​ว่า​ ปฏิภาคนิมิต ​และ​เมื่อเพิกอารมณ์​นั้น​ออก​โดย​การย้อนกลับไปสู่​ “​ผู้​เห็นนิมิต​” ​นั้น​ ​นั่นคือย้อนสู่ต้นตอคือ​ จิต ​นั่นเอง​ ​จิตก็​จะ​บรรลุ​ถึง​สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ​ ​อัน​เป็น​สมาธิจิตขั้นสูงสุด​ได้​ทันที​

​ใน​ทางปฏิบัติที่มั่นคง​และ​ปลอดภัย​นั้น​ ​หลวงปู่ดูลย์ท่านแนะนำ​ว่า​ “​การปฏิบัติ​แบบจิตเห็นจิต​ ​เป็น​แนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้น​ ​และ​บรรลุ​เป้าหมาย​ได้​ฉับพลัน​ ​ก้าวล่วงภยันตราย​ได้​สิ้นเชิง​ ​ทันทีที่กำ​หนดจิตใจ​ได้​ถูก​ต้อง​ ​แม้​เพียงเริ่มต้น​ ​ผู้​ปฏิบัติก็​จะ​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ได้​ด้วย​ตนเอง​เป็น​ลำ​ดับๆ​ ​ไป​ ​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยครูบาอาจารย์อีก​”

​ใน​ประวัติของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​พอ​จะ​เห็นตัวอย่างของวิปัสสนูปกิ​เลส​ ๒ ​ตัวอย่าง​ ​คือกรณีของท่านหลวงตาพวง​ ​และ​กรณีของท่านพระอาจารย์​เสร็จ​ ​จะ​ขอยกกรณีของหลวงตาพวงมา​เล่า​เพื่อประดับ​ความ​รู้ต่อไป​

​ศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ​ “​หลวงตาพวง​” ​ได้​มาบวชตอนวัยชรา​ ​นับ​เป็น​ผู้​บุกเบิก​ ​สำ​นักปฏิบัติธรรมบน​เขา​พนมรุ้ง​ ​จังหวัดบุรีรัมย์​

​หลวงตาพวง​ได้​ทุ่มเทชีวิตจิตใจ​ให้​แก่การประพฤติปฏิบัติ​ ​เพราะ​ท่านสำ​นึก​ ​ตนว่ามาบวชเมื่อแก่​ ​มี​เวลา​แห่งชีวิตเหลือน้อย​ ​จึง​เร่ง​ความ​เพียรตลอดวัน​ ​ตลอดคืน​

​พอเริ่ม​ได้​ผล​ ​เกิด​ความ​สงบ​ ​ก็​เผชิญ​กับ​วิปัสสนูปกิ​เลสอย่างร้ายแรง​ ​เกิด​ความ​สำ​คัญผิดเชื่อมั่นอย่างสนิทว่าตนเอง​ได้​บรรลุอรหัตผล​ ​เป็น​พระอรหันต์องค์หนึ่ง​ ​เป็น​ผู้​สำ​เร็จ​ผู้​เปี่ยม​ด้วย​บุญญาธิการ​ ​ได้​เล็งญาณ​ (คิดเอง) ​ไปจน​ทั่ว​สากลโลก​ ​เห็นว่า​ไม่​มี​ใครรู้​หรือ​เข้า​ถึง​ธรรมเสมอ​ด้วย​ตน​ ​ดัง​นั้น​ ​หลวงตาพวง​จึง​ได้​เดินทาง​ด้วย​เท้า​เปล่ามา​จาก​เขา​พนมรุ้ง​ ​เดินทางข้ามจังหวัดมา​ไม่​ต่ำ​กว่า​ ๘๐ ​กิ​โลเมตร​ ​มาจน​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​หวัง​จะ​แสดงธรรม​ให้​หลวงปู่ฟัง​

​หลวงตาพวงมา​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​เวลา​ ๖ ​ทุ่มกว่า​ ​กุฏิทุกหลังปิดประตูหน้าต่าง​ ​หมด​แล้ว​ ​พระ​เณรจำ​วัด​กัน​หมด​ ​หลวงปู่ก็​เข้า​ห้องไป​แล้ว​ ​ท่านก็มาร้องเรียก​ ​หลวงปู่​ด้วย​เสียงอันดัง​

​ตอน​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี​ยัง​เป็น​สามเณร​อยู่​ ​ได้​ยินเสียงเรียกดังลั่นว่า​ “​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อดูลย์​.....” ​ก็จำ​ได้​ว่า​เป็น​เสียงของหลวงตาพวง​ ​จึง​ลุกไปเปิดประตูรับ​

​สังเกตดูอากัปกิริยาก็​ไม่​เห็นมีอะ​ไรผิดแปลก​ ​เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า​ ​ตาม​ ​ธรรมดาท่านหลวงตาพวงมี​ความ​เคารพอ่อนน้อมต่อหลวงปู่​ ​พูดเสียงเบา​ ​ไม่​บังอาจระบุชื่อของท่าน​ ​แต่คืนนี้ค่อนข้าง​จะ​พูดเสียงดัง​และ​ระบุชื่อ​ด้วย​ว่า​

“​หลวงตาดูลย์​ ​ออกมา​เดี๋ยวนี้​ ​พระอรหันต์มา​แล้ว​”

​ครั้นเมื่อหลวงปู่ออกมา​แล้ว​ ​ตามธรรมดาหลวงตาพวง​จะ​ต้อง​กราบหลวงปู่​ ​แต่คราวนี้​ไม่​กราบ​ ​แถม​ยัง​ต่อว่า​เสียอีก​ “​อ้าว​ ! ​ไม่​เห็นกราบท่าน​ผู้​สำ​เร็จมา​แล้ว​ ​ไม่​เห็นกราบ​”

​เข้า​ใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบ​โดย​ตลอด​ใน​ทันที​นั้น​ว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​ท่าน​จึง​นั่งเฉย​ ​ไม่​พูดอะ​ไรแม้​แต่คำ​เดียว​ ​ปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดไปเรื่อยๆ​

​หลวงตาพวงสำ​ทับว่า​ “​รู้​ไหมว่า​เดี๋ยวนี้​ผู้​สำ​เร็จอุบัติขึ้น​แล้ว​ ​ที่มานี่ก็​ด้วย​ ​เมตตา​ ​ต้อง​การ​จะ​มา​โปรด​ ​ต้อง​การ​จะ​มาชี้​แจงแสดงธรรมปฏิบัติ​ให้​เข้า​ใจ​”

​หลวงปู่​ยัง​คงวางเฉย​ ​ปล่อย​ให้​ท่านพูดไป​เป็น​ชั่วโมงที​เดียว​ ​สำ​หรับพวกเรา​ ​พระ​เณรที่​ไม่​รู้​เรื่อง​ ​ไม่​เข้า​ใจ​ ​ก็พา​กัน​ตกอกตกใจ​กัน​ใหญ่​ ​ด้วย​ไม่​รู้ว่ามัน​เป็น​อะ​ไร​กัน​แน่​

​ครั้นปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดนานพอสมควร​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็ซักถาม​เป็น​เชิง​ ​คล้อยตามเอา​ใจว่า​ “​ที่ว่าอย่าง​นั้นๆ​ ​เป็น​อย่างไร​ ​และ​หมาย​ความ​ว่าอย่างไร​” ​หลวงตาพวงก็ตอบตะกุกตะกัก​ ​ผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​แต่ก็อุตส่าห์ตอบ​

​เมื่อหลวงปู่​เห็นว่าอาการรุนแรงมากเช่น​นั้น​ ​จึง​สั่งว่า​ “​เออ​ ​เณรพาหลวงตา​ไปพักผ่อนที่​โบสถ์​ ​ไปโน่น​ ​ที่พระอุ​โบสถ​”

​ท่านเณร​ (เจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี) ​ก็พาหลวงตา​ไปที่​โบสถ์​ ​ไปเรียกพระ​ ​องค์​นั้น​องค์นี้ที่ท่านรู้จัก​ให้​ลุกขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม​ ​รบกวนพระ​เณรตลอด​ทั้ง​คืน​

​หลวงปู่พยายามแก้​ไขหลวงตาพวง​ด้วย​อุบายวิธีต่างๆ​ ​หลอกล่อ​ให้​หลวงตา​ ​นั่งสมาธิ​ ​ให้​นั่งสงบ​แล้ว​ย้อนจิตมาดูที่ต้นตอ​ ​มิ​ให้​จิตแล่นไปข้างหน้า​ ​จนกระทั่ง​ ​สองวันก็​แล้ว​ ​สามวันก็​แล้ว​ไม่​สำ​เร็จ​

​หลวงปู่​จึง​ใช้​อีกวิธีหนึ่ง​ ​ซึ่ง​คง​เป็น​วิธีของท่านเอง​ ​ด้วย​การพูดแรง​ให้​โกรธ​ ​หลายครั้งก็​ไม่​ได้​ผล​ ​ผ่านมาอีกหลายวันก็​ยัง​สงบลง​ไม่​ได้​ ​หลวงปู่​เลยพูด​ให้​โกรธ​ด้วย​การด่าว่า​ “​เออ​ ! ​สัตว์นรก​ ​สัตว์นรก​ ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​ออก​จาก​กุฏิ​เดี๋ยวนี้​”

​ทำ​ให้​หลวงตาพวงโกรธอย่างแรง​ ​ลุกพรวดพราดขึ้นไปหยิบเอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​กลดของท่านลง​จาก​กุฏิ​ ​มุ่งหน้า​ไปวัดป่า​โยธาประสิทธิ์​ซึ่ง​อยู่​ห่าง​จาก​ ​วัดบูรพารามไปทาง​ใต้​ประมาณ​ ๓ - ๔ ​กิ​โลเมตร​ ​ซึ่ง​ขณะ​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ (โชติ​ ​คุณสมฺปนฺ​โน) ​ยัง​พำ​นัก​อยู่​ที่นั่น​

​ที่​เข้า​ใจว่าหลวงตาพวงโกรธ​นั้น​ ​เพราะ​เห็นท่านมือไม้สั่น​ ​หยิบของผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​คว้า​เอา​ไต้​ (สำ​หรับจุดไฟ) ​ดุ้นหนึ่ง​ ​นึกว่า​เป็น​กลด​ ​และ​ยัง​เปล่งวาจาออกมา​ ​อย่างน่าขำ​ว่า​ “​เออ​ ! ​กู​จะ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​หลวงตาดูลย์​ไม่​ใช่​แม่กู​” ​เสร็จ​แล้ว​ก็คว้า​ ​เอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​หยิบเอา​ไต้ดุ้นยาวขึ้นแบก​ไว้​บนบ่า​ ​คงนึกว่า​เป็น​คันกลด​ ​ของท่าน​ ​แถมคว้า​เอา​ไม้กวาดไปด้ามหนึ่ง​ด้วย​ ​ไม่​รู้​เอา​ไปทำ​ไม​

​ครั้นหลวงตาพวงไป​ถึง​วัดป่า​ ​ทันทีที่ย่างเท้า​เข้า​สู่บริ​เวณวัดป่านี่​เอง​ อาการของจิตที่น้อมไปติดมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​โดย​ปราศ​จาก​การควบคุมของ​ ​สติที่​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ก็​แตกทำ​ลายลง​ ​เพราะ​ถูกกระ​แทก​ด้วย​อานุภาพแห่ง​ความ​ ​โกรธ​ ​อัน​เป็น​อารมณ์ที่รุนแรงกว่า​ ​ยัง​สติสัมปชัญญะ​ให้​บังเกิดขึ้น​ ​ระลึกย้อนกลับ​ ​ได้​ว่า​ ​ตนเอง​ได้​ทำ​อะ​ไรลงไปบ้าง​ ​ผิดถูกอย่างไร​ ​สำ​คัญตนผิดอย่างไร​ ​และ​ได้​ ​พูดวาจา​ไม่​สมควรอย่างไรออกมาบ้าง

​เมื่อหลวงตาพวง​ได้​สติสำ​นึก​แล้ว​ ​ก็​ได้​เข้า​พบท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ ​และ​เล่า​เรื่องต่างๆ​ ​ให้​ท่านทราบ​ ​ท่านเจ้าคุณฯ​ ​ก็​ได้​ช่วย​แนะนำ​และ​เตือนสติ​ ​เพิ่มเติมอีก​ ​ทำ​ให้​หลวงตาพวง​ได้​สติคืนมาอย่างสมบูรณ์​ ​และ​บังเกิด​ความ​ ​ละอายใจ​เป็น​อย่างยิ่ง​

​หลัง​จาก​ได้​พักผ่อน​เป็น​เวลาพอสมควร​แล้ว​ ​ก็ย้อนกลับมาขอขมาหลวงปู่​ ​กราบเรียนว่าท่านจำ​คำ​พูด​และ​การกระทำ​ทุกอย่าง​ได้​หมด​ ​และ​รู้สึกละอายใจมากที่ตนทำ​อย่าง​นั้น​

​หลวงปู่​ได้​แนะทางปฏิบัติ​ให้​ ​และ​บอกว่า​ “​สิ่งที่​เกิดขึ้นเหล่านี้​ ​ว่า​ถึง​ประ​โยชน์​ ​ก็มีประ​โยชน์​เหมือน​กัน​ ​มี​ส่วน​ดี​อยู่​เหมือน​กัน​ ​คือ​จะ​ได้​เป็น​บรรทัดฐาน​ ​เป็น​เครื่องนำ​สติมิ​ให้​ตกสู่ภาวะนี้อีก​ ​เป็น​แนวทางตรงที่​จะ​ได้​นำ​มาประกอบ​ ​การปฏิบัติ​ให้​ดำ​เนินไปอย่างมั่นคง​ใน​แนวทางตรงต่อไป​”

ไม่มีความคิดเห็น: