2 กรกฎาคม 2550

๕ สมาธิอัน​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​

มี​เรื่องเล่าสมัยที่หลวงปู่​เดินทางกลับ​จาก​อุบลฯ​ ​มาสุรินทร์​ ​เพื่อโปรดญาติ​โยม​ใน​ครั้งแรก​ ​ท่านมา​ใน​รูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​และ​พำ​นักโปรดญาติ​โยม​อยู่​ที่สำ​นักป่าบ้านหนองเสม็ด​ ​ตำ​บลเฉนียง​ ​อำ​เภอเมืองสุรินทร์​

​ใน​ช่วง​นั้น​ได้​มีชายหัวนักเลงอันธพาล​ผู้​หนึ่งมี​ความ​โหดร้ายระดับเสือ​ ​เป็น​ที่กลัวเกรงแก่ประชาชน​ใน​ละ​แวก​นั้น​ ​กลุ่มของชาย​ผู้​นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทย​และ​กัมพูชา​

​เมื่อ​ได้​ยินข่าวเล่าลือเกี่ยว​กับ​พระธุดงค์มาพำ​นักที่บ้านเสม็ด​ ​เขา​มั่นใจว่าพระ​จะ​ต้อง​เป็น​ผู้​มีวิชาด้านคาถาอาคมอันล้ำ​เลิศอย่างแน่นอน​ ​จึง​มี​ความ​ประสงค์​จะ​ได้​วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังประ​เภท​อยู่​ยงคงกระพัน​ ​ยิง​ไม่​ออกฟัน​ไม่​เข้า​

​ดัง​นั้น​จึง​พาลูกสมุนตัวกลั่น​ ๔ ​คน​ ​มีอาวุธครบครันแอบ​เข้า​ไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ​ ​ขณะ​นั้น​เป็น​เวลาประมาณ​ ๒ ​ทุ่ม​ ​แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควร​แล้ว​ ​ชาวบ้านที่มาฟังธรรม​ ​และ​มาบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาพา​กัน​กลับหมด​แล้ว​

​กลุ่มนักเลงแสดงตน​ให้​ประจักษ์​ ​กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า​ ​พวกตนรักการดำ​เนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ​ ​และ​ได้​ก่อศัตรู​ไม่​น้อย​ ​ที่มาครั้งนี้ก็​เพราะ​มี​ความ​เลื่อมใสศรัทธา​ ​มี​เจตนา​จะ​มาขอวิชาคาถาอาคม​ไว้​ป้อง​กัน​ตัว​ให้​พ้น​จาก​อันตราย​

​ขอพระคุณท่าน​ได้​โปรดมีจิตเมตตา​ ​เห็นแก่​ความ​ลำ​บากยากเข็ญของพวกกระผมที่​ต้อง​ฟันฝ่าอุปสรรค​ ​หลบศัตรูมั่งร้ายหมายขวัญ​ ​ได้​โปรดถ่ายทอดวิชาอาคม​ให้​พวกกระผมเถิด​

​หลวงปู่กล่าว​กับ​ชายกลุ่ม​นั้น​ว่า​ “​ข้อนี้​ไม่​ยาก​ ​แต่ว่า​ผู้​ที่​จะ​รับวิชาอาคมของเรา​ได้​นั้น​ ​จะ​ต้อง​มีการปรับพื้นฐานจิตใจ​ให้​แข็งแกร่ง​ ​เสียก่อน​ ​มิฉะ​นั้น​จะ​รองรับอาถรรพ์​ไว้​ไม่​อยู่​ ​วิชาก็​จะ​ย้อน​เข้า​ตัวเกิดวิบัติภัยร้ายแรง​ได้​”

​ว่าดัง​นั้น​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็​แสดงพื้นฐานของวิชาอาคมของท่านว่า​ “​คาถาทุกคาถา​ ​หรือ​วิชาอาคมที่ประสงค์​จะ​เรียน​นั้น​ ​จะ​ต้อง​อาศัยพื้นฐานคือ​ ​พลังจิต​ ​จิต​จะ​มีพลัง​ได้​ก็​ต้อง​มีสมาธิ​ ​สมาธิ​นั้น​จะ​เกิดขึ้น​ได้​ก็​แต่​จาก​การนั่งภาวนาทำ​ใจ​ให้​สงบ​ ​วิชาที่​จะ​ ​ร่ำ​เรียนไป​จึง​จะ​บังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์​ ​ไม่​มีพิบัติภัยตามมา​”

​ฝ่ายนักเลงเหล่า​นั้น​ ​เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันสงบเย็นมั่นคง​ ​มิ​ได้​รู้สึกสะทกสะท้านต่อพวก​เขา​ ​ประกอบ​กับ​ปฏิปทาอันงดงามของท่าน​ ​ก็​เกิด​ความ​เย็นกาย​ ​เย็นใจ​ ​เลื่อมใสนับถือ​ ​อีกอย่างก็มี​ความ​อยาก​ได้​วิชาอาคมดังกล่าว​ ​จึง​ยินดีปฏิบัติตาม​

​หลวงปู่​ได้​แนะนำ​ให้​นั่งสมาธิภาวนา​ ​แล้ว​บริกรรมภาวนา​ใน​ใจว่า​ พุทโธ​ ​พุทโธ ​ชั่วเวลาประมาณ​ ๑๐ - ๒๐ ​นาที​เท่า​นั้น​ ​จอมนักเลงก็รู้สึกสงบเย็น​ ​ยัง​ปีติ​ให้​บังเกิดซาบซ่านขึ้นอย่างแรง​ ​เป็น​ปีติชนิดโลดโผน​ เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว​ ​ขนลุกขนชัน​ ​และ​ร้องไห้​

​เห็นปรากฏชัด​ใน​สิ่งที่ตนเคยกระทำ​มา​ ​เห็นวัวควายกำ​ลังถูกฆ่า​ ​เห็นคนที่มีอาการทุรนทุราย​เนื่อง​จาก​ถูกทำ​ร้าย​ ​เห็น​ความ​ชั่วช้า​เลวทรามต่างๆ​ ​ของตน​ ​ทำ​ให้​รู้สึกสังเวชสลดใจอย่างยิ่ง​

​หลวงปู่ก็ปลอบโยน​ให้​การแนะนำ​ว่า​ “​ให้​ตั้งสมาธิภาวนาต่อไปอีก​ ​ทำ​ต่อไป​ ​ใน​ไม่​ช้าก็​จะ​พ้น​จาก​ภาวะ​นั้น​อย่างแน่นอน​”

​นักเลงเหล่า​นั้น​พา​กัน​นั่งสมาธิภาวนา​อยู่​กับ​หลวงปู่​ไปจนตลอดคืน​ ​ครั้นรุ่ง​เช้า​ อานุภาพแห่งศีล​และ​สมาธิที่​ได้​รับการอบรมฝึกฝนมาตลอด​ทั้ง​คืนก็​ยัง​ปัญญา​ให้​เกิดแก่นักเลงเหล่า​นั้น​

​จิตใจของพวก​เขา​รู้สึกอิ่มเอิบ​ด้วย​ธรรม​ ​เปี่ยมไป​ด้วย​ศรัทธา​ ​บังเกิด​ความ​เลื่อมใส​ ​จึง​เปลี่ยนใจไป​จาก​การอยาก​ได้​วิชาอาคมขลัง​ ​ตลอดจนกลับใจเลิกพฤติกรรมอันทำ​ความ​เดือดร้อน​ทั้ง​แก่ตน​และ​แก่​ผู้​อื่น​จนหมดสิ้น​ ​ปฏิญาณตน​เป็น​คำ​ตาย​กับ​หลวงปู่ว่า​ จะ​ไม่​ทำ​กรรมชั่วทุจริตอีก​แล้ว​

​เมื่อพิจารณา​เหตุการณ์​ใน​ครั้งนี้​ ​จะ​เห็นว่า​ใน​ขณะที่พวก​เขา​ทั้ง​ ๕ ​อยู่​ต่อหน้าหลวงปู่​ ​พวก​เขา​มิ​ได้​กระทำ​กรรมชั่วอัน​ใด​ลงไป​ ​ส่วน​กรรมชั่วที่​เขา​เคยกระทำ​มา​แล้ว​ก็หยุด​ไว้​ชั่วขณะ​ ​แฝงซ่อนเร้นหลบ​ ​อยู่​ใน​ขันธสันดานของ​เขา​

​ใน​ตอน​นั้น​พวก​เขา​ก็มี​เพียง​ความ​รู้สึกโลภ​ ​ด้วย​การอยาก​ได้​คาถา​ ​อาคม​จาก​หลวงปู่​ ​แต่​ความ​โลภช่วง​นั้น​ได้​สร้าง​ความ​ศรัทธา​ให้​เกิด​ ​ทำ​ให้​ตั้งใจปฏิบัติตามคำ​สอน​

ใน​ขณะจิตที่ตั้งใจ​ ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลายก็หยุดพัก​ไว้​ ​ศีลก็มี​ความ​สมบูรณ์​ ​พอที่​จะ​เป็น​บาทฐานของสมาธิภาวนา​ได้​ ​เมื่อรักษา​ได้​อย่าง​นั้น​ไม่​ขาดสาย​ ​จิตย่อมตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​ ​เรียกว่า​ ​มีสมาธิจิตที่​ไม่​กำ​เริบแปรปรวน​ ​เรียกว่าจิตมีศีล​ ​และ​อาการตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​เรียกว่ามีสมาธิ​ ​ย่อมมี​ความ​คล่องแคล่วแก่การงาน​ ​ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆ​ได้​เป็น​อย่างดี​ ​เรียกว่า​ ​สติปัญญา​

​ความ​รู้สึก​และ​อารมณ์ดังกล่าว​ ​ตรงตามคำ​สอนของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​ที่ว่า​ “​ศีลอัน​ใด​ ​สมาธิอัน​นั้น​ ​สมาธิ​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​”

ไม่มีความคิดเห็น: