ธรรมเทศนาหรือโอวาทของหลวงปู่ดูลย์นั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากท่านไม่เคยเทศน์เป็นกัณฑ์ๆ หรือแสดงเป็นเรื่องยาวๆ เพียงแต่เมื่อสอนภาวนา หรือกล่าวตักเดือนลูกศิษย์ หรือตอบคำถามตลอดถึงสนทนากับพระเณรอื่นๆ หลวงปู่ก็จะกล่าวอย่างสั้น ด้วยความระมัดระวัง ยกข้อธรรมะมากล่าวอย่างย่อๆ เท่านั้นเอง นอกจากนี้ท่านไม่เคยแสดงในพิธีการงานใดๆ อีกเลยฯ
กล่าวกันว่าหลวงปู่มีปกติเป็นผู้ไม่พูดหรือพูดน้อยที่สุดแต่มีปฏิภาณ ไหวพริบเร็วฉับไวมาก และไม่มีผิดพลาดพูดสั้นย่อ แต่อมความหมายไว้อย่างสมบูรณ์ คำพูดของท่านแต่ละปรโยคมีความหมายและเนื้อหาจบลงดดยสิ้นเชิงเหมือนหนึ่ง สะกดจิตผู้ฟังหรือผู้ถาม ให้ฉุกคิดอยู่เป็นเวลานาน แล้วก็ต้องใช้ความตริตรองด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้งฯ
บันทึกธรรมเทศนาเกี่ยวกับสมาธินี้ ได้รวบรวมและเรียบเรียงมาจากพระธรรมเทศนาที่พระโพธินันทมุนี (อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์) ผุ้เคยไอยู่กับหลวงปู่ดูลย์มาเป็นเวลานานตลอดอายุขัยของท่าน เขียนบันทึกขึ้นจากประสบการณ์ได้อย่างชวนอ่านและเข้าใจง่าย นับว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อสาธุชนผู้สนใจใฝ่ทราบธรรมปฏิบัติตามปฏิปทา ของหลวงปู่ ธรรมสภาขอนมัสการกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย
ประสบการณ์ภาวนาของหลวงปู่
วันหนึ่งหลวงปู่ดูลย์นั่งภาวนาอยู่ ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกมากแล้วนั้น จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบ และให้บังเกิดนิมิตแปลกกว่าผู้อื่นขึ้นมา
คือ เห็นพระพุทธรูปปรากฏขึ้นที่ตัวท่านที่ตัวท่านประหนึ่งว่าตัวท่านเองเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
ท่านพยายามพิจารณาดูนิมิตนั้นต่อไปอีก แม้ว่าขณะที่ออกจากที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว และขณะออกเดินสู่ละแวกบ้านของชาวบ้านป่าเพื่อบิณฑบาต ก็เห็นปรากฏอยู่เช่นนั้น
ต่อมา
ก่อนที่รูปนิมิตนั้นหายไป ขณะเดินกลับมาจากบิณฑบาต ท่านได้พิจารณาดูตนเอง ก็ได้ปรากฏเห็นชัดเจนว่าเป็นโครงกระดูกทุกส่วนสัด
วันหนึ่ง เกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหาร จึงอาศัยความเอิบอิ่มาของสมาธิจิตกระทำความเพียรต่อไป
เช่น เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง จนตลอดวันตลอดคืนและแล้วในขณะนั้นเอง...
แสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดปรากฏแก่จิตของท่านอย่างแจ่มแจ้ง จนกระทั่งท่านสามารถแยกจิตกับกิเลสออกจากกันได้
รู้ชัดว่า อะไรคือจิต อะไรคือกิเลส
จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต
และเข้าใจสภาพของจิตที่แท้จริงได้ จนรู้ว่ากิเลสส่วนไหนละได้แล้ว ส่วนไหนยังละไม่ได้
ต่อมาภายหลังหลวงปู่ไดให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
“จิตปรุงกิเลส คือการที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา
กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัวมีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป”
หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต
หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือลักธรรมสูงสุดที่อยู่ในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย
จิตนี้แหละคือหลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต
ขอให้เลกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้นเมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดขาดไปแล้ว
พิษของจิตก็ได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น
จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีอยู่ประจำแล้วในทุกคน
เช่นนี้แล้ว บทบาทและความหมายของจิตตลอดจน จิตเดิมแท้ก็คือความไม่มี เป็นความว่างอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเป็นความว่าง เป็นความไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเติมให้เต็ม
เนื่องเพราะทุกอย่างล้วนเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในความว่างในความไม่มี
นักปฏิบัติลังเลใจ
ปัจจุบันนี้ ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนามีความงวยงงสงสัยอย่างยิ่งในแนว ทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย
ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มาก และเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ จึงได้ยินหลวงปู้อธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า
“การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวม สงบ แล้วคำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือมีวัตถุเป็นแก่นมีปัญญาเป็นยิ่ง”
ตื่นอาจารย์
นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสงประเภท ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้ว ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่ง ทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ไปในสำนักต่าง ๆ ได้ยินว่าสำนักไนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่อย่างมากฯ
หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า
“การไปหลายสำนัก หลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อมไม่เจริญคืบหน้าต่อไป”
จับกับวาง
นักศึกษาธรรมะ หรือนักปฏิบัติธรรมะ มีสองประเภทประเภทหนึ่ง ศึกษาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกันถกเถียงกันไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ใครจำตำราหรืออ้างครูบาอาจารย์ได้มาก ก็ถือว่าตนเป็นคนสำคัญ บาททีเข้าหาหลวงปู่ แทนที่จะภามธรรมะข้อปฏิบัติจากท่าน ก็กลับพ่นความรุ้ความจำของตนให้ท่านฟังอย่างวิจิตรพิสดารก็เคยมีไม่น้อยฯ
แต่สำหรับหลวงปู่นั้นทนฟังได้เสมอ เมื่อเขาจบลงแล้วยังช่วยต่อให้หน่อยหนึ่งว่า
“ผู้ใดหลงใหลในคำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”
ทำจิตให้สงบได้ยาก
การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้าหรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอยก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงตอจากการบริจารทาน รักษาศิล เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ฯ
หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า
“ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญาหาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกินนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัดย่อมตัดอุปทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน”
อุบายคลายความยึด
เมื่อกระผมทำความสงบให้เกิดขึ้นแล้ว ก็พยายามรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้นด้วยดี แต่ครั้นกระทบกระทั่งกับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตก็มักจะสูญเสียสถานะที่พยายามธำรงไว้นั้นร่ำไป
หลวงปู่ว่า
“ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธีจงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่หยาบที่สุด คือกายแยกให้ละเอียด พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ขยับถึงพิจารณานามธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่ ที่เราเคยแยกพิจารณามาก็มีความดำความขาว ความมือความสว่าง เป็นต้น”
ความหลังยังฝังใจ
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปพักผ่อนที่วัดโยธา ประสิทธิ์ พระเณรจำนวนมากมากราบนมัสการหลวงปู่ ฟังโอวาทาของหลวงปู่แล้ว หลวงตาพลอย ผู้บวชเมื่อแก่ แต่สำรวมดี ได้ปรารภถึงตนเองว่า กระผมบวชมาก็นานพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจตัดห่วงอาลัยในอดีตได้ แม้จะตั้งใจอย่างไรก็เผลอจนได้ ขอทราบอุบายวิธีอย่างอื่นเพื่อปฏิบัติตามแนวนี้ต่อไปด้วยครับกระผมฯ
หลวงปู่ว่า
“อย่าให้จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอ เมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา อย่างปล่อยให้มันรู้อารมณีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตาม และไม่หักหาญ”
หยุด ต้องหยุดให้เป็น
นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึกให้ได้ตามที่หลวงปู่เคยสอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซ้ำยังเกิดความอึดอัดแน่นใจ สมองมึนงง แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าที่หลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วย
หลวงปู่บอกว่า
“ก็แสดงถึงความผิดพลาดอยู่แล้ว เพราะบอกให้หยุดคิดหยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งกรหยุดคิดหยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง”
หยุดเพื่อรู้
เมื่อเดือนมีนาคม 2507 มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออก เผยแพร่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติ ตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า
“คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้
ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้
แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้”
ละอย่างหนึ่ง คิดอีกอย่างหนึ่ง
ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ รายงานผลการปฏิบัติให้ลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พลหลวงปู่วันนี้ด้วยกระผมปฏิบัติตามที่หลวงปู่เคย แนะนำก็ได้ผลไปตามลำดับคือ เมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เริ่มละสัญญาอารมณ์ภายนอกหมด จิตก็หมดความวุ่น จิตรวม จิตสงบ จิตดิ่งสู่สมาธิ หมดอารมณ์อื่น เหลือแต่ความสุข สุขอย่างยิ่ง เย็นสบาย แม้จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ได้
หลวงปู่ยิ้มแล้วพูด
“เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริง ๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ ยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรคที่จะตัดภพ ชาติตัณหา อุปาทานได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าให้แจ่มแจ้งต่อไป”
รู้จากการเรียนกับรู้จากการปฏิบัติ
ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ
หลวงปู่อธิบายว่า
“ศีล คือ ปกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือจิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือจิตที่ว่าง เบาสบายรู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง วิมุติ คือละความสบาย เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย”
เดินทางลัด
หลังจากที่หลวงปู่หายจากอาพาธ นายแพทย์และนางพยาบาลจำนวนหนึ่งเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากาพาธครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิยวาจาว่า “หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี หน้าตาสดใสเหมือนับไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากที่หลวงปู่มีภาวนาสมาธิจิตดี พวกกระผมมีเวลาน้อย หาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติให้ง่ายๆ หรือโดยย่อที่สุด
หลวงปู่ตอบว่า
“มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น การฝึกจิต การพิจารณาจิต เป็นวิธีลัดที่สุด”
คนละเรื่อง
แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่า ตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้าง
หลวงปู่ว่า
“เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้ว ทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำ แล้วก็ตั้งจิตทำดี บริจาคทาน รักษาศิล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะขจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก”
อยากได้ของดี
ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ
หลวงปู่จึงเจริญพรว่า “ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดีวาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง”
“ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะสั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ”
หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า
“ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา”
เห็นจริงไม่จริง
แม่ชีพราหมณ์ได้สนทนาเชิงรายงานผลการปฏิบัติวิปัสสนาต่อหลวงปู่ว่า
“ดิฉันนั่งแล้วเห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจ”
“ดิฉันเห็นสวรรค์ เห็นวิมารงดงามอย่างยิ่ง”
หลวงปู่ตอบว่า
“สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้นยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้นจะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก”
เคยมีผู้ปฏิบัติบางรายถามว่า
นรก สวรรค์ วิมาน เทวดา ตลอดจนองค์พุทธรูปที่ปรากฏขึ้นในนิมิตนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด”
หลวงปู่ตอบว่า
“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”
แล้วหลวงปู่ได้แนะวิธีละนิมิตต่อไปว่า
“เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อย่างเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”
เหนือคำพูด
อุบาสกคนหนึ่งถามหลวงปู่ดูลย์ว่า
“กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏเพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่า ท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้น ๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวังเพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้ เต็มที่”
หลวงปู่ดูลย์ตอบสั้นๆ ว่า
“ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไรเพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”
พระครูนันทปัญญาภรณ์ กราบเรียนถามว่า
“พระอาจารย์ขอรับ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า องค์ไหนปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรในหมู่พระสงฆ์สาวก”
คำตอบจากหลวงปู่ คือ
“ที่ปฏิบัติปฏิปทาอันเดียวกันย่อมจะรู้ กัน ย่อมจะเข้าใจกันได้ ในเมื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเมื่อได้อยู่ร่วมกันหรือแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันแค่ได้ทราบข่าวคราวของถ้อยคำ หรือข้อธรรมที่ผู้นั้นๆ แสดงออกมา เพราะข้อธรรมที่ท่านผู้นั้นแสดงออกมาจะชี้ชัดถึงภูมิธรรมของท่านว่าอยู่ใน ระดับใด”
มีสติทุกลมหายใจ
อุบาสกผู้หนึ่ง ได้สมันการถามหลวงปู่ว่า
“พวกกระผมถกเพียงกัน ไม่ตกลง บางคนบอกว่าก่อนที่จะนั่งสมาธิภาวนา ต้องกล่าวคำแสดงตนถึงพระรัตนตรัยก่อน แล้วก็รับศีล จึงจะทำสมาธิให้บังเกิดได้
บางคนบอกว่า ไม่ต้อง สะดวกสบายตอนไหนก็นั่งกำหนดจิตได้เสมอ
ขอฟังคำแนะนำจากหลวงปู่ครับ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวตอบ ดังนี้
“เราเคยบอกแล้วว่า ตราบใดที่มีลมหายใจก็ทำได้ และควรจะทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง
นอน ต้องให้จิตอยู่ในจิตมีสตกำกับอยู่เสมอ
ในการที่จะนั่งสมาธินั้นจะเริ่มต้นยังไงก็ตามแต่จะพอใจใครจะแสดงตนถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีลก่อนก็ทำไป”
หลวงปู่กล่าวต่อไปว่า
“ถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงแว่นตาดำที่คน ตาบอดสวมใส่ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นอะไร เพียงแต่ช่วยให้คนอื่นดูดีขึ้นบ้างเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าจะดูดีขึ้นอย่างไร”
รู้ที่จิต
มีครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวถึงการตาย การเกิดใหม่ ชาติหน้า ชาติหลัง นรกและสวรรค์ ได้อย่างน่าพิจารณา
“ผู้ปฏิบัติแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติลังหรตือนรกสวรรค์อะไรก็ได้
ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง 16 ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”
หลวงปู่ได้สรุปว่า
“การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้นไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้งความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง
พระธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิตอยากรู้อะไรได้ที่จิต”
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น