เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้ เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง เมื่อความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อความเป็นตัวตนไม่มี ความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่ใคร
สรุปใจความ “อริยสัจแห่งจิต” ได้ว่า
จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น เป็นสมุทัย
ผลของจิตที่ส่งออกนอกนั้น เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
อธิบายเปรียบเทียบ
อันการปฏิบัติธรรมนั้น ได้แก่ การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน การปฏิบัตินั้นก็มุ่งความหลุดพ้นเพียงอย่างเดียว กล่าวโดยสรุป จิต คือ พุทโธ จิต คือ ธรรม เป็นสภาวะพิเศษที่ไม่มีการไปการมา เป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆ โดยไม่ต้องมีตัวผู้บริสุทธิ์หรือผู้รู้ว่าบริสุทธิ์ อยู่เหนือความดีและความชั่วทั้งปวง ไม่อาจจัดเข้าลักษณะว่าเป็นรูป หรือเป็นนามได้ เมื่อได้เข้าถึงสภาวะอย่างนี้แล้ว อาการต่างๆ ของจิตที่เป็นไป หรือจะเรียกว่ากิริยาจิตก็ได้ ทั้งในภาคสมถะและวิปัสสนา เช่น แสงสีต่างๆ เป็นต้น ท่านย่อมต้องถือว่า เป็นของภายนอก เป็น สิ่งแปลกปลอมปรุงแต่ง ไม่ควรใส่ใจยึดถือเป็นสาระแก่นสารแม้แต่ “ฌานสมาบัติ” ก็ย่อมเป็นของประจำโลกเท่านั้น ไม่ใช่หนทางวิเศษ ในกรณีนี้แต่อย่างใดเลย จะเห็นได้จากการบำเพ็ญเพียรของพระบรมศาสดา พระองค์ทรงละเสียซึ่งธรรมลักษณะเหล่านี้โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานและเวทนาขาดสิ้น สภาวะจิตถึงการดับ รอบตัวเองแล้ว ภวังคจิตขาดไปแล้ว ไม่สืบต่ออีกเลย เป็นอันสิ้นสุด สังสารวัฏ ณ ขณะนั้น นั่นเอง เรียกว่า “นิพพาน” คือ การดับสนิทแห่งสภาวธรรมทั้งปวง
ดังนั้น ไม่ว่าแสงสี ฌานสมาบัติใดๆ หรือแม้แต่ภวังคจิตเอง ก็ไม่น่าที่จะไปกำหนดรู้เพื่อการยึดถืออะไร เพราะเป็นของเกิดๆ ดับๆ เป็นของปรุงแต่งขึ้น เป็นของประจำโลก ก็แลจิตที่กล่าวถึงนี้ แท้จริงก็มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่ร่ำไปเป็นธรรมดา จึงกล่าวได้ว่า แม้แต่ตัวจิตเองก็ไม่คงทนถาวรอะไร ถึงซึ่งการดับรอบโดยสิ้นเชิงได้เช่นเดียวกัน เมื่อกล่าวกันให้เป็นอุดมธรรมปรมัตถธรรมจริงๆแล้ว แม้แต่ พุทโธ ธรรมโม สังโฆ ก็ยังเป็นสมมติบัญญัติอยู่ดีนั่นเอง พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า พระองค์ได้ทำลายเรือน คืออาณาจักรของตัณหาเสียแล้ว ตัณหาไม่อาจมาสร้างเหย้าเรือนให้เป็นภพเป็นชาติได้อีกเลย ทรงเพิกเสียซึ่งภพชาติสิ้นแล้ว แม้แต่ตัวจิตเองก็คงสภาพเดิม คือ ฐีติจิต ฐีติธรรมอันเป็นธรรมดา
ด้วยเหตุนี้เอง ภิกษุทั้งหลายจึงพึงสังวรอย่างยิ่งยวด ไม่พึงปรับอาบัติ หรือโทษต่างๆแก่พระอรหันต์เลย ก็อย่าว่าแต่ความผิดบาปเลย แม้กระทั่งความดี พระอรหันต์ท่านก็ยังละเสียได้อย่างเด็ดขาด ท่านอยู่เหนือความดีความชั่วทั้งหลายแล้วโดยสิ้นเชิง อย่าได้ยึดถือพระสูตรบางเรื่องที่ว่ามีการปรับโทษพระอรหันต์ เช่น ความผิดที่ไม่ร่วมสมาคม หรือสังฆกรรมกับหมู่สงฆ์ ดังนี้เป็นอันขาด เมื่อจักปฏิบัติแล้วก็ไม่ควรไปวุ่นวายกับชาดกนิทานแปลกปลอมนนั่น มุ่งพิจารณาจิตอย่างเดียว ไม่ว่าพบเห็นหรือได้ยินได้ฟังสิ่งใดอย่างไร ให้ย้อนเข้ามาในจิตให้ได้ จนสามารถรู้จิตเห็นจิต เข้าถึงสภาวะแห่งความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม ถึงความดับรอบแห่งจิตในขั้นสุดท้าย การพ้นสมมติบัญญัตินั้นย่อมหมายรวมถึงธรรมด้วย เช่น อายตนะทั้งหลายซึ่งเป็นมายา หรือแม้แต่ตัวจิตเองก็ตามย่อมเป็นของบัญญัติขึ้นมา ไม่ว่าจะพูดกันถึงอะไรครั้งใดก็ไม่มีพ้นสมมติบัญญัติไปได้ การหยุด คิดหยุดนึก ก็คือ หยุดพูด หยุดเคลื่อนไหว หยุดกิริยาแห่งจิต หมายถึง การหยุดสังสารวัฏนั่นเอง เพราะไม่ว่าเราจะกำหนดจิต คิดถึงสิ่งใดๆ สิ่งนั้นๆ ก็ยังเป็นสิ่งภายนอกอยู่ดี เป็นของปรุงแต่งขึ้นมาในโลก การกำหนดรู้ ก็ย่อมจะมีสิ่งที่ถูกกำหนดรู้เป็นธรรมดา จะเป็นรูปก็ตาม เป็นนามก็ตาม เมื่อสิ่งนั้นถูกกำหนดรู้ได้ ก็ย่อมจะมีสภาวะ เมื่อมีสภาวะก็ย่อมมีอันเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เพราะเป็นของปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
ฉะนั้น สภาวะแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์จึงเป็นของยากที่จะแสดงเป็น คำพูดออกมาได้ จำใจต้องเรียกเป็นสภาวะ เพื่อให้รู้ให้เข้าใจกัน แท้จริงสภาวะแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น มีแต่ความสงบวางเฉย พร้อมกับรู้ชัดเลยทีเดียวว่า
สรรพสิ่งทั้งหลายเสมอกันสิ้น ไม่ว่าสัตว์ บุคคล เราเขา หรือแม้แต่ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระโพธิสัตว์ สามัญชน และสัตว์โลกทั้งหลายก็มีสภาพพอันเดียวกันเสมอกันโดยประการทั้งปวง
แต่เพราะเหตุแห่งการยึดถือสิ่งที่แตกต่างกัน คือผิดไปจากสัจธรรมแท้เท่านั้นเอง ความประพฤติปฏิบัติและจริยธรรมจึงแลดูผิดแผกแตกต่างกันไปต่างๆ นานา
การที่บุคคลใดสามารถปฏิบัติเข้าถึงสภาวะที่จะตัดสินได้ว่าสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งภายนอกกับตัวของเรานี้ แท้จริงเป็นของสิ่งเดียวกันโดยแท้สภาวะนี้แล เรียกว่า “ธรรม”
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า สภาวะความเป็นจริงหรือที่เรียกว่า “สัจธรรม” นั้น มีอยู่ตลอดกาล หากไม่ท้อถอย หรือละความเพียรเสียก่อน ย่อมมี โอกาสเข้าถึงสัจธรรมได้อย่างแน่นอน อนึ่ง เรื่องพิธีกรรมหรือบุญกิริยาวัตถุต่างๆ ทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังให้เกิดกุศลได้อยู่ หากแต่ว่าสำหรับนักปฏิบัติแล้ว อาจถือได้ว่า เป็นไปเพื่อกุศลนิดหน่อยเท่านั้นเอง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
1 ความคิดเห็น:
อนุโมทนาบุญน่ะค่ะสาธุสาธุ
แสดงความคิดเห็น