17 สิงหาคม 2550

๑๒ ประสบการณ์ภาวนา

คุณ สันตินันท์ ได้กล่าวถึงตนเองที่อาศัยคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ช่วยในการปฏิบัติธรรมจนเกิดผลน่าพอใจ อ่านแล้วชื่นใจครับ (จากหนังสือโลกทิพย์)

เขาเล่าถึงตนเองอย่างถ่อมตนว่า

“ผมลังเลใจอยู่นานที่จะเล่าถึงการปฏิบัติธรรมของตนเอง เพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าใครตั้งใจปฏิบัติก็ทำกันได้

แต่ด้วยความเคารพในคำสั่งของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง คือหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาลวัน ที่ท่านสั่งให้เขียนเรื่องนี้ออกเผยแพร่ ผมจึงต้องปฏิบัติตาม โดยเขียนเรื่องนี้ให้ท่านอ่าน

ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่เคยรู้เรื่องพระธุดงค์กรรมฐานอย่างจริงจังมาก่อน จนกระทั่งแทบจะละทิ้งพุทธศาสนาไปแล้ว เพราะเกิดตื่นเต้นกับลัทธิวัตถุนิยม

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมได้พบข้อธรรมสั้นๆ บทหนึ่งของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ มีสาระสำคัญว่า

“จิตส่งออกนอกคือสมุทัย มีผลเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ”

ผมเกิดความซาบซึ้งจับจิตจับใจ และเห็นจริงตามว่าถ้าจิตไม่ออกไปรับความทุกข์แล้ว ใครกันล่ะที่จะเป็นผู้ทุกข์ จิตใจผมมันยอมรับนับถือหลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ตั้งแต่นั้น

ต่อมาในต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ผมก็มีโอกาสดั้นด้นไปนมัสการหลวงปู่ดูลย์ ที่จังหวัดสุรินทร์

เมื่อไปถึงหน้ากุฏิท่านแล้ว เกิดความรู้สึกกลัวเกรงเป็นที่สุดเพราะท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ และผมไม่เคยพบปะพูดจากับพระมาก่อนด้วย

ขณะที่รีรออยู่นั้น หลวงปู่ดูลย์เดินออกมาจากกุฏิของท่านมามองดู ผมจึงรวมความกล้าเข้าไปกราบเรียนท่านว่า

“ผมอยากภาวนา”

ท่านแสดงธรรมทันทีว่า การภาวนานั้นไม่ยาก แต่มันยากสำหรับผู้ไม่ภาวนา

ขั้นแรกให้ภาวนา “พุทโธ” จนจิตวูบลงไป แล้วตามดูจิตผู้รู้ไป จะรู้ธรรมคืออริยสัจ ๔ เอง (หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนศิษย์แต่ละคนด้วยวิธีแตกต่างกัน นับว่าท่านมีอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างสูง)

หลังจากนั้น ผมได้น้อมเอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติโดยภาวนาพุทโธ จนได้น้อมเอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติโดยภาวนาพุทโธ จนจิตสงบ แล้วพยายามสังเกตจิตใจของตนเอง

ค่อยๆ แยกจิตผู้รู้ออกจากความรู้หรือสิ่งรู้ของจิต เช่นความคิด ความจำ และอารมณ์ตลอดจนกิเลสต่างๆ จนสามารถรู้ได้ว่าขณะนี้เกิดกิเลสขึ้นกับจิตหรือไม่

ถ้าเกิดและรู้ทัน กิเลสมันก็ดับไปเอง เหลือแต่จิตผู้รู้ซึ่งความรู้ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ไปอย่างเป็นอิสระจากกัน

ต่อมาภายหลังผมได้หาหนังสือธรรมะมาอ่าน จึงรู้ว่าในทางปริยัติจัดเป็นการเจริญวิปัสสนาญาณแล้ว เป็นการจำแนกรูปนามขันธ์ ๕ ออกจากกัน

แต่ในขณะที่ปฏิบัตินั้น จิตไม่ได้กังวลสนใจว่าเป็นญาณอะไรขั้นใด

ปฏิบัติอยู่ ๓ เดือน จึงไปรายงานผลกับหลวงปู่ดูลย์ว่า

“ผมหาจิตเจอแล้ว จะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป”

คราวนี้ ปรากฏว่าท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งมากมาย เกี่ยวกับการถอดถอนทำลายอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕

ท่านสอนถึงกำเนิดและการทำงานของจิตวิญญาณจนถึงการเจริญอริยมรรค จนมีญาณเห็นจิตเหมือนมีตาเห็นรูป

ท่านสอนว่า เมื่อเราดูจิต คือตามรู้จิตเรื่อยๆ ไปนั้น สิ่งปรุงแต่งจะดับไปตามลำดับ จนถึงความว่าง

แต่ในความว่างนั้นยังไม่ว่างจริง มันมีสิ่งละเอียดเหลืออยู่คือวิญญาณ

ให้ตามรู้จิตเรื่อยๆ ไป ความยึดในวิญญาณจะถูกทำลายออกไป แล้วจิตจริงแท้หรือพุทธะ (หลวงปู่เทสก์เรียกว่าใจ) จึงปรากฏออกมา


คำสอนครั้งนี้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนฝนตกทั่วฟ้า แต่ภูมิปัญญาผมจำกัด จึงรองน้ำฝนไว้ได้ถ้วยเดียว คือ ได้เรียนถามท่านว่า

“ที่หลวงปู่สอนมาทั้งหมดนี้ หากผมจะปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยๆ ไปจะพอไหม”

หลวงปู่ดูลย์ตอบว่า “การปฏิบัติก็มีอยู่เท่านั้นแหละ แม้จะพิจารณากาย หรือกำหนดนิมิตหมายใดๆ ก็เพื่อให้ถึงจิตใจตนเองเท่านั้น

นอกจากจิตแล้วไม่มีสิ่งใดอีก พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็รวมลงที่จิตตัวเดียวนี้เอง”


หลังจากนั้นผมก็เพียรดูจิตเรื่อยๆ มามีสติเมื่อใด ดูเมื่อนั้น ขาดสติแล้วก็กลับกันไป นึกขึ้นได้ก็ดูใหม่ เวลาทำงานก็ทำไป พอได้สติเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

วันหนึ่งของอีก ๔ เดือนต่อมา ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมีพายุฝนอย่างหนัก ผมเปียกฝนทั้งตัว และได้ไปหลบฝนอยู่ในกุกฏิพระหลังหนึ่ง

ขณะนั้นได้นึกห่วงร่างกายว่า ร่างกายเราไม่แข็งแรงคราวนี้ไม่สบายแน่

สักครู่ก็ตัดใจว่า ถ้าจะป่วยมันก็ต้องป่วย นี่กายยังไม่ทันป่วยใจกลับป่วยเสียก่อนแล้ว ด้วยความกังวล พอรู้ตัวว่าจิตมีกังวล ผมก็ดูจิตต่อไป เพราะเคยฝึกดูจิตาจนเป็นนิสัยแล้ว

ขณะนั้นนั่งลืมตาอยู่แท้ๆ แต่ประสาทสัมผัสดับหายไปหมด โลกทั้งโลก เสียงฝน เสียงพายุหายไปหมด เหลือแต่สติที่ละเอียดอ่อนประคองรู้ตัวอยู่

มันมีสิ่งละเอียดๆ ผ่านมาสู่ความรับรู้ของจิตเป็นระยะๆ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายใดๆ

ต่อมาจิตมีอาการไหวดับวูบหนึ่ง ส่งที่ผ่านมาให้รู้ดับไปหมดแล้ว ทำให้รู้ชัดเหมือนตาเห็นว่าความว่างที่เหลืออยู่นั้น ถูกแหวกพรวดออกไปอีกทีหนึ่ง กลายเป็นความว่างที่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้จริง

ในความว่างนั้น จิตซึ่งเป็นอิสระแล้วได้อุทานขึ้นว่า

“เอ๊ะ ! จิตไม่ใช่เรานี่”

จากนั้นจิตได้มีอาการปิติยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นพร้อมๆ กับเกิดแสงสว่างโพลงขึ้นรอบทิศทาง จากนั้นจิตาจึงรวมสงบลงอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนออกจากสมาธิ

เมื่อความรับรู้ต่างๆ กลับมาสู่ตัวแล้ว ถึงกับอุทานว่า

“อ้อ ! ธรรมะเป็นอย่างนี้เอง”

เมื่อผมได้ไปกราบหลวงปู่ดูลย์ และเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทราบ พอเล่าว่าสติละเอียดเหมือนเคลิ้มๆ ไป ท่านอธิบายว่าจิตผ่านฌานทั้ง ๘

ผมได้แย้งท่านตามประสาคนโง่ว่า ผมไม่ได้หัดเข้าฌาน และไม่ได้ตั้งใจเข้าฌาน

หลวงปู่ดูลย์อธิบายว่า ถ้าตั้งใจก็ไม่ใช่ฌาน และขณะจิตผ่านฌานอย่างรวดเร็วนั้น จิตจิไม่มานั่งนับว่าผ่านฌานอะไรอยู่

การที่ดูจิตนั้นจะได้ฌานโดยอัตโนมัติ (หลวงปู่ไม่ชอบสอนเรื่องฌาน เพราะเห็นเป็นของธรรมดาที่จะต้องผ่านไปเอง หากสอนเรื่องนี้ ศิษย์จะมัวสนใจฌาน ทำให้เสียเวลาปฏิบัติ)

พอผมเล่าว่าจิตอุทานได้เอง หลวงปู่ดูลย์ก็บอกว่าอาการจิตต่างๆ ที่ผมยังเล่าไม่ถึงออกมาตรงกับที่ผมผ่านมาทุกอย่าง

และท่านสรุปว่า จิตยิ้มแล้ว พึ่งตนเองได้แล้ว ต่อไปนี้ไม่จำเป็นจ้องมาหาท่านอีก

แล้วท่านแสองธรรมเรื่อง จิตเหนือเหตุ หรือ อเหตุกจิต ให้ฟัง มีใจความว่า

อเหตุกจิต มี ๓ ประการ คือ

๑. ปัญจทวารวัชนจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางตา หู จมธก ลิ้น และกาย
๒. มโนทวารวัชนจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางใจ
๓. หสิตกหุปบาท เป็นโลกุตรจิต เป็นจิตสูงสุด เกิดขึ้นเพียง ๓ - ๔ ครั้ง ก็ถึงที่สุดแห่งกทหุกข์

หลังจากนั้นผมก็ปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยมา และเห็นว่าเวลามีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย จะมีคลื่นวิ่งเข้าสู่ใจหรือบางครั้งก็มีธรรมารมณ์เป็นคลื่นเข้ามาสู่ใจ

หากขณะนั้นขาดสติ จิตจะส่งกระแสไปยึดอารมณ์นั้น

หากตอนนั้นจิตยังไม่ละเอียดพอ ผมเข้าใจว่าจิตวิ่งไปยึดอารมณ์แล้วขยับๆ ตัวเสวยอารมณ์อยู่ จึงไปเรียนให้หลวงปู่ดูลย์ทราบ

ท่านกลับตอบว่า “จิตไม่มีการไป ไม่มีการมา”

ผมได้มาดูจิตต่ออีกสักครึ่งปีต่อมา

วันหนึ่งจิตผ่านเข้าสู่อัปปนาสมาธิ และเดินวิปัสสนาคือมีสิ่งรู้ผ่านมาสู่จิต แต่จิตไม่มีความคิดสำคัญมั่นหมายใดๆ

จากนั้นเกิดอาการว่าแยกขึ้นาาแบบเดียวกับจิตยิ้มคราวแรก

คราวนี้จิตพูดขึ้นเบาๆ ว่า “จิตไม่ใช่เรา”

แต่ต่อจากนั้นแทนที่จิตจะยิ้ม จิตกลับพลิกไปสู่ภูมิาของสมถะ ปรากฏนิมิตเป็นเหมือนดวงอาทิตย์โผล่พรวดออกมาจากสิ่งห่อหุ้ม แต่โผล่ไม่หมดดวง

เป็นสิ่งแสดงให้รู้ว่ายังไม่ถึงที่สุดของการปฏิบัติ

ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การดำเนินของจิตในขั้นวิปัสสนานั้น หากสติอ่อนลง จิตจะวกกลับมาสู่สมถะ และวิปัสสนูปกิเลสจะแทรกเข้ามาตรงนี้ ถ้าไม่กำหนดรู้ให้ชัดเจนว่า วิปัสสนาพลิกกลับเป็นสมถะไปแล้ว

นักปฏิบัติจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยพบกับจิตยิ้ม (สำนวนของหลวงปู่ดูลย์) หรือใจ (สำนวนของหลวงปู่เทสก์) หรือจิตรวมใหญ่ (สำนวนท่านอาจารย์สิงห์)

เมื่อผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ว่า “ดีแล้วให้ดูจิตต่อไป”

ผมก็ทำเรื่อยๆ มา ส่วนมากเป็นการดูจิตในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิแบบเป็นพิธีการ

ต่อมาอีก ๑ เดือน วันหนึ่ง ขณะนั่งสนทนาธรรมกับน้องชาย จิตเกิดรวมวูบลงไป มีการแยกความว่าง ซึ่งมีขันธ์ละเอียด (วิญญาณขันธ์) ออกอีกทีหนึ่ง

แล้วจิตก็หัวเราะออกมาเอง (ร่างกายไม่ได้หัวเราะ) โดยปราศจากอารมณ์ เกิดการหัวเราะกิเลสว่ามันผูกมัดมานาน ต่อๆ ไปจิตจะเป็นอิสระยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ได้ความรู้ชัดว่า ทำไมในครั้งพุทธกาลจึงมีผู้รู้ธรรมะขณะฟังธรรมเกิดขึ้นได้

ผมนำเรื่องนี้ไปรายงาน หลวงปู่ดูลย์ คราวนี้ท่านไม่ได้สอนอะไรอีก เพียงแต่ให้กำลังใจว่าให้พยายามให้จบเสียแต่ในชาตินี้ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งเคยบอกให้ผมเขียนเรื่องการาปฏิบัติของตน เองออกเผยแพร่ เพราะอาจจะมีผู้ที่จริตคล้ายๆ กันได้ประโยชน์บ้าง

และเพื่อระลึกถึงหลวงปู่ดูลย์ ผู้มากด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ รวมทั้งหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้างเล็กน้อยสำหรับท่านที่กำลังแสวงหาหน ทางปฏิบัติอยู่

14 สิงหาคม 2550

๑๑ บันทึกธรรมเทศนาเกี่ยวกับสมาธิ

ธรรมเทศนาหรือโอวาทของหลวงปู่ดูลย์นั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากท่านไม่เคยเทศน์เป็นกัณฑ์ๆ หรือแสดงเป็นเรื่องยาวๆ เพียงแต่เมื่อสอนภาวนา หรือกล่าวตักเดือนลูกศิษย์ หรือตอบคำถามตลอดถึงสนทนากับพระเณรอื่นๆ หลวงปู่ก็จะกล่าวอย่างสั้น ด้วยความระมัดระวัง ยกข้อธรรมะมากล่าวอย่างย่อๆ เท่านั้นเอง นอกจากนี้ท่านไม่เคยแสดงในพิธีการงานใดๆ อีกเลยฯ

กล่าวกันว่าหลวงปู่มีปกติเป็นผู้ไม่พูดหรือพูดน้อยที่สุดแต่มีปฏิภาณ ไหวพริบเร็วฉับไวมาก และไม่มีผิดพลาดพูดสั้นย่อ แต่อมความหมายไว้อย่างสมบูรณ์ คำพูดของท่านแต่ละปรโยคมีความหมายและเนื้อหาจบลงดดยสิ้นเชิงเหมือนหนึ่ง สะกดจิตผู้ฟังหรือผู้ถาม ให้ฉุกคิดอยู่เป็นเวลานาน แล้วก็ต้องใช้ความตริตรองด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้งฯ

บันทึกธรรมเทศนาเกี่ยวกับสมาธินี้ ได้รวบรวมและเรียบเรียงมาจากพระธรรมเทศนาที่พระโพธินันทมุนี (อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์) ผุ้เคยไอยู่กับหลวงปู่ดูลย์มาเป็นเวลานานตลอดอายุขัยของท่าน เขียนบันทึกขึ้นจากประสบการณ์ได้อย่างชวนอ่านและเข้าใจง่าย นับว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อสาธุชนผู้สนใจใฝ่ทราบธรรมปฏิบัติตามปฏิปทา ของหลวงปู่ ธรรมสภาขอนมัสการกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย



ประสบการณ์ภาวนาของหลวงปู่

วันหนึ่งหลวงปู่ดูลย์นั่งภาวนาอยู่ ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกมากแล้วนั้น จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบ และให้บังเกิดนิมิตแปลกกว่าผู้อื่นขึ้นมา

คือ เห็นพระพุทธรูปปรากฏขึ้นที่ตัวท่านที่ตัวท่านประหนึ่งว่าตัวท่านเองเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง

ท่านพยายามพิจารณาดูนิมิตนั้นต่อไปอีก แม้ว่าขณะที่ออกจากที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว และขณะออกเดินสู่ละแวกบ้านของชาวบ้านป่าเพื่อบิณฑบาต ก็เห็นปรากฏอยู่เช่นนั้น

ต่อมา

ก่อนที่รูปนิมิตนั้นหายไป ขณะเดินกลับมาจากบิณฑบาต ท่านได้พิจารณาดูตนเอง ก็ได้ปรากฏเห็นชัดเจนว่าเป็นโครงกระดูกทุกส่วนสัด

วันหนึ่ง เกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหาร จึงอาศัยความเอิบอิ่มาของสมาธิจิตกระทำความเพียรต่อไป

เช่น เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง จนตลอดวันตลอดคืนและแล้วในขณะนั้นเอง...

แสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดปรากฏแก่จิตของท่านอย่างแจ่มแจ้ง จนกระทั่งท่านสามารถแยกจิตกับกิเลสออกจากกันได้

รู้ชัดว่า อะไรคือจิต อะไรคือกิเลส

จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต

และเข้าใจสภาพของจิตที่แท้จริงได้ จนรู้ว่ากิเลสส่วนไหนละได้แล้ว ส่วนไหนยังละไม่ได้

ต่อมาภายหลังหลวงปู่ไดให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“จิตปรุงกิเลส คือการที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา

กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัวมีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป”



หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต

หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือลักธรรมสูงสุดที่อยู่ในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย

จิตนี้แหละคือหลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต

ขอให้เลกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้นเมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดขาดไปแล้ว

พิษของจิตก็ได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น

จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีอยู่ประจำแล้วในทุกคน

เช่นนี้แล้ว บทบาทและความหมายของจิตตลอดจน จิตเดิมแท้ก็คือความไม่มี เป็นความว่างอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเป็นความว่าง เป็นความไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเติมให้เต็ม

เนื่องเพราะทุกอย่างล้วนเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในความว่างในความไม่มี



นักปฏิบัติลังเลใจ

ปัจจุบันนี้ ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนามีความงวยงงสงสัยอย่างยิ่งในแนว ทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย

ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มาก และเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ จึงได้ยินหลวงปู้อธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า

“การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวม สงบ แล้วคำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือมีวัตถุเป็นแก่นมีปัญญาเป็นยิ่ง”



ตื่นอาจารย์

นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสงประเภท ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้ว ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่ง ทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ไปในสำนักต่าง ๆ ได้ยินว่าสำนักไนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่อย่างมากฯ

หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า

“การไปหลายสำนัก หลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อมไม่เจริญคืบหน้าต่อไป”



จับกับวาง

นักศึกษาธรรมะ หรือนักปฏิบัติธรรมะ มีสองประเภทประเภทหนึ่ง ศึกษาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกันถกเถียงกันไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ใครจำตำราหรืออ้างครูบาอาจารย์ได้มาก ก็ถือว่าตนเป็นคนสำคัญ บาททีเข้าหาหลวงปู่ แทนที่จะภามธรรมะข้อปฏิบัติจากท่าน ก็กลับพ่นความรุ้ความจำของตนให้ท่านฟังอย่างวิจิตรพิสดารก็เคยมีไม่น้อยฯ

แต่สำหรับหลวงปู่นั้นทนฟังได้เสมอ เมื่อเขาจบลงแล้วยังช่วยต่อให้หน่อยหนึ่งว่า

“ผู้ใดหลงใหลในคำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”



ทำจิตให้สงบได้ยาก

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้าหรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอยก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงตอจากการบริจารทาน รักษาศิล เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ฯ

หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

“ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญาหาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกินนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัดย่อมตัดอุปทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน”



อุบายคลายความยึด

เมื่อกระผมทำความสงบให้เกิดขึ้นแล้ว ก็พยายามรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้นด้วยดี แต่ครั้นกระทบกระทั่งกับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตก็มักจะสูญเสียสถานะที่พยายามธำรงไว้นั้นร่ำไป

หลวงปู่ว่า

“ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธีจงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่หยาบที่สุด คือกายแยกให้ละเอียด พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ขยับถึงพิจารณานามธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่ ที่เราเคยแยกพิจารณามาก็มีความดำความขาว ความมือความสว่าง เป็นต้น”



ความหลังยังฝังใจ

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปพักผ่อนที่วัดโยธา ประสิทธิ์ พระเณรจำนวนมากมากราบนมัสการหลวงปู่ ฟังโอวาทาของหลวงปู่แล้ว หลวงตาพลอย ผู้บวชเมื่อแก่ แต่สำรวมดี ได้ปรารภถึงตนเองว่า กระผมบวชมาก็นานพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจตัดห่วงอาลัยในอดีตได้ แม้จะตั้งใจอย่างไรก็เผลอจนได้ ขอทราบอุบายวิธีอย่างอื่นเพื่อปฏิบัติตามแนวนี้ต่อไปด้วยครับกระผมฯ

หลวงปู่ว่า

“อย่าให้จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอ เมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา อย่างปล่อยให้มันรู้อารมณีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตาม และไม่หักหาญ”



หยุด ต้องหยุดให้เป็น

นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึกให้ได้ตามที่หลวงปู่เคยสอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซ้ำยังเกิดความอึดอัดแน่นใจ สมองมึนงง แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าที่หลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วย

หลวงปู่บอกว่า

“ก็แสดงถึงความผิดพลาดอยู่แล้ว เพราะบอกให้หยุดคิดหยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งกรหยุดคิดหยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง”



หยุดเพื่อรู้

เมื่อเดือนมีนาคม 2507 มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออก เผยแพร่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติ ตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า

“คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้
ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้
แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้”



ละอย่างหนึ่ง คิดอีกอย่างหนึ่ง

ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ รายงานผลการปฏิบัติให้ลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พลหลวงปู่วันนี้ด้วยกระผมปฏิบัติตามที่หลวงปู่เคย แนะนำก็ได้ผลไปตามลำดับคือ เมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เริ่มละสัญญาอารมณ์ภายนอกหมด จิตก็หมดความวุ่น จิตรวม จิตสงบ จิตดิ่งสู่สมาธิ หมดอารมณ์อื่น เหลือแต่ความสุข สุขอย่างยิ่ง เย็นสบาย แม้จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ได้

หลวงปู่ยิ้มแล้วพูด

“เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริง ๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ ยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรคที่จะตัดภพ ชาติตัณหา อุปาทานได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าให้แจ่มแจ้งต่อไป”



รู้จากการเรียนกับรู้จากการปฏิบัติ

ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ

หลวงปู่อธิบายว่า

“ศีล คือ ปกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือจิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือจิตที่ว่าง เบาสบายรู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง วิมุติ คือละความสบาย เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย”



เดินทางลัด

หลังจากที่หลวงปู่หายจากอาพาธ นายแพทย์และนางพยาบาลจำนวนหนึ่งเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากาพาธครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิยวาจาว่า “หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี หน้าตาสดใสเหมือนับไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากที่หลวงปู่มีภาวนาสมาธิจิตดี พวกกระผมมีเวลาน้อย หาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติให้ง่ายๆ หรือโดยย่อที่สุด

หลวงปู่ตอบว่า

“มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น การฝึกจิต การพิจารณาจิต เป็นวิธีลัดที่สุด”



คนละเรื่อง

แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่า ตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้าง

หลวงปู่ว่า

“เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้ว ทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำ แล้วก็ตั้งจิตทำดี บริจาคทาน รักษาศิล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะขจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก”



อยากได้ของดี

ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ

หลวงปู่จึงเจริญพรว่า “ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดีวาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง”

“ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะสั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ”

หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า

“ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา”



เห็นจริงไม่จริง

แม่ชีพราหมณ์ได้สนทนาเชิงรายงานผลการปฏิบัติวิปัสสนาต่อหลวงปู่ว่า

“ดิฉันนั่งแล้วเห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจ”

“ดิฉันเห็นสวรรค์ เห็นวิมารงดงามอย่างยิ่ง”

หลวงปู่ตอบว่า

“สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้นยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้นจะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก”

เคยมีผู้ปฏิบัติบางรายถามว่า

นรก สวรรค์ วิมาน เทวดา ตลอดจนองค์พุทธรูปที่ปรากฏขึ้นในนิมิตนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด”

หลวงปู่ตอบว่า

“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”

แล้วหลวงปู่ได้แนะวิธีละนิมิตต่อไปว่า

“เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อย่างเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”



เหนือคำพูด

อุบาสกคนหนึ่งถามหลวงปู่ดูลย์ว่า

“กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏเพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่า ท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้น ๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวังเพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้ เต็มที่”

หลวงปู่ดูลย์ตอบสั้นๆ ว่า

“ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไรเพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”

พระครูนันทปัญญาภรณ์ กราบเรียนถามว่า

“พระอาจารย์ขอรับ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า องค์ไหนปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรในหมู่พระสงฆ์สาวก”

คำตอบจากหลวงปู่ คือ

“ที่ปฏิบัติปฏิปทาอันเดียวกันย่อมจะรู้ กัน ย่อมจะเข้าใจกันได้ ในเมื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเมื่อได้อยู่ร่วมกันหรือแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันแค่ได้ทราบข่าวคราวของถ้อยคำ หรือข้อธรรมที่ผู้นั้นๆ แสดงออกมา เพราะข้อธรรมที่ท่านผู้นั้นแสดงออกมาจะชี้ชัดถึงภูมิธรรมของท่านว่าอยู่ใน ระดับใด”



มีสติทุกลมหายใจ

อุบาสกผู้หนึ่ง ได้สมันการถามหลวงปู่ว่า

“พวกกระผมถกเพียงกัน ไม่ตกลง บางคนบอกว่าก่อนที่จะนั่งสมาธิภาวนา ต้องกล่าวคำแสดงตนถึงพระรัตนตรัยก่อน แล้วก็รับศีล จึงจะทำสมาธิให้บังเกิดได้

บางคนบอกว่า ไม่ต้อง สะดวกสบายตอนไหนก็นั่งกำหนดจิตได้เสมอ

ขอฟังคำแนะนำจากหลวงปู่ครับ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวตอบ ดังนี้

“เราเคยบอกแล้วว่า ตราบใดที่มีลมหายใจก็ทำได้ และควรจะทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง
นอน ต้องให้จิตอยู่ในจิตมีสตกำกับอยู่เสมอ

ในการที่จะนั่งสมาธินั้นจะเริ่มต้นยังไงก็ตามแต่จะพอใจใครจะแสดงตนถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีลก่อนก็ทำไป”


หลวงปู่กล่าวต่อไปว่า

“ถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงแว่นตาดำที่คน ตาบอดสวมใส่ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นอะไร เพียงแต่ช่วยให้คนอื่นดูดีขึ้นบ้างเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าจะดูดีขึ้นอย่างไร”



รู้ที่จิต

มีครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวถึงการตาย การเกิดใหม่ ชาติหน้า ชาติหลัง นรกและสวรรค์ ได้อย่างน่าพิจารณา

“ผู้ปฏิบัติแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติลังหรตือนรกสวรรค์อะไรก็ได้

ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง 16 ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”

หลวงปู่ได้สรุปว่า

“การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้นไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้งความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง

พระธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิตอยากรู้อะไรได้ที่จิต”

9 สิงหาคม 2550

๑๐ เรื่องจิต​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์​

เรื่องต่อไปนี้ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี​ ​ได้​เล่า​ให้​ฟังเมื่อวันที่​ ๑๕ ​กรกฎาคม​ ๒๕๓๘ ​เป็น​การถอดคำ​พูด​จาก​การบันทึกเทป​ ​ดังนี้​

​ถ้า​พูดไป​แล้ว​นะอาจารย์​ (หมาย​ถึง​ ​อ​.​ปฐม​ - ​อ​.​ภัทรา​ ​นิคมานนท์) ​เรื่องของจิต​หรือ​อิทธิฤทธิ์นี้​ ​อาตมาก็​ไม่​อยาก​จะ​ใช้​คำ​ว่าอิทธิฤทธิ์​ ​เพราะ​หลวงปู่ท่าน​ไม่​นิยม​ ​และ​ก็​ไม่​ทำ​ ​ไม่​แสร้งทำ​ ​ไม่​อะ​ไร​ด้วย​ทั้ง​นั้น​ ​ก็​เลย​ไม่​อยาก​ใช้​คำ​ว่า​เรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์​ แต่จิตนี้หลวงปู่ท่านก็พูดว่า​ “​จิต​”

​แต่​ถ้า​พูดเกี่ยว​กับ​หลวงปู่​ ​ก็มี​เรื่องแปลกๆ​ ​หรือ​เรื่องที่น่าอัศจรรย์​เหมือน​กัน​ ​ใน​ขณะที่​เรา​อยู่​กับ​ท่าน​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​ปฏิ​เสธ​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​ยกย่อง​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​พูด​ ​เพื่ออะ​ไรมากมาย​ใน​เรื่องเหล่านี้​ ​แม้​แต่​เรื่องไสยศาสตร์​ ​ก็พูด​กัน​ว่า​ ​ชาวสุรินทร์​ ​เห็นมี​ไสยศาสตร์​กัน​มาก​ ​สามารถ​ใช้​คาถาอาคมอะ​ไรต่างๆ​ ​เหล่านี้​ ​แม้มีคนถามท่าน​ ​ท่านก็​ไม่​ค่อยอธิบาย​ ​ท่านก็บอกเพียงว่า​ ​ท่านเองก็​ไม่​เคยเห็นเหมือน​กัน​อะ​ไรทำ​นอง​นั้น​

​สำ​หรับเรื่อง​ “​จิต​” นั้น​ท่านพูด​ ​คือท่านพูดเรื่องจิต​ ​ท่าน​ไม่​ค่อย​ใช้​คำ​ว่า​ ​อิทธิฤทธิ์อะ​ไรหรอก​ ​จะ​ใช้​ว่า​ “​พลัง​” ​โดย​มากท่าน​จะ​พูดว่า​ “​พลังจิต​” ​นั้น​ ​มี​อยู่​ ​พลังจิต​จะ​มี​ได้​ก็​เกิด​จาก​ข้อเดียว​ ​คือ​ ​พลังสมาธิ​

​ถ้า​ผู้​ใด​สร้างสมาธิจิต​ไม่​ได้​ ​ท่านว่าพลังจิต​นั้น​เกิดขึ้น​ไม่​ได้​ ​ถึง​เกิดขึ้นก็​เป็น​พลังจิตที่​เป็นมิจฉาหรือ​ไม่​มั่นคง​ ​เช่นว่าคนบางคน​เขา​ใช้​พลังจิต​ใน​ทางที่ผิด​ ​หรือ​นำ​ไป​ใช้​ใน​ทางรักษา​ความ​เจ็บไข้​ได้​ป่วย​ ​ก็อาจ​จะ​มี​ส่วน​ของพลังจิตเหมือน​กัน​

​พลังจิตที่​เกิด​จาก​สมาธิที่ถูก​ต้อง​นั้น​คือ​ ​เมื่อมีสมาธิ​เกิดขึ้น​แล้ว​ก็อาศัยพลังแห่งจิต​ ​เพราะ​สมาธิ​นั้น​เกิด​จากจิตรวม​ คือ​ ​จิตมันละอารมณ์ต่างๆ​ ​เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์ต่างๆ​ ​ไว้​มาก​ ​จิตมันก็​ไม่​มีกำ​ลัง​ ​ไม่​มีพลังอะ​ไร​ ต่อเมื่อจิต​สามารถ​ตัด​ ​อารมณ์ต่างๆ​ได้​ ​ก็​เกิดสมาธิ​ ​ก็​ใช้​คำ​ว่า​ “​จิตเดียว​” ​ที่ปราศ​จาก​อารมณ์มากเกินไป​ ​จิตก็​จะ​เกิดมีพลังขึ้นมา​

​ถ้า​มีพลัง​แล้ว​ (ตามที่หลวงปู่​เคยอธิบาย) ​ระหว่างที่จิตเรา​เกิดมีพลังสมาธินี่​แหละ​ ​บุคคล​จะ​เอา​ไป​ใช้​ทางไหนก็​ได้​ผล​ใน​ทาง​นั้น​ ​แต่​เมื่อ​ใช้​ใน​ทางที่​เสียหายมันก็ทำ​ให้​ ​เสียหาย​ได้​ ​หรือ​ใช้​ไป​ใน​ทางที่​ให้​ประ​โยชน์​ให้​เกิดพลังปัญญาก็​ได้​

​หมาย​ความ​ว่า​ ​อย่างที่ถูก​ใน​หลักวิชาการเรียนทางศาสนาว่า​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ที่ว่าศีลทำ​ให้​เกิดการอบรมสมาธิ​ ​สมาธิอบรมปัญญา​ ​ฉะ​นั้น​ ​พลังจิตที่​เกิดประ​โยชน์อย่างแท้จริงหลัง​จาก​เกิดสมาธิ​นั้น​ ​หมาย​ถึง​ว่า​ ​จิต​นั้น​จะ​ยกสภาวธรรมขึ้นมา​ไตร่ตรอง​ ​ให้​เกิดวิปัสสนาญาณเกิดปัญญา​ แล้ว​ปัญญา​นั้น​ก็​จะ​แจ่มแจ้ง​ ​ดีกว่าจิตที่​ไม่​เกิดสมาธิ​ ​หรือ​จิตที่​ไม่​มีสมาธิ​

​ฉะ​นั้น​ ​หลวงปู่​จะ​ใช้​ว่าพลังจิต​นั้น​สามารถ​ยกระดับภาวะ​หรือ​ป้อง​กัน​ความ​ทุกข์ยาก​ ​อัน​เนื่อง​จาก​การที่จิตส่งออกไปเพื่อรับอารมณ์ต่างๆ​ได้​

​มีคนชอบถามหลวงปู่​เกี่ยว​กับ​เรื่องอิทธิฤทธิ์บ้าง​ ​หรือ​จิตที่มีฤทธิ์มีพลังอย่างหนึ่งอย่าง​ใด​บ้าง​นั้น​ก็​เคยมี​ ​แต่​เนื่อง​จาก​ว่าหลวงปู่ท่าน​ไม่​สนใจ​ใน​เรื่องสิ่งมหัศจรรย์​ ​หรือ​สิ่งอัศจรรย์​ใน​อิทธิฤทธิ์ต่างๆ​เหล่านี้​ ​ท่าน​จึง​ไม่​นิยมพูด​ให้​ใครฟัง​

​แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่าจิต​นั้น​ย่อม​เป็น​จิตที่มีพลัง​ ​เมื่อจิตมีพลัง​แล้ว​มันก็​จะ​เป็น​ ​คุณประ​โยชน์​ได้​หลายอย่าง​ ​แต่ท่านก็​จะ​ขึ้นต้นว่า​ จิต​จะ​มีพลัง​ได้​นั้น​ก็​ต้อง​เมื่อ​ ​ได้​สมาธิ​ ​เมื่อทำ​สมาธิ​ได้​หรือ​เกิดสมาธิ​ ​จิตมีอารมณ์​เดียว​ ​จิต​จึง​จะ​มีพลัง​ ​เมื่อจิตมีพลัง​แล้ว​จะ​หันไป​ใช้​ทางไหนก็ย่อม​ได้ ​แม้หันไปทางที่ผิดทางพระพุทธ​ ​ศาสนาก็ย่อม​จะ​ได้​ ​อย่างเช่นฤาษีชี​ไพร​ ​หรือ​อะ​ไรๆ​ ​นั้น​ ​ล้วนแต่​เป็น​สมาธิ​ซึ่ง​นับว่า​เป็น​มิจฉาสมาธิ​ได้​

​ส่วน​ “​สัมมาสมาธิ​” ​นั้น​ ​หมาย​ถึง​จิตที่​เป็น​สมาธิตามลำ​ดับตั้งแต่ขั้นต้นคือ​ ​ขณิกะสมาธิ​ ​จนกระทั่ง​เข้า​สู่อัปปนาสมาธิ​ ​อะ​ไร​ใน​กระ​แสนี้​ ​แล้ว​จิต​นั้น​ก็​จะ​เป็น​พลังส่องทางไป​ให้​เกิดปัญญา​

​ใน​ทางตรงข้าม​ ​ถ้า​อาศัยพลังจิตไป​ใน​เรื่อง​อื่น​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์อะ​ไร​นั้น​ไม่​ถูก​ต้อง​ ​หรือ​ไม่​ถูกพุทธประสงค์​ทั้ง​หมด​

แต่​ถ้า​ใช้​พลังจิต​นั้น​เพื่อ​เป็น​เหตุ​ให้​ปัญญาผุดขึ้น​ ​เพื่อ​จะ​ตัดกิ​เลสตัณหา​และ​ ​ความ​ชั่วร้ายต่างๆ​ ​เพื่อยกระดับจิตของเรา​ให้​พ้นทุกข์​ ​จึง​จะ​เป็น​พลังจิตที่​เป็น​สัมมาทิฏฐิ​ ​และ​เป็น​ทางที่ถูก​ต้อง ​หลวงปู่มัก​จะ​อธิบาย​ใน​แนวทางนี้​

​ส่วน​ใน​ทางที่ว่า​เอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธิ์อย่าง​นั้น​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้สึกว่าหลวงปู่​จะ​ไม่​ค่อยกล่าว​ถึง​ ​หลวงปู่​จะ​ระมัดระวังที่สุด​ใน​เรื่องการปฏิบัติ​ ​ให้​เป็น​ไป​ใน​ทางที่ดีที่ถูก​ต้อง​

3 สิงหาคม 2550

๙ วิปัสสนูปกิ​เลส​

ใน​การปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน​นั้น​ ​ใน​บางครั้งก็มีอุปสรรคขัดข้องต่างๆ​ ​รวม​ทั้ง​เกิดการหลงผิดบ้างก็มี​ ​ซึ่ง​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ก็​ได้​ให้​ความ​ช่วย​เหลือแนะนำ​และ​ช่วย​แก้​ไขแก่ลูกศิษย์ลูกหา​ได้​ทันท่วงที​ ​ดังตัวอย่างที่ยกมานี้​

​มี​อยู่​ครั้งหนึ่งเกิดปัญหา​เกี่ยว​กับ​ “​วิปัสสนูปกิ​เลส​” ซึ่ง​หลวงปู่​เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า​ เมื่อ​ได้​ทำ​สมาธิจนสมาธิ​เกิดขึ้น​ ​และ​ได้​รับ​ความ​สุขอันเกิดแต่​ความ​สงบพอสมควร​แล้ว​ ​จิตก็ค่อยๆ​ ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ส่วน​ลึก ​นักปฏิบัติบางคน​จะ​พบอุปสรรคสำ​คัญอย่างหนึ่ง​ ​เรียกว่า​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ ​ซึ่ง​มี​ ๑๖ ​อย่าง​ ​มี​ “​โอภาส​” ​คือ​ ​แสงสว่าง​ ​และ​ “​อธิ​โมกข์​” ​คือ​ ​ความ​น้อมใจเชื่อ​ เป็น​ต้น​

​พลังแห่งโอภาส​นั้น​สามารถ​นำ​จิตไปสู่สภาวะต่างๆ​ได้​อย่างน่าพิศวง​ ​เช่น​ ​จิตอยากรู้อยากเห็นอะ​ไรก็​ได้​เห็น​ได้​รู้​ใน​สิ่ง​นั้น​ ​แม้​แต่กระทั่ง​ได้​กราบ​ได้​สนทนา​กับ​พระพุทธเจ้าก็มี​

​เจ้าวิปัสสนูปกิ​เลสนี้มีอิทธิพล​และ​อำ​นาจ​ ​จะ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​น้อมใจเชื่ออย่างรุนแรง​ ​โดย​ไม่​รู้​เท่า​ทันว่า​เป็น​การสำ​คัญผิด​ ​ซึ่ง​เป็น​การสำ​คัญผิดอย่างสนิทสนมแนบเนียน​ ​และ​เกิด​ความ​ภูมิ​ใจ​ใน​ตัวเอง​อยู่​เงียบๆ​ ​บางคน​ ​ถึง​กับ​สำ​คัญตนว่า​เป็น​พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง​ด้วย​ซ้ำ​ ​บางรายสำ​คัญผิด​ ​อย่างมีจิตกำ​เริบยโสโอหัง​ถึง​ขนาดที่​เรียกว่า​เป็น​บ้าวิกลจริตก็มี​

​อย่างไรก็ตาม​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ไม่​ได้​เป็น​การวิกลจริต​ ​แม้บางครั้ง​จะ​มีอาการคล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม​ ​แต่คง​เป็น​เพียงสติวิกล​ อัน​เนื่อง​จาก​การที่จิตตั้งมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​แล้ว​สติตามควบคุม​ไม่​ทัน​ ​ไม่​ได้​สัด​ ​ไม่​ได้​ส่วน​กัน​เท่า​นั้น​ ​ถ้า​สติตั้ง​ไว้​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ ​จิตก็​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิลึกลงไปอีก​ ​โดย​ยัง​คงมีสิ่งอัน​เป็น​ภายนอก​เป็น​อารมณ์​อยู่​นั่นเอง​

​เช่นเดียว​กับ​การฝึกสมาธิของพวกฤาษีชี​ไพรที่​ใช้​วิธีเพ่งกสิณ ​เพื่อ​ให้​เกิดสมาธิ​ ​ใน​ขณะ​แห่งสมาธิ​เช่นนี้​ ​เรา​เรียกอารมณ์​นั้น​ว่า​ ปฏิภาคนิมิต ​และ​เมื่อเพิกอารมณ์​นั้น​ออก​โดย​การย้อนกลับไปสู่​ “​ผู้​เห็นนิมิต​” ​นั้น​ ​นั่นคือย้อนสู่ต้นตอคือ​ จิต ​นั่นเอง​ ​จิตก็​จะ​บรรลุ​ถึง​สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ​ ​อัน​เป็น​สมาธิจิตขั้นสูงสุด​ได้​ทันที​

​ใน​ทางปฏิบัติที่มั่นคง​และ​ปลอดภัย​นั้น​ ​หลวงปู่ดูลย์ท่านแนะนำ​ว่า​ “​การปฏิบัติ​แบบจิตเห็นจิต​ ​เป็น​แนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้น​ ​และ​บรรลุ​เป้าหมาย​ได้​ฉับพลัน​ ​ก้าวล่วงภยันตราย​ได้​สิ้นเชิง​ ​ทันทีที่กำ​หนดจิตใจ​ได้​ถูก​ต้อง​ ​แม้​เพียงเริ่มต้น​ ​ผู้​ปฏิบัติก็​จะ​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ได้​ด้วย​ตนเอง​เป็น​ลำ​ดับๆ​ ​ไป​ ​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยครูบาอาจารย์อีก​”

​ใน​ประวัติของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​พอ​จะ​เห็นตัวอย่างของวิปัสสนูปกิ​เลส​ ๒ ​ตัวอย่าง​ ​คือกรณีของท่านหลวงตาพวง​ ​และ​กรณีของท่านพระอาจารย์​เสร็จ​ ​จะ​ขอยกกรณีของหลวงตาพวงมา​เล่า​เพื่อประดับ​ความ​รู้ต่อไป​

​ศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ​ “​หลวงตาพวง​” ​ได้​มาบวชตอนวัยชรา​ ​นับ​เป็น​ผู้​บุกเบิก​ ​สำ​นักปฏิบัติธรรมบน​เขา​พนมรุ้ง​ ​จังหวัดบุรีรัมย์​

​หลวงตาพวง​ได้​ทุ่มเทชีวิตจิตใจ​ให้​แก่การประพฤติปฏิบัติ​ ​เพราะ​ท่านสำ​นึก​ ​ตนว่ามาบวชเมื่อแก่​ ​มี​เวลา​แห่งชีวิตเหลือน้อย​ ​จึง​เร่ง​ความ​เพียรตลอดวัน​ ​ตลอดคืน​

​พอเริ่ม​ได้​ผล​ ​เกิด​ความ​สงบ​ ​ก็​เผชิญ​กับ​วิปัสสนูปกิ​เลสอย่างร้ายแรง​ ​เกิด​ความ​สำ​คัญผิดเชื่อมั่นอย่างสนิทว่าตนเอง​ได้​บรรลุอรหัตผล​ ​เป็น​พระอรหันต์องค์หนึ่ง​ ​เป็น​ผู้​สำ​เร็จ​ผู้​เปี่ยม​ด้วย​บุญญาธิการ​ ​ได้​เล็งญาณ​ (คิดเอง) ​ไปจน​ทั่ว​สากลโลก​ ​เห็นว่า​ไม่​มี​ใครรู้​หรือ​เข้า​ถึง​ธรรมเสมอ​ด้วย​ตน​ ​ดัง​นั้น​ ​หลวงตาพวง​จึง​ได้​เดินทาง​ด้วย​เท้า​เปล่ามา​จาก​เขา​พนมรุ้ง​ ​เดินทางข้ามจังหวัดมา​ไม่​ต่ำ​กว่า​ ๘๐ ​กิ​โลเมตร​ ​มาจน​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​หวัง​จะ​แสดงธรรม​ให้​หลวงปู่ฟัง​

​หลวงตาพวงมา​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​เวลา​ ๖ ​ทุ่มกว่า​ ​กุฏิทุกหลังปิดประตูหน้าต่าง​ ​หมด​แล้ว​ ​พระ​เณรจำ​วัด​กัน​หมด​ ​หลวงปู่ก็​เข้า​ห้องไป​แล้ว​ ​ท่านก็มาร้องเรียก​ ​หลวงปู่​ด้วย​เสียงอันดัง​

​ตอน​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี​ยัง​เป็น​สามเณร​อยู่​ ​ได้​ยินเสียงเรียกดังลั่นว่า​ “​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อดูลย์​.....” ​ก็จำ​ได้​ว่า​เป็น​เสียงของหลวงตาพวง​ ​จึง​ลุกไปเปิดประตูรับ​

​สังเกตดูอากัปกิริยาก็​ไม่​เห็นมีอะ​ไรผิดแปลก​ ​เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า​ ​ตาม​ ​ธรรมดาท่านหลวงตาพวงมี​ความ​เคารพอ่อนน้อมต่อหลวงปู่​ ​พูดเสียงเบา​ ​ไม่​บังอาจระบุชื่อของท่าน​ ​แต่คืนนี้ค่อนข้าง​จะ​พูดเสียงดัง​และ​ระบุชื่อ​ด้วย​ว่า​

“​หลวงตาดูลย์​ ​ออกมา​เดี๋ยวนี้​ ​พระอรหันต์มา​แล้ว​”

​ครั้นเมื่อหลวงปู่ออกมา​แล้ว​ ​ตามธรรมดาหลวงตาพวง​จะ​ต้อง​กราบหลวงปู่​ ​แต่คราวนี้​ไม่​กราบ​ ​แถม​ยัง​ต่อว่า​เสียอีก​ “​อ้าว​ ! ​ไม่​เห็นกราบท่าน​ผู้​สำ​เร็จมา​แล้ว​ ​ไม่​เห็นกราบ​”

​เข้า​ใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบ​โดย​ตลอด​ใน​ทันที​นั้น​ว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​ท่าน​จึง​นั่งเฉย​ ​ไม่​พูดอะ​ไรแม้​แต่คำ​เดียว​ ​ปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดไปเรื่อยๆ​

​หลวงตาพวงสำ​ทับว่า​ “​รู้​ไหมว่า​เดี๋ยวนี้​ผู้​สำ​เร็จอุบัติขึ้น​แล้ว​ ​ที่มานี่ก็​ด้วย​ ​เมตตา​ ​ต้อง​การ​จะ​มา​โปรด​ ​ต้อง​การ​จะ​มาชี้​แจงแสดงธรรมปฏิบัติ​ให้​เข้า​ใจ​”

​หลวงปู่​ยัง​คงวางเฉย​ ​ปล่อย​ให้​ท่านพูดไป​เป็น​ชั่วโมงที​เดียว​ ​สำ​หรับพวกเรา​ ​พระ​เณรที่​ไม่​รู้​เรื่อง​ ​ไม่​เข้า​ใจ​ ​ก็พา​กัน​ตกอกตกใจ​กัน​ใหญ่​ ​ด้วย​ไม่​รู้ว่ามัน​เป็น​อะ​ไร​กัน​แน่​

​ครั้นปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดนานพอสมควร​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็ซักถาม​เป็น​เชิง​ ​คล้อยตามเอา​ใจว่า​ “​ที่ว่าอย่าง​นั้นๆ​ ​เป็น​อย่างไร​ ​และ​หมาย​ความ​ว่าอย่างไร​” ​หลวงตาพวงก็ตอบตะกุกตะกัก​ ​ผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​แต่ก็อุตส่าห์ตอบ​

​เมื่อหลวงปู่​เห็นว่าอาการรุนแรงมากเช่น​นั้น​ ​จึง​สั่งว่า​ “​เออ​ ​เณรพาหลวงตา​ไปพักผ่อนที่​โบสถ์​ ​ไปโน่น​ ​ที่พระอุ​โบสถ​”

​ท่านเณร​ (เจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี) ​ก็พาหลวงตา​ไปที่​โบสถ์​ ​ไปเรียกพระ​ ​องค์​นั้น​องค์นี้ที่ท่านรู้จัก​ให้​ลุกขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม​ ​รบกวนพระ​เณรตลอด​ทั้ง​คืน​

​หลวงปู่พยายามแก้​ไขหลวงตาพวง​ด้วย​อุบายวิธีต่างๆ​ ​หลอกล่อ​ให้​หลวงตา​ ​นั่งสมาธิ​ ​ให้​นั่งสงบ​แล้ว​ย้อนจิตมาดูที่ต้นตอ​ ​มิ​ให้​จิตแล่นไปข้างหน้า​ ​จนกระทั่ง​ ​สองวันก็​แล้ว​ ​สามวันก็​แล้ว​ไม่​สำ​เร็จ​

​หลวงปู่​จึง​ใช้​อีกวิธีหนึ่ง​ ​ซึ่ง​คง​เป็น​วิธีของท่านเอง​ ​ด้วย​การพูดแรง​ให้​โกรธ​ ​หลายครั้งก็​ไม่​ได้​ผล​ ​ผ่านมาอีกหลายวันก็​ยัง​สงบลง​ไม่​ได้​ ​หลวงปู่​เลยพูด​ให้​โกรธ​ด้วย​การด่าว่า​ “​เออ​ ! ​สัตว์นรก​ ​สัตว์นรก​ ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​ออก​จาก​กุฏิ​เดี๋ยวนี้​”

​ทำ​ให้​หลวงตาพวงโกรธอย่างแรง​ ​ลุกพรวดพราดขึ้นไปหยิบเอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​กลดของท่านลง​จาก​กุฏิ​ ​มุ่งหน้า​ไปวัดป่า​โยธาประสิทธิ์​ซึ่ง​อยู่​ห่าง​จาก​ ​วัดบูรพารามไปทาง​ใต้​ประมาณ​ ๓ - ๔ ​กิ​โลเมตร​ ​ซึ่ง​ขณะ​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ (โชติ​ ​คุณสมฺปนฺ​โน) ​ยัง​พำ​นัก​อยู่​ที่นั่น​

​ที่​เข้า​ใจว่าหลวงตาพวงโกรธ​นั้น​ ​เพราะ​เห็นท่านมือไม้สั่น​ ​หยิบของผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​คว้า​เอา​ไต้​ (สำ​หรับจุดไฟ) ​ดุ้นหนึ่ง​ ​นึกว่า​เป็น​กลด​ ​และ​ยัง​เปล่งวาจาออกมา​ ​อย่างน่าขำ​ว่า​ “​เออ​ ! ​กู​จะ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​หลวงตาดูลย์​ไม่​ใช่​แม่กู​” ​เสร็จ​แล้ว​ก็คว้า​ ​เอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​หยิบเอา​ไต้ดุ้นยาวขึ้นแบก​ไว้​บนบ่า​ ​คงนึกว่า​เป็น​คันกลด​ ​ของท่าน​ ​แถมคว้า​เอา​ไม้กวาดไปด้ามหนึ่ง​ด้วย​ ​ไม่​รู้​เอา​ไปทำ​ไม​

​ครั้นหลวงตาพวงไป​ถึง​วัดป่า​ ​ทันทีที่ย่างเท้า​เข้า​สู่บริ​เวณวัดป่านี่​เอง​ อาการของจิตที่น้อมไปติดมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​โดย​ปราศ​จาก​การควบคุมของ​ ​สติที่​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ก็​แตกทำ​ลายลง​ ​เพราะ​ถูกกระ​แทก​ด้วย​อานุภาพแห่ง​ความ​ ​โกรธ​ ​อัน​เป็น​อารมณ์ที่รุนแรงกว่า​ ​ยัง​สติสัมปชัญญะ​ให้​บังเกิดขึ้น​ ​ระลึกย้อนกลับ​ ​ได้​ว่า​ ​ตนเอง​ได้​ทำ​อะ​ไรลงไปบ้าง​ ​ผิดถูกอย่างไร​ ​สำ​คัญตนผิดอย่างไร​ ​และ​ได้​ ​พูดวาจา​ไม่​สมควรอย่างไรออกมาบ้าง

​เมื่อหลวงตาพวง​ได้​สติสำ​นึก​แล้ว​ ​ก็​ได้​เข้า​พบท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ ​และ​เล่า​เรื่องต่างๆ​ ​ให้​ท่านทราบ​ ​ท่านเจ้าคุณฯ​ ​ก็​ได้​ช่วย​แนะนำ​และ​เตือนสติ​ ​เพิ่มเติมอีก​ ​ทำ​ให้​หลวงตาพวง​ได้​สติคืนมาอย่างสมบูรณ์​ ​และ​บังเกิด​ความ​ ​ละอายใจ​เป็น​อย่างยิ่ง​

​หลัง​จาก​ได้​พักผ่อน​เป็น​เวลาพอสมควร​แล้ว​ ​ก็ย้อนกลับมาขอขมาหลวงปู่​ ​กราบเรียนว่าท่านจำ​คำ​พูด​และ​การกระทำ​ทุกอย่าง​ได้​หมด​ ​และ​รู้สึกละอายใจมากที่ตนทำ​อย่าง​นั้น​

​หลวงปู่​ได้​แนะทางปฏิบัติ​ให้​ ​และ​บอกว่า​ “​สิ่งที่​เกิดขึ้นเหล่านี้​ ​ว่า​ถึง​ประ​โยชน์​ ​ก็มีประ​โยชน์​เหมือน​กัน​ ​มี​ส่วน​ดี​อยู่​เหมือน​กัน​ ​คือ​จะ​ได้​เป็น​บรรทัดฐาน​ ​เป็น​เครื่องนำ​สติมิ​ให้​ตกสู่ภาวะนี้อีก​ ​เป็น​แนวทางตรงที่​จะ​ได้​นำ​มาประกอบ​ ​การปฏิบัติ​ให้​ดำ​เนินไปอย่างมั่นคง​ใน​แนวทางตรงต่อไป​”

2 สิงหาคม 2550

๘ สมาธิภาวนา​กับ​นิมิต​

หลวงพ่อเพิ่ม​ได้​เล่า​ถึง​ประสบการณ์​ใน​การปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยเริ่มต้นเมื่อครั้ง​ยัง​เป็น​สามเณรว่า​ ​ตอนที่ฝึกกัมมัฏฐาน​ใหม่ๆ​ ​นั้น​ ​ท่าน​ยัง​ไม่​ประสีประสาอะ​ไรเลย​ ​หลวงปู่ดูลย์​ได้​แนะนำ​ถึง​วิธีการทำ​สมาธิว่า​ ​ควรนั่งอย่างไร​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นอน​ ​ควรทำ​อย่างไร​

​ใน​ชั้นต้นหลวงปู่​ให้​เริ่มที่การนั่ง​ ​เมื่อนั่ง​เข้า​ที่​เข้า​ทาง​แล้ว​ก็​ให้​หลับตา​ ​ภาวนา​ “​พุทโธ​” ​ไว้​ อย่าส่งใจไปคิด​ถึง​สิ่ง​อื่น​ ​ให้​นึก​ถึง​แต่​ ​พุทโธ​-​พุทโธ​ ​เพียงอย่างเดียว​ ​ก็จดจำ​นำ​ไปปฏิบัติตามที่หลวงปู่สอน​

​ปกติของใจ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​หยุดนิ่ง​ ​มัก​จะ​คิดฟุ้งซ่านไปโน่นไปนี่​เสมอ​ ​ใน​ระยะ​ ​เริ่มต้นคนที่​ไม่​เคยฝึกมาก่อน​ ​อยู่ๆ​ ​จะ​มาบังคับ​ให้​มันหยุดนิ่ง​ ​คิด​อยู่​แต่​ ​พุทโธประการเดียว​เป็น​สิ่งที่ทำ​ได้​ยาก​

​สามเณรเพิ่มก็​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อภาวนา​ไปตามที่หลวงปู่สอน​ได้​ระยะหนึ่งก็​ ​เกิด​ความ​สงสัยขึ้น​ ​จึง​ถามหลวงปู่ว่า​ “​เมื่อหลับตาภาวนา​แต่พุทโธ​แล้ว​ ​จะ​เห็นอะ​ไรครับหลวงปู่​”

​หลวงปู่บอก​ “​อย่า​ได้​สงสัย​ ​อย่า​ได้​ถามเลย​ ​ให้​เร่งรีบภาวนา​ไปเถิด​ ​ให้​ภาวนา​ ​พุทโธไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​มัน​จะ​รู้​เองเห็นเองแหละ​”

​มี​อยู่​คราวหนึ่งขณะที่สามเณรเพิ่มภาวนา​ไป​ได้​ระยะหนึ่ง​ ​จิตเริ่มสงบ​ ​ก็ปรากฏร่างพญางูยักษ์ดำ​มะ​เมื่อมขึ้นมา​อยู่​ตรงหน้า​ ​มันจ้องมองท่าน​ด้วย​ความ​ประสงค์ร้าย​ ​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ฟ่อ​-​ฟ่อ​ ​อยู่​ไปมา​

​สามเณรเพิ่ม​ซึ่ง​เพิ่งฝึกหัดภาวนา​ใหม่ๆ​ ​เกิด​ความ​หวาดกลัวผวาลืมตาขึ้น​ ​ก็​ไม่​เห็นพญางูยักษ์​ ​จึง​รู้​ได้​ทันทีว่าสิ่งที่ท่านเห็น​นั้น​เป็น​การเห็น​ด้วย​สมาธิจิตที่​เรียกว่า​ ​นิมิต​ ​นั่นเอง​ ​จึง​ได้​หลับตาลงภาวนาต่อ​ ​พอหลับตาลง​เท่า​นั้น​ ​ก็พลันเห็นงูยักษ์​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ทำ​ท่า​จะ​ฉกอีก​ ​แม้​จะ​หวาดกลัวน้อยลงกว่าครั้งแรก​ ​แต่ก็กลัวมากพอที่​จะ​ต้อง​ลืมตาขึ้นอีก​

​เมื่อนำ​เรื่องนี้​ไปถามหลวงปู่​ ​ได้​รับคำ​อธิบายว่า​

“​อย่าส่งใจไปดู​ไปรู้​ใน​สิ่ง​อื่น​ ​การภาวนาท่าน​ให้​ดู​ใจของตนเองหรอก​ ​ท่าน​ไม่​ให้​ดูสิ่ง​อื่น​”

“​การบำ​เพ็ญกัมมัฏฐานนี้​ ​ไม่​ว่าสิ่งหนึ่งสิ่ง​ใด​จะ​เกิดขึ้น​ ​ไปรู้​ไปเห็นอะ​ไร​ ​เราอย่า​ไปดู​ ​ให้​ดู​แต่​ใจ​ ​ให้​ใจ​อยู่​ที่พุทโธ​ ​เมื่อกำ​ลังภาวนา​อยู่​ ​หากมี​ความ​กลัวเกิดขึ้น​ ​ก็อย่า​ไปคิด​ใน​สิ่งที่น่ากลัว​นั้น​ ​อย่า​ไปดูมัน​ ​ดู​แต่​ใจของเรา​เพียงอย่างเดียว​เท่า​นั้น​ ​แล้ว​ความ​กลัวมัน​จะ​หายไปเอง​”


​หลวงปู่​ได้​ชี้​แจงต่อไปว่า​ ​สิ่งที่​เรา​ไปรู้​ไปเห็น​นั้น​ ​บางทีก็จริง​ ​บางทีก็​ไม่​จริง​ ​เหมือน​กับ​ว่า​ ​คนที่ภาวนา​แล้ว​ไปรู้​ไปเห็นสิ่งต่างๆ​ ​เข้า​ การที่​เขา​เห็น​นั้น​เขา​เห็นจริง​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​มัน​ไม่​จริง ​เหมือนอย่างที่​เรา​ ​ดูหนัง​ ​เห็นภาพ​ใน​จอหนัง​ ​ก็​เห็นภาพ​ใน​จอจริงๆ​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​ไม่​จริง​ ​เพราะ​ความ​จริง​นั้น​ภาพมันไป​จาก​ฟิล์มต่างหาก​

​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​ภาวนา​ต้อง​ดูที่​ใจอย่างเดียว​ ​สิ่ง​อื่น​นอก​จาก​นั้น​จะ​หายไปเอง​ ให้​ใจมัน​อยู่​ที่​ใจ​นั้น​แหละ​ ​อย่า​ไปส่งออกนอก​

​ใจนี้มัน​ไม่​ได้​อยู่​จำ​เพาะที่ว่า​ ​จะ​ต้อง​อยู่​ตรง​นั้น​ตรงนี้​ ​คำ​ว่า​ “​ใจ​อยู่​กับ​ใจ​” ​นี้คือ​ ​คิดตรงไหนใจก็​อยู่​ตรง​นั้น​แหละ​ ​ความ​คิดนึกก็คือตัวจิตตัวใจ​

​หาก​จะ​เปรียบไปก็​เหมือนเช่นรูป​กับ​ฟิล์ม​ ​จะ​ว่ารูป​เป็น​ฟิล์มก็​ได้​ ​จะ​ว่าฟิล์ม​เป็น​รูปก็​ได้​ ใจ​อยู่​กับ​ใจ ​จึง​เปรียบเหมือนรูป​กับ​ฟิล์มนั่นแหละ​

​แต่​โดย​หลักปฏิบัติ​แล้ว​ ​ใจก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​สติก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​แต่ที่จริง​แล้ว​มันก็​เป็น​สิ่งเดียว​กัน​ ​เหมือนหนึ่งว่า​ไฟ​กับ​กระ​แสไฟ​ ​ความ​สว่าง​กับ​ไฟก็อันหนึ่งอันเดียว​กัน​นั่นแหละ​ ​แต่​เรามาพูด​ให้​เป็น​คนละอย่าง​

ใจ​อยู่​กับ​ใจ​ ​จึง​หมาย​ถึง​ ​ให้​มีสติ​อยู่​กำ​กับ​มันเอง​ ​ให้​อยู่​กับ​สติ​

​แต่สติสำ​หรับปุถุชน​ ​หรือ​สติสำ​หรับ​ผู้​เริ่มปฏิบัติ​ ​เป็น​สติที่​ยัง​ไม่​มั่นคง​ ​มัน​จึง​มีลักษณะขาดช่วง​เป็น​ตอนๆ​ ​ถ้า​เราปฏิบัติจนสติมันต่อ​กัน​ได้​เร็ว​จน​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​ให้​เป็น​แสงสว่างอย่างเดียว​กัน​

​อย่างเช่น​ ​สัญญาณออด​ ​ซึ่ง​ที่จริงมัน​ไม่​ได้​มี​เสียงยาวติดต่อ​กัน​เลย​ ​แต่​เสียงออด​-​ออด​-​ออด​ ​ถี่มาก​ ​จน​ความ​ถี่​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​เรา​จึง​ได้​ยินเสียงออด​นั้น​ยาว​

​ใน​การปฏิบัติที่ว่า​ ปฏิบัติจิต​ ​ปฏิบัติ​ใจ​ ​โดย​ให้​ใจ​อยู่​กับ​ใจนี้ก็คือ​ ​ให้​มีสติกำ​กับ​ใจ ​ให้​เป็น​สติถาวร​ ​ไม่​ใช่​เป็น​สติคล้ายๆ​ ​หลอดไฟที่จวน​จะ​ขาด​ ​เดี๋ยวก็สว่างวาบ​ ​เดี๋ยวก็ดับ​ ​เดี๋ยวก็สว่าง​ ​แต่​ให้​มันสว่างต่อ​กัน​ไปตลอดเวลา​

​เมื่อสติมันติดต่อ​กัน​ไปอย่างนี้​แล้ว​ ​ใจมันก็มีสติควบคุม​อยู่​ตลอด​ ​เวลา​เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า​ “​อยู่​กับ​ตัวรู้ตลอดเวลา​”

ตัวรู้ก็คือ​ ​สติ​ ​นั่นเอง​

​หรือ​จะ​เรียกว่า​ “​พุทโธ​” ​ก็​ได้​ พุทโธที่ว่า​ ​รู้​ ​ตื่น​ ​เบิกบาน​ ​ก็คือ​ ​ตัวสตินั่นแหละ

​เมื่อมีสติ​ ​ความ​รู้สึกนึกคิดอะ​ไรต่างๆ​ ​มันก็​จะ​เป็น​ไป​ได้​โดย​อัตโนมัติของมันเอง​ ​เวลาดี​ใจก็​จะ​ไม่​ดี​ใจจนเกินไป​ ​สามารถ​พิจารณารู้​ได้​ ​โดย​ทันทีว่า​ ​สิ่งนี้คืออะ​ไรเกิดขึ้น​ ​และ​เวลา​เสียใจมันก็​ไม่​เสียใจจนเกินไป​ ​เพราะ​ว่าสติมันรู้​อยู่​แล้ว​

​คำ​ชมก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​คำ​ติก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​เมื่อจับสิ่งเหล่านี้​ ​มาถ่วง​กัน​แล้ว​จะ​เห็นว่ามัน​ไม่​แตกต่าง​กัน​จนเกินไป​ ​มัน​เป็น​เพียงภาษาคำ​พูด​เท่า​นั้น​เอง​ ​ใจมันก็​ไม่​รับ​

​เมื่อใจมัน​ไม่​รับ​ ​ก็รู้ว่า​ใจมัน​ไม่​มี​ความ​กังวล​ ​ความ​วิตกกังวล​ใน​ ​เรื่องต่างๆ​ ​ก็​ไม่​มี​ ​ความ​กระ​เพื่อมของจิตก็​ไม่​มี​ ​ก็​เหลือแต่​ความ​รู้​อยู่​ใน​ใจ​

​สามเณรเพิ่มจดจำ​คำ​แนะนำ​สั่งสอน​จาก​หลวงปู่​ไปปฏิบัติต่อ​ ​ปรากฏว่าสิ่งที่น่าสะพึงกลัว​ไม่​ทำ​ให้​ท่านหวาดหวั่นใจอีกเลย​

ทำ​ให้​ท่าน​สามารถ​โน้มน้าวใจสู่​ความ​สงบ​ ​ค้น​พบปัญญาที่​จะ​นำ​สู่​ความ​สุขสงบ​ใน​สมาธิธรรมตั้งแต่บัด​นั้น​มา​