17 สิงหาคม 2550

๑๒ ประสบการณ์ภาวนา

คุณ สันตินันท์ ได้กล่าวถึงตนเองที่อาศัยคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ช่วยในการปฏิบัติธรรมจนเกิดผลน่าพอใจ อ่านแล้วชื่นใจครับ (จากหนังสือโลกทิพย์)

เขาเล่าถึงตนเองอย่างถ่อมตนว่า

“ผมลังเลใจอยู่นานที่จะเล่าถึงการปฏิบัติธรรมของตนเอง เพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าใครตั้งใจปฏิบัติก็ทำกันได้

แต่ด้วยความเคารพในคำสั่งของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง คือหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาลวัน ที่ท่านสั่งให้เขียนเรื่องนี้ออกเผยแพร่ ผมจึงต้องปฏิบัติตาม โดยเขียนเรื่องนี้ให้ท่านอ่าน

ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่เคยรู้เรื่องพระธุดงค์กรรมฐานอย่างจริงจังมาก่อน จนกระทั่งแทบจะละทิ้งพุทธศาสนาไปแล้ว เพราะเกิดตื่นเต้นกับลัทธิวัตถุนิยม

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมได้พบข้อธรรมสั้นๆ บทหนึ่งของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ มีสาระสำคัญว่า

“จิตส่งออกนอกคือสมุทัย มีผลเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ”

ผมเกิดความซาบซึ้งจับจิตจับใจ และเห็นจริงตามว่าถ้าจิตไม่ออกไปรับความทุกข์แล้ว ใครกันล่ะที่จะเป็นผู้ทุกข์ จิตใจผมมันยอมรับนับถือหลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ตั้งแต่นั้น

ต่อมาในต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ผมก็มีโอกาสดั้นด้นไปนมัสการหลวงปู่ดูลย์ ที่จังหวัดสุรินทร์

เมื่อไปถึงหน้ากุฏิท่านแล้ว เกิดความรู้สึกกลัวเกรงเป็นที่สุดเพราะท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ และผมไม่เคยพบปะพูดจากับพระมาก่อนด้วย

ขณะที่รีรออยู่นั้น หลวงปู่ดูลย์เดินออกมาจากกุฏิของท่านมามองดู ผมจึงรวมความกล้าเข้าไปกราบเรียนท่านว่า

“ผมอยากภาวนา”

ท่านแสดงธรรมทันทีว่า การภาวนานั้นไม่ยาก แต่มันยากสำหรับผู้ไม่ภาวนา

ขั้นแรกให้ภาวนา “พุทโธ” จนจิตวูบลงไป แล้วตามดูจิตผู้รู้ไป จะรู้ธรรมคืออริยสัจ ๔ เอง (หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนศิษย์แต่ละคนด้วยวิธีแตกต่างกัน นับว่าท่านมีอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างสูง)

หลังจากนั้น ผมได้น้อมเอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติโดยภาวนาพุทโธ จนได้น้อมเอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติโดยภาวนาพุทโธ จนจิตสงบ แล้วพยายามสังเกตจิตใจของตนเอง

ค่อยๆ แยกจิตผู้รู้ออกจากความรู้หรือสิ่งรู้ของจิต เช่นความคิด ความจำ และอารมณ์ตลอดจนกิเลสต่างๆ จนสามารถรู้ได้ว่าขณะนี้เกิดกิเลสขึ้นกับจิตหรือไม่

ถ้าเกิดและรู้ทัน กิเลสมันก็ดับไปเอง เหลือแต่จิตผู้รู้ซึ่งความรู้ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ไปอย่างเป็นอิสระจากกัน

ต่อมาภายหลังผมได้หาหนังสือธรรมะมาอ่าน จึงรู้ว่าในทางปริยัติจัดเป็นการเจริญวิปัสสนาญาณแล้ว เป็นการจำแนกรูปนามขันธ์ ๕ ออกจากกัน

แต่ในขณะที่ปฏิบัตินั้น จิตไม่ได้กังวลสนใจว่าเป็นญาณอะไรขั้นใด

ปฏิบัติอยู่ ๓ เดือน จึงไปรายงานผลกับหลวงปู่ดูลย์ว่า

“ผมหาจิตเจอแล้ว จะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป”

คราวนี้ ปรากฏว่าท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งมากมาย เกี่ยวกับการถอดถอนทำลายอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕

ท่านสอนถึงกำเนิดและการทำงานของจิตวิญญาณจนถึงการเจริญอริยมรรค จนมีญาณเห็นจิตเหมือนมีตาเห็นรูป

ท่านสอนว่า เมื่อเราดูจิต คือตามรู้จิตเรื่อยๆ ไปนั้น สิ่งปรุงแต่งจะดับไปตามลำดับ จนถึงความว่าง

แต่ในความว่างนั้นยังไม่ว่างจริง มันมีสิ่งละเอียดเหลืออยู่คือวิญญาณ

ให้ตามรู้จิตเรื่อยๆ ไป ความยึดในวิญญาณจะถูกทำลายออกไป แล้วจิตจริงแท้หรือพุทธะ (หลวงปู่เทสก์เรียกว่าใจ) จึงปรากฏออกมา


คำสอนครั้งนี้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนฝนตกทั่วฟ้า แต่ภูมิปัญญาผมจำกัด จึงรองน้ำฝนไว้ได้ถ้วยเดียว คือ ได้เรียนถามท่านว่า

“ที่หลวงปู่สอนมาทั้งหมดนี้ หากผมจะปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยๆ ไปจะพอไหม”

หลวงปู่ดูลย์ตอบว่า “การปฏิบัติก็มีอยู่เท่านั้นแหละ แม้จะพิจารณากาย หรือกำหนดนิมิตหมายใดๆ ก็เพื่อให้ถึงจิตใจตนเองเท่านั้น

นอกจากจิตแล้วไม่มีสิ่งใดอีก พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็รวมลงที่จิตตัวเดียวนี้เอง”


หลังจากนั้นผมก็เพียรดูจิตเรื่อยๆ มามีสติเมื่อใด ดูเมื่อนั้น ขาดสติแล้วก็กลับกันไป นึกขึ้นได้ก็ดูใหม่ เวลาทำงานก็ทำไป พอได้สติเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

วันหนึ่งของอีก ๔ เดือนต่อมา ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมีพายุฝนอย่างหนัก ผมเปียกฝนทั้งตัว และได้ไปหลบฝนอยู่ในกุกฏิพระหลังหนึ่ง

ขณะนั้นได้นึกห่วงร่างกายว่า ร่างกายเราไม่แข็งแรงคราวนี้ไม่สบายแน่

สักครู่ก็ตัดใจว่า ถ้าจะป่วยมันก็ต้องป่วย นี่กายยังไม่ทันป่วยใจกลับป่วยเสียก่อนแล้ว ด้วยความกังวล พอรู้ตัวว่าจิตมีกังวล ผมก็ดูจิตต่อไป เพราะเคยฝึกดูจิตาจนเป็นนิสัยแล้ว

ขณะนั้นนั่งลืมตาอยู่แท้ๆ แต่ประสาทสัมผัสดับหายไปหมด โลกทั้งโลก เสียงฝน เสียงพายุหายไปหมด เหลือแต่สติที่ละเอียดอ่อนประคองรู้ตัวอยู่

มันมีสิ่งละเอียดๆ ผ่านมาสู่ความรับรู้ของจิตเป็นระยะๆ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายใดๆ

ต่อมาจิตมีอาการไหวดับวูบหนึ่ง ส่งที่ผ่านมาให้รู้ดับไปหมดแล้ว ทำให้รู้ชัดเหมือนตาเห็นว่าความว่างที่เหลืออยู่นั้น ถูกแหวกพรวดออกไปอีกทีหนึ่ง กลายเป็นความว่างที่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้จริง

ในความว่างนั้น จิตซึ่งเป็นอิสระแล้วได้อุทานขึ้นว่า

“เอ๊ะ ! จิตไม่ใช่เรานี่”

จากนั้นจิตได้มีอาการปิติยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นพร้อมๆ กับเกิดแสงสว่างโพลงขึ้นรอบทิศทาง จากนั้นจิตาจึงรวมสงบลงอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนออกจากสมาธิ

เมื่อความรับรู้ต่างๆ กลับมาสู่ตัวแล้ว ถึงกับอุทานว่า

“อ้อ ! ธรรมะเป็นอย่างนี้เอง”

เมื่อผมได้ไปกราบหลวงปู่ดูลย์ และเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทราบ พอเล่าว่าสติละเอียดเหมือนเคลิ้มๆ ไป ท่านอธิบายว่าจิตผ่านฌานทั้ง ๘

ผมได้แย้งท่านตามประสาคนโง่ว่า ผมไม่ได้หัดเข้าฌาน และไม่ได้ตั้งใจเข้าฌาน

หลวงปู่ดูลย์อธิบายว่า ถ้าตั้งใจก็ไม่ใช่ฌาน และขณะจิตผ่านฌานอย่างรวดเร็วนั้น จิตจิไม่มานั่งนับว่าผ่านฌานอะไรอยู่

การที่ดูจิตนั้นจะได้ฌานโดยอัตโนมัติ (หลวงปู่ไม่ชอบสอนเรื่องฌาน เพราะเห็นเป็นของธรรมดาที่จะต้องผ่านไปเอง หากสอนเรื่องนี้ ศิษย์จะมัวสนใจฌาน ทำให้เสียเวลาปฏิบัติ)

พอผมเล่าว่าจิตอุทานได้เอง หลวงปู่ดูลย์ก็บอกว่าอาการจิตต่างๆ ที่ผมยังเล่าไม่ถึงออกมาตรงกับที่ผมผ่านมาทุกอย่าง

และท่านสรุปว่า จิตยิ้มแล้ว พึ่งตนเองได้แล้ว ต่อไปนี้ไม่จำเป็นจ้องมาหาท่านอีก

แล้วท่านแสองธรรมเรื่อง จิตเหนือเหตุ หรือ อเหตุกจิต ให้ฟัง มีใจความว่า

อเหตุกจิต มี ๓ ประการ คือ

๑. ปัญจทวารวัชนจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางตา หู จมธก ลิ้น และกาย
๒. มโนทวารวัชนจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางใจ
๓. หสิตกหุปบาท เป็นโลกุตรจิต เป็นจิตสูงสุด เกิดขึ้นเพียง ๓ - ๔ ครั้ง ก็ถึงที่สุดแห่งกทหุกข์

หลังจากนั้นผมก็ปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยมา และเห็นว่าเวลามีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย จะมีคลื่นวิ่งเข้าสู่ใจหรือบางครั้งก็มีธรรมารมณ์เป็นคลื่นเข้ามาสู่ใจ

หากขณะนั้นขาดสติ จิตจะส่งกระแสไปยึดอารมณ์นั้น

หากตอนนั้นจิตยังไม่ละเอียดพอ ผมเข้าใจว่าจิตวิ่งไปยึดอารมณ์แล้วขยับๆ ตัวเสวยอารมณ์อยู่ จึงไปเรียนให้หลวงปู่ดูลย์ทราบ

ท่านกลับตอบว่า “จิตไม่มีการไป ไม่มีการมา”

ผมได้มาดูจิตต่ออีกสักครึ่งปีต่อมา

วันหนึ่งจิตผ่านเข้าสู่อัปปนาสมาธิ และเดินวิปัสสนาคือมีสิ่งรู้ผ่านมาสู่จิต แต่จิตไม่มีความคิดสำคัญมั่นหมายใดๆ

จากนั้นเกิดอาการว่าแยกขึ้นาาแบบเดียวกับจิตยิ้มคราวแรก

คราวนี้จิตพูดขึ้นเบาๆ ว่า “จิตไม่ใช่เรา”

แต่ต่อจากนั้นแทนที่จิตจะยิ้ม จิตกลับพลิกไปสู่ภูมิาของสมถะ ปรากฏนิมิตเป็นเหมือนดวงอาทิตย์โผล่พรวดออกมาจากสิ่งห่อหุ้ม แต่โผล่ไม่หมดดวง

เป็นสิ่งแสดงให้รู้ว่ายังไม่ถึงที่สุดของการปฏิบัติ

ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การดำเนินของจิตในขั้นวิปัสสนานั้น หากสติอ่อนลง จิตจะวกกลับมาสู่สมถะ และวิปัสสนูปกิเลสจะแทรกเข้ามาตรงนี้ ถ้าไม่กำหนดรู้ให้ชัดเจนว่า วิปัสสนาพลิกกลับเป็นสมถะไปแล้ว

นักปฏิบัติจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยพบกับจิตยิ้ม (สำนวนของหลวงปู่ดูลย์) หรือใจ (สำนวนของหลวงปู่เทสก์) หรือจิตรวมใหญ่ (สำนวนท่านอาจารย์สิงห์)

เมื่อผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ว่า “ดีแล้วให้ดูจิตต่อไป”

ผมก็ทำเรื่อยๆ มา ส่วนมากเป็นการดูจิตในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิแบบเป็นพิธีการ

ต่อมาอีก ๑ เดือน วันหนึ่ง ขณะนั่งสนทนาธรรมกับน้องชาย จิตเกิดรวมวูบลงไป มีการแยกความว่าง ซึ่งมีขันธ์ละเอียด (วิญญาณขันธ์) ออกอีกทีหนึ่ง

แล้วจิตก็หัวเราะออกมาเอง (ร่างกายไม่ได้หัวเราะ) โดยปราศจากอารมณ์ เกิดการหัวเราะกิเลสว่ามันผูกมัดมานาน ต่อๆ ไปจิตจะเป็นอิสระยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ได้ความรู้ชัดว่า ทำไมในครั้งพุทธกาลจึงมีผู้รู้ธรรมะขณะฟังธรรมเกิดขึ้นได้

ผมนำเรื่องนี้ไปรายงาน หลวงปู่ดูลย์ คราวนี้ท่านไม่ได้สอนอะไรอีก เพียงแต่ให้กำลังใจว่าให้พยายามให้จบเสียแต่ในชาตินี้ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งเคยบอกให้ผมเขียนเรื่องการาปฏิบัติของตน เองออกเผยแพร่ เพราะอาจจะมีผู้ที่จริตคล้ายๆ กันได้ประโยชน์บ้าง

และเพื่อระลึกถึงหลวงปู่ดูลย์ ผู้มากด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ รวมทั้งหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้างเล็กน้อยสำหรับท่านที่กำลังแสวงหาหน ทางปฏิบัติอยู่

14 สิงหาคม 2550

๑๑ บันทึกธรรมเทศนาเกี่ยวกับสมาธิ

ธรรมเทศนาหรือโอวาทของหลวงปู่ดูลย์นั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากท่านไม่เคยเทศน์เป็นกัณฑ์ๆ หรือแสดงเป็นเรื่องยาวๆ เพียงแต่เมื่อสอนภาวนา หรือกล่าวตักเดือนลูกศิษย์ หรือตอบคำถามตลอดถึงสนทนากับพระเณรอื่นๆ หลวงปู่ก็จะกล่าวอย่างสั้น ด้วยความระมัดระวัง ยกข้อธรรมะมากล่าวอย่างย่อๆ เท่านั้นเอง นอกจากนี้ท่านไม่เคยแสดงในพิธีการงานใดๆ อีกเลยฯ

กล่าวกันว่าหลวงปู่มีปกติเป็นผู้ไม่พูดหรือพูดน้อยที่สุดแต่มีปฏิภาณ ไหวพริบเร็วฉับไวมาก และไม่มีผิดพลาดพูดสั้นย่อ แต่อมความหมายไว้อย่างสมบูรณ์ คำพูดของท่านแต่ละปรโยคมีความหมายและเนื้อหาจบลงดดยสิ้นเชิงเหมือนหนึ่ง สะกดจิตผู้ฟังหรือผู้ถาม ให้ฉุกคิดอยู่เป็นเวลานาน แล้วก็ต้องใช้ความตริตรองด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้งฯ

บันทึกธรรมเทศนาเกี่ยวกับสมาธินี้ ได้รวบรวมและเรียบเรียงมาจากพระธรรมเทศนาที่พระโพธินันทมุนี (อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์) ผุ้เคยไอยู่กับหลวงปู่ดูลย์มาเป็นเวลานานตลอดอายุขัยของท่าน เขียนบันทึกขึ้นจากประสบการณ์ได้อย่างชวนอ่านและเข้าใจง่าย นับว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อสาธุชนผู้สนใจใฝ่ทราบธรรมปฏิบัติตามปฏิปทา ของหลวงปู่ ธรรมสภาขอนมัสการกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย



ประสบการณ์ภาวนาของหลวงปู่

วันหนึ่งหลวงปู่ดูลย์นั่งภาวนาอยู่ ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกมากแล้วนั้น จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบ และให้บังเกิดนิมิตแปลกกว่าผู้อื่นขึ้นมา

คือ เห็นพระพุทธรูปปรากฏขึ้นที่ตัวท่านที่ตัวท่านประหนึ่งว่าตัวท่านเองเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง

ท่านพยายามพิจารณาดูนิมิตนั้นต่อไปอีก แม้ว่าขณะที่ออกจากที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว และขณะออกเดินสู่ละแวกบ้านของชาวบ้านป่าเพื่อบิณฑบาต ก็เห็นปรากฏอยู่เช่นนั้น

ต่อมา

ก่อนที่รูปนิมิตนั้นหายไป ขณะเดินกลับมาจากบิณฑบาต ท่านได้พิจารณาดูตนเอง ก็ได้ปรากฏเห็นชัดเจนว่าเป็นโครงกระดูกทุกส่วนสัด

วันหนึ่ง เกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหาร จึงอาศัยความเอิบอิ่มาของสมาธิจิตกระทำความเพียรต่อไป

เช่น เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง จนตลอดวันตลอดคืนและแล้วในขณะนั้นเอง...

แสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดปรากฏแก่จิตของท่านอย่างแจ่มแจ้ง จนกระทั่งท่านสามารถแยกจิตกับกิเลสออกจากกันได้

รู้ชัดว่า อะไรคือจิต อะไรคือกิเลส

จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต

และเข้าใจสภาพของจิตที่แท้จริงได้ จนรู้ว่ากิเลสส่วนไหนละได้แล้ว ส่วนไหนยังละไม่ได้

ต่อมาภายหลังหลวงปู่ไดให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“จิตปรุงกิเลส คือการที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา

กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัวมีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป”



หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต

หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือลักธรรมสูงสุดที่อยู่ในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย

จิตนี้แหละคือหลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต

ขอให้เลกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้นเมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดขาดไปแล้ว

พิษของจิตก็ได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น

จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีอยู่ประจำแล้วในทุกคน

เช่นนี้แล้ว บทบาทและความหมายของจิตตลอดจน จิตเดิมแท้ก็คือความไม่มี เป็นความว่างอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเป็นความว่าง เป็นความไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเติมให้เต็ม

เนื่องเพราะทุกอย่างล้วนเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในความว่างในความไม่มี



นักปฏิบัติลังเลใจ

ปัจจุบันนี้ ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนามีความงวยงงสงสัยอย่างยิ่งในแนว ทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย

ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มาก และเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ จึงได้ยินหลวงปู้อธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า

“การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวม สงบ แล้วคำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือมีวัตถุเป็นแก่นมีปัญญาเป็นยิ่ง”



ตื่นอาจารย์

นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสงประเภท ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้ว ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่ง ทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ไปในสำนักต่าง ๆ ได้ยินว่าสำนักไนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่อย่างมากฯ

หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า

“การไปหลายสำนัก หลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อมไม่เจริญคืบหน้าต่อไป”



จับกับวาง

นักศึกษาธรรมะ หรือนักปฏิบัติธรรมะ มีสองประเภทประเภทหนึ่ง ศึกษาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกันถกเถียงกันไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ใครจำตำราหรืออ้างครูบาอาจารย์ได้มาก ก็ถือว่าตนเป็นคนสำคัญ บาททีเข้าหาหลวงปู่ แทนที่จะภามธรรมะข้อปฏิบัติจากท่าน ก็กลับพ่นความรุ้ความจำของตนให้ท่านฟังอย่างวิจิตรพิสดารก็เคยมีไม่น้อยฯ

แต่สำหรับหลวงปู่นั้นทนฟังได้เสมอ เมื่อเขาจบลงแล้วยังช่วยต่อให้หน่อยหนึ่งว่า

“ผู้ใดหลงใหลในคำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”



ทำจิตให้สงบได้ยาก

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้าหรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอยก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงตอจากการบริจารทาน รักษาศิล เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ฯ

หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

“ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญาหาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกินนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัดย่อมตัดอุปทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน”



อุบายคลายความยึด

เมื่อกระผมทำความสงบให้เกิดขึ้นแล้ว ก็พยายามรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้นด้วยดี แต่ครั้นกระทบกระทั่งกับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตก็มักจะสูญเสียสถานะที่พยายามธำรงไว้นั้นร่ำไป

หลวงปู่ว่า

“ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธีจงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่หยาบที่สุด คือกายแยกให้ละเอียด พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ขยับถึงพิจารณานามธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่ ที่เราเคยแยกพิจารณามาก็มีความดำความขาว ความมือความสว่าง เป็นต้น”



ความหลังยังฝังใจ

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปพักผ่อนที่วัดโยธา ประสิทธิ์ พระเณรจำนวนมากมากราบนมัสการหลวงปู่ ฟังโอวาทาของหลวงปู่แล้ว หลวงตาพลอย ผู้บวชเมื่อแก่ แต่สำรวมดี ได้ปรารภถึงตนเองว่า กระผมบวชมาก็นานพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจตัดห่วงอาลัยในอดีตได้ แม้จะตั้งใจอย่างไรก็เผลอจนได้ ขอทราบอุบายวิธีอย่างอื่นเพื่อปฏิบัติตามแนวนี้ต่อไปด้วยครับกระผมฯ

หลวงปู่ว่า

“อย่าให้จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอ เมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา อย่างปล่อยให้มันรู้อารมณีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตาม และไม่หักหาญ”



หยุด ต้องหยุดให้เป็น

นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึกให้ได้ตามที่หลวงปู่เคยสอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซ้ำยังเกิดความอึดอัดแน่นใจ สมองมึนงง แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าที่หลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วย

หลวงปู่บอกว่า

“ก็แสดงถึงความผิดพลาดอยู่แล้ว เพราะบอกให้หยุดคิดหยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งกรหยุดคิดหยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง”



หยุดเพื่อรู้

เมื่อเดือนมีนาคม 2507 มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออก เผยแพร่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติ ตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า

“คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้
ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้
แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้”



ละอย่างหนึ่ง คิดอีกอย่างหนึ่ง

ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ รายงานผลการปฏิบัติให้ลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พลหลวงปู่วันนี้ด้วยกระผมปฏิบัติตามที่หลวงปู่เคย แนะนำก็ได้ผลไปตามลำดับคือ เมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เริ่มละสัญญาอารมณ์ภายนอกหมด จิตก็หมดความวุ่น จิตรวม จิตสงบ จิตดิ่งสู่สมาธิ หมดอารมณ์อื่น เหลือแต่ความสุข สุขอย่างยิ่ง เย็นสบาย แม้จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ได้

หลวงปู่ยิ้มแล้วพูด

“เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริง ๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ ยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรคที่จะตัดภพ ชาติตัณหา อุปาทานได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าให้แจ่มแจ้งต่อไป”



รู้จากการเรียนกับรู้จากการปฏิบัติ

ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ

หลวงปู่อธิบายว่า

“ศีล คือ ปกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือจิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือจิตที่ว่าง เบาสบายรู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง วิมุติ คือละความสบาย เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย”



เดินทางลัด

หลังจากที่หลวงปู่หายจากอาพาธ นายแพทย์และนางพยาบาลจำนวนหนึ่งเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากาพาธครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิยวาจาว่า “หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี หน้าตาสดใสเหมือนับไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากที่หลวงปู่มีภาวนาสมาธิจิตดี พวกกระผมมีเวลาน้อย หาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติให้ง่ายๆ หรือโดยย่อที่สุด

หลวงปู่ตอบว่า

“มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น การฝึกจิต การพิจารณาจิต เป็นวิธีลัดที่สุด”



คนละเรื่อง

แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่า ตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้าง

หลวงปู่ว่า

“เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้ว ทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำ แล้วก็ตั้งจิตทำดี บริจาคทาน รักษาศิล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะขจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก”



อยากได้ของดี

ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ

หลวงปู่จึงเจริญพรว่า “ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดีวาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง”

“ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะสั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ”

หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า

“ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา”



เห็นจริงไม่จริง

แม่ชีพราหมณ์ได้สนทนาเชิงรายงานผลการปฏิบัติวิปัสสนาต่อหลวงปู่ว่า

“ดิฉันนั่งแล้วเห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจ”

“ดิฉันเห็นสวรรค์ เห็นวิมารงดงามอย่างยิ่ง”

หลวงปู่ตอบว่า

“สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้นยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้นจะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก”

เคยมีผู้ปฏิบัติบางรายถามว่า

นรก สวรรค์ วิมาน เทวดา ตลอดจนองค์พุทธรูปที่ปรากฏขึ้นในนิมิตนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด”

หลวงปู่ตอบว่า

“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”

แล้วหลวงปู่ได้แนะวิธีละนิมิตต่อไปว่า

“เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อย่างเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”



เหนือคำพูด

อุบาสกคนหนึ่งถามหลวงปู่ดูลย์ว่า

“กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏเพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่า ท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้น ๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวังเพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้ เต็มที่”

หลวงปู่ดูลย์ตอบสั้นๆ ว่า

“ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไรเพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”

พระครูนันทปัญญาภรณ์ กราบเรียนถามว่า

“พระอาจารย์ขอรับ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า องค์ไหนปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรในหมู่พระสงฆ์สาวก”

คำตอบจากหลวงปู่ คือ

“ที่ปฏิบัติปฏิปทาอันเดียวกันย่อมจะรู้ กัน ย่อมจะเข้าใจกันได้ ในเมื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเมื่อได้อยู่ร่วมกันหรือแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันแค่ได้ทราบข่าวคราวของถ้อยคำ หรือข้อธรรมที่ผู้นั้นๆ แสดงออกมา เพราะข้อธรรมที่ท่านผู้นั้นแสดงออกมาจะชี้ชัดถึงภูมิธรรมของท่านว่าอยู่ใน ระดับใด”



มีสติทุกลมหายใจ

อุบาสกผู้หนึ่ง ได้สมันการถามหลวงปู่ว่า

“พวกกระผมถกเพียงกัน ไม่ตกลง บางคนบอกว่าก่อนที่จะนั่งสมาธิภาวนา ต้องกล่าวคำแสดงตนถึงพระรัตนตรัยก่อน แล้วก็รับศีล จึงจะทำสมาธิให้บังเกิดได้

บางคนบอกว่า ไม่ต้อง สะดวกสบายตอนไหนก็นั่งกำหนดจิตได้เสมอ

ขอฟังคำแนะนำจากหลวงปู่ครับ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวตอบ ดังนี้

“เราเคยบอกแล้วว่า ตราบใดที่มีลมหายใจก็ทำได้ และควรจะทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง
นอน ต้องให้จิตอยู่ในจิตมีสตกำกับอยู่เสมอ

ในการที่จะนั่งสมาธินั้นจะเริ่มต้นยังไงก็ตามแต่จะพอใจใครจะแสดงตนถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีลก่อนก็ทำไป”


หลวงปู่กล่าวต่อไปว่า

“ถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงแว่นตาดำที่คน ตาบอดสวมใส่ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นอะไร เพียงแต่ช่วยให้คนอื่นดูดีขึ้นบ้างเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าจะดูดีขึ้นอย่างไร”



รู้ที่จิต

มีครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ได้กล่าวถึงการตาย การเกิดใหม่ ชาติหน้า ชาติหลัง นรกและสวรรค์ ได้อย่างน่าพิจารณา

“ผู้ปฏิบัติแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติลังหรตือนรกสวรรค์อะไรก็ได้

ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง 16 ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”

หลวงปู่ได้สรุปว่า

“การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้นไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้งความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง

พระธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิตอยากรู้อะไรได้ที่จิต”

9 สิงหาคม 2550

๑๐ เรื่องจิต​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์​

เรื่องต่อไปนี้ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี​ ​ได้​เล่า​ให้​ฟังเมื่อวันที่​ ๑๕ ​กรกฎาคม​ ๒๕๓๘ ​เป็น​การถอดคำ​พูด​จาก​การบันทึกเทป​ ​ดังนี้​

​ถ้า​พูดไป​แล้ว​นะอาจารย์​ (หมาย​ถึง​ ​อ​.​ปฐม​ - ​อ​.​ภัทรา​ ​นิคมานนท์) ​เรื่องของจิต​หรือ​อิทธิฤทธิ์นี้​ ​อาตมาก็​ไม่​อยาก​จะ​ใช้​คำ​ว่าอิทธิฤทธิ์​ ​เพราะ​หลวงปู่ท่าน​ไม่​นิยม​ ​และ​ก็​ไม่​ทำ​ ​ไม่​แสร้งทำ​ ​ไม่​อะ​ไร​ด้วย​ทั้ง​นั้น​ ​ก็​เลย​ไม่​อยาก​ใช้​คำ​ว่า​เรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์​ แต่จิตนี้หลวงปู่ท่านก็พูดว่า​ “​จิต​”

​แต่​ถ้า​พูดเกี่ยว​กับ​หลวงปู่​ ​ก็มี​เรื่องแปลกๆ​ ​หรือ​เรื่องที่น่าอัศจรรย์​เหมือน​กัน​ ​ใน​ขณะที่​เรา​อยู่​กับ​ท่าน​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​ปฏิ​เสธ​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​ยกย่อง​ ​ท่านก็​ไม่​ได้​พูด​ ​เพื่ออะ​ไรมากมาย​ใน​เรื่องเหล่านี้​ ​แม้​แต่​เรื่องไสยศาสตร์​ ​ก็พูด​กัน​ว่า​ ​ชาวสุรินทร์​ ​เห็นมี​ไสยศาสตร์​กัน​มาก​ ​สามารถ​ใช้​คาถาอาคมอะ​ไรต่างๆ​ ​เหล่านี้​ ​แม้มีคนถามท่าน​ ​ท่านก็​ไม่​ค่อยอธิบาย​ ​ท่านก็บอกเพียงว่า​ ​ท่านเองก็​ไม่​เคยเห็นเหมือน​กัน​อะ​ไรทำ​นอง​นั้น​

​สำ​หรับเรื่อง​ “​จิต​” นั้น​ท่านพูด​ ​คือท่านพูดเรื่องจิต​ ​ท่าน​ไม่​ค่อย​ใช้​คำ​ว่า​ ​อิทธิฤทธิ์อะ​ไรหรอก​ ​จะ​ใช้​ว่า​ “​พลัง​” ​โดย​มากท่าน​จะ​พูดว่า​ “​พลังจิต​” ​นั้น​ ​มี​อยู่​ ​พลังจิต​จะ​มี​ได้​ก็​เกิด​จาก​ข้อเดียว​ ​คือ​ ​พลังสมาธิ​

​ถ้า​ผู้​ใด​สร้างสมาธิจิต​ไม่​ได้​ ​ท่านว่าพลังจิต​นั้น​เกิดขึ้น​ไม่​ได้​ ​ถึง​เกิดขึ้นก็​เป็น​พลังจิตที่​เป็นมิจฉาหรือ​ไม่​มั่นคง​ ​เช่นว่าคนบางคน​เขา​ใช้​พลังจิต​ใน​ทางที่ผิด​ ​หรือ​นำ​ไป​ใช้​ใน​ทางรักษา​ความ​เจ็บไข้​ได้​ป่วย​ ​ก็อาจ​จะ​มี​ส่วน​ของพลังจิตเหมือน​กัน​

​พลังจิตที่​เกิด​จาก​สมาธิที่ถูก​ต้อง​นั้น​คือ​ ​เมื่อมีสมาธิ​เกิดขึ้น​แล้ว​ก็อาศัยพลังแห่งจิต​ ​เพราะ​สมาธิ​นั้น​เกิด​จากจิตรวม​ คือ​ ​จิตมันละอารมณ์ต่างๆ​ ​เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์ต่างๆ​ ​ไว้​มาก​ ​จิตมันก็​ไม่​มีกำ​ลัง​ ​ไม่​มีพลังอะ​ไร​ ต่อเมื่อจิต​สามารถ​ตัด​ ​อารมณ์ต่างๆ​ได้​ ​ก็​เกิดสมาธิ​ ​ก็​ใช้​คำ​ว่า​ “​จิตเดียว​” ​ที่ปราศ​จาก​อารมณ์มากเกินไป​ ​จิตก็​จะ​เกิดมีพลังขึ้นมา​

​ถ้า​มีพลัง​แล้ว​ (ตามที่หลวงปู่​เคยอธิบาย) ​ระหว่างที่จิตเรา​เกิดมีพลังสมาธินี่​แหละ​ ​บุคคล​จะ​เอา​ไป​ใช้​ทางไหนก็​ได้​ผล​ใน​ทาง​นั้น​ ​แต่​เมื่อ​ใช้​ใน​ทางที่​เสียหายมันก็ทำ​ให้​ ​เสียหาย​ได้​ ​หรือ​ใช้​ไป​ใน​ทางที่​ให้​ประ​โยชน์​ให้​เกิดพลังปัญญาก็​ได้​

​หมาย​ความ​ว่า​ ​อย่างที่ถูก​ใน​หลักวิชาการเรียนทางศาสนาว่า​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ที่ว่าศีลทำ​ให้​เกิดการอบรมสมาธิ​ ​สมาธิอบรมปัญญา​ ​ฉะ​นั้น​ ​พลังจิตที่​เกิดประ​โยชน์อย่างแท้จริงหลัง​จาก​เกิดสมาธิ​นั้น​ ​หมาย​ถึง​ว่า​ ​จิต​นั้น​จะ​ยกสภาวธรรมขึ้นมา​ไตร่ตรอง​ ​ให้​เกิดวิปัสสนาญาณเกิดปัญญา​ แล้ว​ปัญญา​นั้น​ก็​จะ​แจ่มแจ้ง​ ​ดีกว่าจิตที่​ไม่​เกิดสมาธิ​ ​หรือ​จิตที่​ไม่​มีสมาธิ​

​ฉะ​นั้น​ ​หลวงปู่​จะ​ใช้​ว่าพลังจิต​นั้น​สามารถ​ยกระดับภาวะ​หรือ​ป้อง​กัน​ความ​ทุกข์ยาก​ ​อัน​เนื่อง​จาก​การที่จิตส่งออกไปเพื่อรับอารมณ์ต่างๆ​ได้​

​มีคนชอบถามหลวงปู่​เกี่ยว​กับ​เรื่องอิทธิฤทธิ์บ้าง​ ​หรือ​จิตที่มีฤทธิ์มีพลังอย่างหนึ่งอย่าง​ใด​บ้าง​นั้น​ก็​เคยมี​ ​แต่​เนื่อง​จาก​ว่าหลวงปู่ท่าน​ไม่​สนใจ​ใน​เรื่องสิ่งมหัศจรรย์​ ​หรือ​สิ่งอัศจรรย์​ใน​อิทธิฤทธิ์ต่างๆ​เหล่านี้​ ​ท่าน​จึง​ไม่​นิยมพูด​ให้​ใครฟัง​

​แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่าจิต​นั้น​ย่อม​เป็น​จิตที่มีพลัง​ ​เมื่อจิตมีพลัง​แล้ว​มันก็​จะ​เป็น​ ​คุณประ​โยชน์​ได้​หลายอย่าง​ ​แต่ท่านก็​จะ​ขึ้นต้นว่า​ จิต​จะ​มีพลัง​ได้​นั้น​ก็​ต้อง​เมื่อ​ ​ได้​สมาธิ​ ​เมื่อทำ​สมาธิ​ได้​หรือ​เกิดสมาธิ​ ​จิตมีอารมณ์​เดียว​ ​จิต​จึง​จะ​มีพลัง​ ​เมื่อจิตมีพลัง​แล้ว​จะ​หันไป​ใช้​ทางไหนก็ย่อม​ได้ ​แม้หันไปทางที่ผิดทางพระพุทธ​ ​ศาสนาก็ย่อม​จะ​ได้​ ​อย่างเช่นฤาษีชี​ไพร​ ​หรือ​อะ​ไรๆ​ ​นั้น​ ​ล้วนแต่​เป็น​สมาธิ​ซึ่ง​นับว่า​เป็น​มิจฉาสมาธิ​ได้​

​ส่วน​ “​สัมมาสมาธิ​” ​นั้น​ ​หมาย​ถึง​จิตที่​เป็น​สมาธิตามลำ​ดับตั้งแต่ขั้นต้นคือ​ ​ขณิกะสมาธิ​ ​จนกระทั่ง​เข้า​สู่อัปปนาสมาธิ​ ​อะ​ไร​ใน​กระ​แสนี้​ ​แล้ว​จิต​นั้น​ก็​จะ​เป็น​พลังส่องทางไป​ให้​เกิดปัญญา​

​ใน​ทางตรงข้าม​ ​ถ้า​อาศัยพลังจิตไป​ใน​เรื่อง​อื่น​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์อะ​ไร​นั้น​ไม่​ถูก​ต้อง​ ​หรือ​ไม่​ถูกพุทธประสงค์​ทั้ง​หมด​

แต่​ถ้า​ใช้​พลังจิต​นั้น​เพื่อ​เป็น​เหตุ​ให้​ปัญญาผุดขึ้น​ ​เพื่อ​จะ​ตัดกิ​เลสตัณหา​และ​ ​ความ​ชั่วร้ายต่างๆ​ ​เพื่อยกระดับจิตของเรา​ให้​พ้นทุกข์​ ​จึง​จะ​เป็น​พลังจิตที่​เป็น​สัมมาทิฏฐิ​ ​และ​เป็น​ทางที่ถูก​ต้อง ​หลวงปู่มัก​จะ​อธิบาย​ใน​แนวทางนี้​

​ส่วน​ใน​ทางที่ว่า​เอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธิ์อย่าง​นั้น​อย่างนี้​แล้ว​ ​รู้สึกว่าหลวงปู่​จะ​ไม่​ค่อยกล่าว​ถึง​ ​หลวงปู่​จะ​ระมัดระวังที่สุด​ใน​เรื่องการปฏิบัติ​ ​ให้​เป็น​ไป​ใน​ทางที่ดีที่ถูก​ต้อง​

3 สิงหาคม 2550

๙ วิปัสสนูปกิ​เลส​

ใน​การปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน​นั้น​ ​ใน​บางครั้งก็มีอุปสรรคขัดข้องต่างๆ​ ​รวม​ทั้ง​เกิดการหลงผิดบ้างก็มี​ ​ซึ่ง​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ก็​ได้​ให้​ความ​ช่วย​เหลือแนะนำ​และ​ช่วย​แก้​ไขแก่ลูกศิษย์ลูกหา​ได้​ทันท่วงที​ ​ดังตัวอย่างที่ยกมานี้​

​มี​อยู่​ครั้งหนึ่งเกิดปัญหา​เกี่ยว​กับ​ “​วิปัสสนูปกิ​เลส​” ซึ่ง​หลวงปู่​เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า​ เมื่อ​ได้​ทำ​สมาธิจนสมาธิ​เกิดขึ้น​ ​และ​ได้​รับ​ความ​สุขอันเกิดแต่​ความ​สงบพอสมควร​แล้ว​ ​จิตก็ค่อยๆ​ ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ส่วน​ลึก ​นักปฏิบัติบางคน​จะ​พบอุปสรรคสำ​คัญอย่างหนึ่ง​ ​เรียกว่า​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ ​ซึ่ง​มี​ ๑๖ ​อย่าง​ ​มี​ “​โอภาส​” ​คือ​ ​แสงสว่าง​ ​และ​ “​อธิ​โมกข์​” ​คือ​ ​ความ​น้อมใจเชื่อ​ เป็น​ต้น​

​พลังแห่งโอภาส​นั้น​สามารถ​นำ​จิตไปสู่สภาวะต่างๆ​ได้​อย่างน่าพิศวง​ ​เช่น​ ​จิตอยากรู้อยากเห็นอะ​ไรก็​ได้​เห็น​ได้​รู้​ใน​สิ่ง​นั้น​ ​แม้​แต่กระทั่ง​ได้​กราบ​ได้​สนทนา​กับ​พระพุทธเจ้าก็มี​

​เจ้าวิปัสสนูปกิ​เลสนี้มีอิทธิพล​และ​อำ​นาจ​ ​จะ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​น้อมใจเชื่ออย่างรุนแรง​ ​โดย​ไม่​รู้​เท่า​ทันว่า​เป็น​การสำ​คัญผิด​ ​ซึ่ง​เป็น​การสำ​คัญผิดอย่างสนิทสนมแนบเนียน​ ​และ​เกิด​ความ​ภูมิ​ใจ​ใน​ตัวเอง​อยู่​เงียบๆ​ ​บางคน​ ​ถึง​กับ​สำ​คัญตนว่า​เป็น​พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง​ด้วย​ซ้ำ​ ​บางรายสำ​คัญผิด​ ​อย่างมีจิตกำ​เริบยโสโอหัง​ถึง​ขนาดที่​เรียกว่า​เป็น​บ้าวิกลจริตก็มี​

​อย่างไรก็ตาม​ ​วิปัสสนูปกิ​เลส​ไม่​ได้​เป็น​การวิกลจริต​ ​แม้บางครั้ง​จะ​มีอาการคล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม​ ​แต่คง​เป็น​เพียงสติวิกล​ อัน​เนื่อง​จาก​การที่จิตตั้งมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​แล้ว​สติตามควบคุม​ไม่​ทัน​ ​ไม่​ได้​สัด​ ​ไม่​ได้​ส่วน​กัน​เท่า​นั้น​ ​ถ้า​สติตั้ง​ไว้​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ ​จิตก็​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิลึกลงไปอีก​ ​โดย​ยัง​คงมีสิ่งอัน​เป็น​ภายนอก​เป็น​อารมณ์​อยู่​นั่นเอง​

​เช่นเดียว​กับ​การฝึกสมาธิของพวกฤาษีชี​ไพรที่​ใช้​วิธีเพ่งกสิณ ​เพื่อ​ให้​เกิดสมาธิ​ ​ใน​ขณะ​แห่งสมาธิ​เช่นนี้​ ​เรา​เรียกอารมณ์​นั้น​ว่า​ ปฏิภาคนิมิต ​และ​เมื่อเพิกอารมณ์​นั้น​ออก​โดย​การย้อนกลับไปสู่​ “​ผู้​เห็นนิมิต​” ​นั้น​ ​นั่นคือย้อนสู่ต้นตอคือ​ จิต ​นั่นเอง​ ​จิตก็​จะ​บรรลุ​ถึง​สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ​ ​อัน​เป็น​สมาธิจิตขั้นสูงสุด​ได้​ทันที​

​ใน​ทางปฏิบัติที่มั่นคง​และ​ปลอดภัย​นั้น​ ​หลวงปู่ดูลย์ท่านแนะนำ​ว่า​ “​การปฏิบัติ​แบบจิตเห็นจิต​ ​เป็น​แนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้น​ ​และ​บรรลุ​เป้าหมาย​ได้​ฉับพลัน​ ​ก้าวล่วงภยันตราย​ได้​สิ้นเชิง​ ​ทันทีที่กำ​หนดจิตใจ​ได้​ถูก​ต้อง​ ​แม้​เพียงเริ่มต้น​ ​ผู้​ปฏิบัติก็​จะ​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ได้​ด้วย​ตนเอง​เป็น​ลำ​ดับๆ​ ​ไป​ ​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยครูบาอาจารย์อีก​”

​ใน​ประวัติของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​พอ​จะ​เห็นตัวอย่างของวิปัสสนูปกิ​เลส​ ๒ ​ตัวอย่าง​ ​คือกรณีของท่านหลวงตาพวง​ ​และ​กรณีของท่านพระอาจารย์​เสร็จ​ ​จะ​ขอยกกรณีของหลวงตาพวงมา​เล่า​เพื่อประดับ​ความ​รู้ต่อไป​

​ศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ​ “​หลวงตาพวง​” ​ได้​มาบวชตอนวัยชรา​ ​นับ​เป็น​ผู้​บุกเบิก​ ​สำ​นักปฏิบัติธรรมบน​เขา​พนมรุ้ง​ ​จังหวัดบุรีรัมย์​

​หลวงตาพวง​ได้​ทุ่มเทชีวิตจิตใจ​ให้​แก่การประพฤติปฏิบัติ​ ​เพราะ​ท่านสำ​นึก​ ​ตนว่ามาบวชเมื่อแก่​ ​มี​เวลา​แห่งชีวิตเหลือน้อย​ ​จึง​เร่ง​ความ​เพียรตลอดวัน​ ​ตลอดคืน​

​พอเริ่ม​ได้​ผล​ ​เกิด​ความ​สงบ​ ​ก็​เผชิญ​กับ​วิปัสสนูปกิ​เลสอย่างร้ายแรง​ ​เกิด​ความ​สำ​คัญผิดเชื่อมั่นอย่างสนิทว่าตนเอง​ได้​บรรลุอรหัตผล​ ​เป็น​พระอรหันต์องค์หนึ่ง​ ​เป็น​ผู้​สำ​เร็จ​ผู้​เปี่ยม​ด้วย​บุญญาธิการ​ ​ได้​เล็งญาณ​ (คิดเอง) ​ไปจน​ทั่ว​สากลโลก​ ​เห็นว่า​ไม่​มี​ใครรู้​หรือ​เข้า​ถึง​ธรรมเสมอ​ด้วย​ตน​ ​ดัง​นั้น​ ​หลวงตาพวง​จึง​ได้​เดินทาง​ด้วย​เท้า​เปล่ามา​จาก​เขา​พนมรุ้ง​ ​เดินทางข้ามจังหวัดมา​ไม่​ต่ำ​กว่า​ ๘๐ ​กิ​โลเมตร​ ​มาจน​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​หวัง​จะ​แสดงธรรม​ให้​หลวงปู่ฟัง​

​หลวงตาพวงมา​ถึง​วัดบูรพาราม​ ​เวลา​ ๖ ​ทุ่มกว่า​ ​กุฏิทุกหลังปิดประตูหน้าต่าง​ ​หมด​แล้ว​ ​พระ​เณรจำ​วัด​กัน​หมด​ ​หลวงปู่ก็​เข้า​ห้องไป​แล้ว​ ​ท่านก็มาร้องเรียก​ ​หลวงปู่​ด้วย​เสียงอันดัง​

​ตอน​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี​ยัง​เป็น​สามเณร​อยู่​ ​ได้​ยินเสียงเรียกดังลั่นว่า​ “​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อ​ ​หลวงพ่อดูลย์​.....” ​ก็จำ​ได้​ว่า​เป็น​เสียงของหลวงตาพวง​ ​จึง​ลุกไปเปิดประตูรับ​

​สังเกตดูอากัปกิริยาก็​ไม่​เห็นมีอะ​ไรผิดแปลก​ ​เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า​ ​ตาม​ ​ธรรมดาท่านหลวงตาพวงมี​ความ​เคารพอ่อนน้อมต่อหลวงปู่​ ​พูดเสียงเบา​ ​ไม่​บังอาจระบุชื่อของท่าน​ ​แต่คืนนี้ค่อนข้าง​จะ​พูดเสียงดัง​และ​ระบุชื่อ​ด้วย​ว่า​

“​หลวงตาดูลย์​ ​ออกมา​เดี๋ยวนี้​ ​พระอรหันต์มา​แล้ว​”

​ครั้นเมื่อหลวงปู่ออกมา​แล้ว​ ​ตามธรรมดาหลวงตาพวง​จะ​ต้อง​กราบหลวงปู่​ ​แต่คราวนี้​ไม่​กราบ​ ​แถม​ยัง​ต่อว่า​เสียอีก​ “​อ้าว​ ! ​ไม่​เห็นกราบท่าน​ผู้​สำ​เร็จมา​แล้ว​ ​ไม่​เห็นกราบ​”

​เข้า​ใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบ​โดย​ตลอด​ใน​ทันที​นั้น​ว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​ท่าน​จึง​นั่งเฉย​ ​ไม่​พูดอะ​ไรแม้​แต่คำ​เดียว​ ​ปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดไปเรื่อยๆ​

​หลวงตาพวงสำ​ทับว่า​ “​รู้​ไหมว่า​เดี๋ยวนี้​ผู้​สำ​เร็จอุบัติขึ้น​แล้ว​ ​ที่มานี่ก็​ด้วย​ ​เมตตา​ ​ต้อง​การ​จะ​มา​โปรด​ ​ต้อง​การ​จะ​มาชี้​แจงแสดงธรรมปฏิบัติ​ให้​เข้า​ใจ​”

​หลวงปู่​ยัง​คงวางเฉย​ ​ปล่อย​ให้​ท่านพูดไป​เป็น​ชั่วโมงที​เดียว​ ​สำ​หรับพวกเรา​ ​พระ​เณรที่​ไม่​รู้​เรื่อง​ ​ไม่​เข้า​ใจ​ ​ก็พา​กัน​ตกอกตกใจ​กัน​ใหญ่​ ​ด้วย​ไม่​รู้ว่ามัน​เป็น​อะ​ไร​กัน​แน่​

​ครั้นปล่อย​ให้​หลวงตาพวงพูดนานพอสมควร​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็ซักถาม​เป็น​เชิง​ ​คล้อยตามเอา​ใจว่า​ “​ที่ว่าอย่าง​นั้นๆ​ ​เป็น​อย่างไร​ ​และ​หมาย​ความ​ว่าอย่างไร​” ​หลวงตาพวงก็ตอบตะกุกตะกัก​ ​ผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​แต่ก็อุตส่าห์ตอบ​

​เมื่อหลวงปู่​เห็นว่าอาการรุนแรงมากเช่น​นั้น​ ​จึง​สั่งว่า​ “​เออ​ ​เณรพาหลวงตา​ไปพักผ่อนที่​โบสถ์​ ​ไปโน่น​ ​ที่พระอุ​โบสถ​”

​ท่านเณร​ (เจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนี) ​ก็พาหลวงตา​ไปที่​โบสถ์​ ​ไปเรียกพระ​ ​องค์​นั้น​องค์นี้ที่ท่านรู้จัก​ให้​ลุกขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม​ ​รบกวนพระ​เณรตลอด​ทั้ง​คืน​

​หลวงปู่พยายามแก้​ไขหลวงตาพวง​ด้วย​อุบายวิธีต่างๆ​ ​หลอกล่อ​ให้​หลวงตา​ ​นั่งสมาธิ​ ​ให้​นั่งสงบ​แล้ว​ย้อนจิตมาดูที่ต้นตอ​ ​มิ​ให้​จิตแล่นไปข้างหน้า​ ​จนกระทั่ง​ ​สองวันก็​แล้ว​ ​สามวันก็​แล้ว​ไม่​สำ​เร็จ​

​หลวงปู่​จึง​ใช้​อีกวิธีหนึ่ง​ ​ซึ่ง​คง​เป็น​วิธีของท่านเอง​ ​ด้วย​การพูดแรง​ให้​โกรธ​ ​หลายครั้งก็​ไม่​ได้​ผล​ ​ผ่านมาอีกหลายวันก็​ยัง​สงบลง​ไม่​ได้​ ​หลวงปู่​เลยพูด​ให้​โกรธ​ด้วย​การด่าว่า​ “​เออ​ ! ​สัตว์นรก​ ​สัตว์นรก​ ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​ออก​จาก​กุฏิ​เดี๋ยวนี้​”

​ทำ​ให้​หลวงตาพวงโกรธอย่างแรง​ ​ลุกพรวดพราดขึ้นไปหยิบเอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​กลดของท่านลง​จาก​กุฏิ​ ​มุ่งหน้า​ไปวัดป่า​โยธาประสิทธิ์​ซึ่ง​อยู่​ห่าง​จาก​ ​วัดบูรพารามไปทาง​ใต้​ประมาณ​ ๓ - ๔ ​กิ​โลเมตร​ ​ซึ่ง​ขณะ​นั้น​ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ (โชติ​ ​คุณสมฺปนฺ​โน) ​ยัง​พำ​นัก​อยู่​ที่นั่น​

​ที่​เข้า​ใจว่าหลวงตาพวงโกรธ​นั้น​ ​เพราะ​เห็นท่านมือไม้สั่น​ ​หยิบของผิดๆ​ ​ถูกๆ​ ​คว้า​เอา​ไต้​ (สำ​หรับจุดไฟ) ​ดุ้นหนึ่ง​ ​นึกว่า​เป็น​กลด​ ​และ​ยัง​เปล่งวาจาออกมา​ ​อย่างน่าขำ​ว่า​ “​เออ​ ! ​กู​จะ​ไปเดี๋ยวนี้​ ​หลวงตาดูลย์​ไม่​ใช่​แม่กู​” ​เสร็จ​แล้ว​ก็คว้า​ ​เอาบาตร​ ​จีวร​ ​และ​หยิบเอา​ไต้ดุ้นยาวขึ้นแบก​ไว้​บนบ่า​ ​คงนึกว่า​เป็น​คันกลด​ ​ของท่าน​ ​แถมคว้า​เอา​ไม้กวาดไปด้ามหนึ่ง​ด้วย​ ​ไม่​รู้​เอา​ไปทำ​ไม​

​ครั้นหลวงตาพวงไป​ถึง​วัดป่า​ ​ทันทีที่ย่างเท้า​เข้า​สู่บริ​เวณวัดป่านี่​เอง​ อาการของจิตที่น้อมไปติดมั่น​อยู่​กับ​อารมณ์ภายนอก​ ​โดย​ปราศ​จาก​การควบคุมของ​ ​สติที่​ได้​สัด​ส่วน​กัน​ก็​แตกทำ​ลายลง​ ​เพราะ​ถูกกระ​แทก​ด้วย​อานุภาพแห่ง​ความ​ ​โกรธ​ ​อัน​เป็น​อารมณ์ที่รุนแรงกว่า​ ​ยัง​สติสัมปชัญญะ​ให้​บังเกิดขึ้น​ ​ระลึกย้อนกลับ​ ​ได้​ว่า​ ​ตนเอง​ได้​ทำ​อะ​ไรลงไปบ้าง​ ​ผิดถูกอย่างไร​ ​สำ​คัญตนผิดอย่างไร​ ​และ​ได้​ ​พูดวาจา​ไม่​สมควรอย่างไรออกมาบ้าง

​เมื่อหลวงตาพวง​ได้​สติสำ​นึก​แล้ว​ ​ก็​ได้​เข้า​พบท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์​ ​และ​เล่า​เรื่องต่างๆ​ ​ให้​ท่านทราบ​ ​ท่านเจ้าคุณฯ​ ​ก็​ได้​ช่วย​แนะนำ​และ​เตือนสติ​ ​เพิ่มเติมอีก​ ​ทำ​ให้​หลวงตาพวง​ได้​สติคืนมาอย่างสมบูรณ์​ ​และ​บังเกิด​ความ​ ​ละอายใจ​เป็น​อย่างยิ่ง​

​หลัง​จาก​ได้​พักผ่อน​เป็น​เวลาพอสมควร​แล้ว​ ​ก็ย้อนกลับมาขอขมาหลวงปู่​ ​กราบเรียนว่าท่านจำ​คำ​พูด​และ​การกระทำ​ทุกอย่าง​ได้​หมด​ ​และ​รู้สึกละอายใจมากที่ตนทำ​อย่าง​นั้น​

​หลวงปู่​ได้​แนะทางปฏิบัติ​ให้​ ​และ​บอกว่า​ “​สิ่งที่​เกิดขึ้นเหล่านี้​ ​ว่า​ถึง​ประ​โยชน์​ ​ก็มีประ​โยชน์​เหมือน​กัน​ ​มี​ส่วน​ดี​อยู่​เหมือน​กัน​ ​คือ​จะ​ได้​เป็น​บรรทัดฐาน​ ​เป็น​เครื่องนำ​สติมิ​ให้​ตกสู่ภาวะนี้อีก​ ​เป็น​แนวทางตรงที่​จะ​ได้​นำ​มาประกอบ​ ​การปฏิบัติ​ให้​ดำ​เนินไปอย่างมั่นคง​ใน​แนวทางตรงต่อไป​”

2 สิงหาคม 2550

๘ สมาธิภาวนา​กับ​นิมิต​

หลวงพ่อเพิ่ม​ได้​เล่า​ถึง​ประสบการณ์​ใน​การปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยเริ่มต้นเมื่อครั้ง​ยัง​เป็น​สามเณรว่า​ ​ตอนที่ฝึกกัมมัฏฐาน​ใหม่ๆ​ ​นั้น​ ​ท่าน​ยัง​ไม่​ประสีประสาอะ​ไรเลย​ ​หลวงปู่ดูลย์​ได้​แนะนำ​ถึง​วิธีการทำ​สมาธิว่า​ ​ควรนั่งอย่างไร​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นอน​ ​ควรทำ​อย่างไร​

​ใน​ชั้นต้นหลวงปู่​ให้​เริ่มที่การนั่ง​ ​เมื่อนั่ง​เข้า​ที่​เข้า​ทาง​แล้ว​ก็​ให้​หลับตา​ ​ภาวนา​ “​พุทโธ​” ​ไว้​ อย่าส่งใจไปคิด​ถึง​สิ่ง​อื่น​ ​ให้​นึก​ถึง​แต่​ ​พุทโธ​-​พุทโธ​ ​เพียงอย่างเดียว​ ​ก็จดจำ​นำ​ไปปฏิบัติตามที่หลวงปู่สอน​

​ปกติของใจ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​หยุดนิ่ง​ ​มัก​จะ​คิดฟุ้งซ่านไปโน่นไปนี่​เสมอ​ ​ใน​ระยะ​ ​เริ่มต้นคนที่​ไม่​เคยฝึกมาก่อน​ ​อยู่ๆ​ ​จะ​มาบังคับ​ให้​มันหยุดนิ่ง​ ​คิด​อยู่​แต่​ ​พุทโธประการเดียว​เป็น​สิ่งที่ทำ​ได้​ยาก​

​สามเณรเพิ่มก็​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อภาวนา​ไปตามที่หลวงปู่สอน​ได้​ระยะหนึ่งก็​ ​เกิด​ความ​สงสัยขึ้น​ ​จึง​ถามหลวงปู่ว่า​ “​เมื่อหลับตาภาวนา​แต่พุทโธ​แล้ว​ ​จะ​เห็นอะ​ไรครับหลวงปู่​”

​หลวงปู่บอก​ “​อย่า​ได้​สงสัย​ ​อย่า​ได้​ถามเลย​ ​ให้​เร่งรีบภาวนา​ไปเถิด​ ​ให้​ภาวนา​ ​พุทโธไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​มัน​จะ​รู้​เองเห็นเองแหละ​”

​มี​อยู่​คราวหนึ่งขณะที่สามเณรเพิ่มภาวนา​ไป​ได้​ระยะหนึ่ง​ ​จิตเริ่มสงบ​ ​ก็ปรากฏร่างพญางูยักษ์ดำ​มะ​เมื่อมขึ้นมา​อยู่​ตรงหน้า​ ​มันจ้องมองท่าน​ด้วย​ความ​ประสงค์ร้าย​ ​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ฟ่อ​-​ฟ่อ​ ​อยู่​ไปมา​

​สามเณรเพิ่ม​ซึ่ง​เพิ่งฝึกหัดภาวนา​ใหม่ๆ​ ​เกิด​ความ​หวาดกลัวผวาลืมตาขึ้น​ ​ก็​ไม่​เห็นพญางูยักษ์​ ​จึง​รู้​ได้​ทันทีว่าสิ่งที่ท่านเห็น​นั้น​เป็น​การเห็น​ด้วย​สมาธิจิตที่​เรียกว่า​ ​นิมิต​ ​นั่นเอง​ ​จึง​ได้​หลับตาลงภาวนาต่อ​ ​พอหลับตาลง​เท่า​นั้น​ ​ก็พลันเห็นงูยักษ์​แผ่​แม่​เบี้ยส่งเสียงขู่ทำ​ท่า​จะ​ฉกอีก​ ​แม้​จะ​หวาดกลัวน้อยลงกว่าครั้งแรก​ ​แต่ก็กลัวมากพอที่​จะ​ต้อง​ลืมตาขึ้นอีก​

​เมื่อนำ​เรื่องนี้​ไปถามหลวงปู่​ ​ได้​รับคำ​อธิบายว่า​

“​อย่าส่งใจไปดู​ไปรู้​ใน​สิ่ง​อื่น​ ​การภาวนาท่าน​ให้​ดู​ใจของตนเองหรอก​ ​ท่าน​ไม่​ให้​ดูสิ่ง​อื่น​”

“​การบำ​เพ็ญกัมมัฏฐานนี้​ ​ไม่​ว่าสิ่งหนึ่งสิ่ง​ใด​จะ​เกิดขึ้น​ ​ไปรู้​ไปเห็นอะ​ไร​ ​เราอย่า​ไปดู​ ​ให้​ดู​แต่​ใจ​ ​ให้​ใจ​อยู่​ที่พุทโธ​ ​เมื่อกำ​ลังภาวนา​อยู่​ ​หากมี​ความ​กลัวเกิดขึ้น​ ​ก็อย่า​ไปคิด​ใน​สิ่งที่น่ากลัว​นั้น​ ​อย่า​ไปดูมัน​ ​ดู​แต่​ใจของเรา​เพียงอย่างเดียว​เท่า​นั้น​ ​แล้ว​ความ​กลัวมัน​จะ​หายไปเอง​”


​หลวงปู่​ได้​ชี้​แจงต่อไปว่า​ ​สิ่งที่​เรา​ไปรู้​ไปเห็น​นั้น​ ​บางทีก็จริง​ ​บางทีก็​ไม่​จริง​ ​เหมือน​กับ​ว่า​ ​คนที่ภาวนา​แล้ว​ไปรู้​ไปเห็นสิ่งต่างๆ​ ​เข้า​ การที่​เขา​เห็น​นั้น​เขา​เห็นจริง​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​มัน​ไม่​จริง ​เหมือนอย่างที่​เรา​ ​ดูหนัง​ ​เห็นภาพ​ใน​จอหนัง​ ​ก็​เห็นภาพ​ใน​จอจริงๆ​ ​แต่สิ่งที่​เห็น​นั้น​ไม่​จริง​ ​เพราะ​ความ​จริง​นั้น​ภาพมันไป​จาก​ฟิล์มต่างหาก​

​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​ภาวนา​ต้อง​ดูที่​ใจอย่างเดียว​ ​สิ่ง​อื่น​นอก​จาก​นั้น​จะ​หายไปเอง​ ให้​ใจมัน​อยู่​ที่​ใจ​นั้น​แหละ​ ​อย่า​ไปส่งออกนอก​

​ใจนี้มัน​ไม่​ได้​อยู่​จำ​เพาะที่ว่า​ ​จะ​ต้อง​อยู่​ตรง​นั้น​ตรงนี้​ ​คำ​ว่า​ “​ใจ​อยู่​กับ​ใจ​” ​นี้คือ​ ​คิดตรงไหนใจก็​อยู่​ตรง​นั้น​แหละ​ ​ความ​คิดนึกก็คือตัวจิตตัวใจ​

​หาก​จะ​เปรียบไปก็​เหมือนเช่นรูป​กับ​ฟิล์ม​ ​จะ​ว่ารูป​เป็น​ฟิล์มก็​ได้​ ​จะ​ว่าฟิล์ม​เป็น​รูปก็​ได้​ ใจ​อยู่​กับ​ใจ ​จึง​เปรียบเหมือนรูป​กับ​ฟิล์มนั่นแหละ​

​แต่​โดย​หลักปฏิบัติ​แล้ว​ ​ใจก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​สติก็​เป็น​อย่างหนึ่ง​ ​แต่ที่จริง​แล้ว​มันก็​เป็น​สิ่งเดียว​กัน​ ​เหมือนหนึ่งว่า​ไฟ​กับ​กระ​แสไฟ​ ​ความ​สว่าง​กับ​ไฟก็อันหนึ่งอันเดียว​กัน​นั่นแหละ​ ​แต่​เรามาพูด​ให้​เป็น​คนละอย่าง​

ใจ​อยู่​กับ​ใจ​ ​จึง​หมาย​ถึง​ ​ให้​มีสติ​อยู่​กำ​กับ​มันเอง​ ​ให้​อยู่​กับ​สติ​

​แต่สติสำ​หรับปุถุชน​ ​หรือ​สติสำ​หรับ​ผู้​เริ่มปฏิบัติ​ ​เป็น​สติที่​ยัง​ไม่​มั่นคง​ ​มัน​จึง​มีลักษณะขาดช่วง​เป็น​ตอนๆ​ ​ถ้า​เราปฏิบัติจนสติมันต่อ​กัน​ได้​เร็ว​จน​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​ให้​เป็น​แสงสว่างอย่างเดียว​กัน​

​อย่างเช่น​ ​สัญญาณออด​ ​ซึ่ง​ที่จริงมัน​ไม่​ได้​มี​เสียงยาวติดต่อ​กัน​เลย​ ​แต่​เสียงออด​-​ออด​-​ออด​ ​ถี่มาก​ ​จน​ความ​ถี่​เป็น​อันหนึ่งอันเดียว​กัน​ ​เรา​จึง​ได้​ยินเสียงออด​นั้น​ยาว​

​ใน​การปฏิบัติที่ว่า​ ปฏิบัติจิต​ ​ปฏิบัติ​ใจ​ ​โดย​ให้​ใจ​อยู่​กับ​ใจนี้ก็คือ​ ​ให้​มีสติกำ​กับ​ใจ ​ให้​เป็น​สติถาวร​ ​ไม่​ใช่​เป็น​สติคล้ายๆ​ ​หลอดไฟที่จวน​จะ​ขาด​ ​เดี๋ยวก็สว่างวาบ​ ​เดี๋ยวก็ดับ​ ​เดี๋ยวก็สว่าง​ ​แต่​ให้​มันสว่างต่อ​กัน​ไปตลอดเวลา​

​เมื่อสติมันติดต่อ​กัน​ไปอย่างนี้​แล้ว​ ​ใจมันก็มีสติควบคุม​อยู่​ตลอด​ ​เวลา​เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า​ “​อยู่​กับ​ตัวรู้ตลอดเวลา​”

ตัวรู้ก็คือ​ ​สติ​ ​นั่นเอง​

​หรือ​จะ​เรียกว่า​ “​พุทโธ​” ​ก็​ได้​ พุทโธที่ว่า​ ​รู้​ ​ตื่น​ ​เบิกบาน​ ​ก็คือ​ ​ตัวสตินั่นแหละ

​เมื่อมีสติ​ ​ความ​รู้สึกนึกคิดอะ​ไรต่างๆ​ ​มันก็​จะ​เป็น​ไป​ได้​โดย​อัตโนมัติของมันเอง​ ​เวลาดี​ใจก็​จะ​ไม่​ดี​ใจจนเกินไป​ ​สามารถ​พิจารณารู้​ได้​ ​โดย​ทันทีว่า​ ​สิ่งนี้คืออะ​ไรเกิดขึ้น​ ​และ​เวลา​เสียใจมันก็​ไม่​เสียใจจนเกินไป​ ​เพราะ​ว่าสติมันรู้​อยู่​แล้ว​

​คำ​ชมก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​คำ​ติก็​เป็น​คำ​ชนิดหนึ่ง​ ​เมื่อจับสิ่งเหล่านี้​ ​มาถ่วง​กัน​แล้ว​จะ​เห็นว่ามัน​ไม่​แตกต่าง​กัน​จนเกินไป​ ​มัน​เป็น​เพียงภาษาคำ​พูด​เท่า​นั้น​เอง​ ​ใจมันก็​ไม่​รับ​

​เมื่อใจมัน​ไม่​รับ​ ​ก็รู้ว่า​ใจมัน​ไม่​มี​ความ​กังวล​ ​ความ​วิตกกังวล​ใน​ ​เรื่องต่างๆ​ ​ก็​ไม่​มี​ ​ความ​กระ​เพื่อมของจิตก็​ไม่​มี​ ​ก็​เหลือแต่​ความ​รู้​อยู่​ใน​ใจ​

​สามเณรเพิ่มจดจำ​คำ​แนะนำ​สั่งสอน​จาก​หลวงปู่​ไปปฏิบัติต่อ​ ​ปรากฏว่าสิ่งที่น่าสะพึงกลัว​ไม่​ทำ​ให้​ท่านหวาดหวั่นใจอีกเลย​

ทำ​ให้​ท่าน​สามารถ​โน้มน้าวใจสู่​ความ​สงบ​ ​ค้น​พบปัญญาที่​จะ​นำ​สู่​ความ​สุขสงบ​ใน​สมาธิธรรมตั้งแต่บัด​นั้น​มา​

19 กรกฎาคม 2550

๗ อธิบายหลักธรรมสำ​คัญเกี่ยว​กับ​สมาธิ​

เมื่อสังขารขันธ์ดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัวตนจักมี​ไม่​ได้​ ​เพราะ​ไม่​ได้​ ​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​เมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้น​ได้​อย่างไร​ ​เมื่อ​ความ​เป็น​ตัวตน​ไม่​มี​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิดขึ้นแก่​ใคร​

​สรุปใจ​ความ​ “​อริยสัจแห่งจิต​” ​ได้​ว่า​

จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์​ทั้ง​สิ้น​ ​เป็น​สมุทัย​
​ผลของจิตที่ส่งออกนอก​นั้น​ ​เป็น​ทุกข์​
​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​มรรค​
​ผลอันเกิด​จาก​จิตเห็นจิต​ ​เป็น​นิ​โรธ​

​อธิบายเปรียบเทียบ​


​อันการปฏิบัติธรรม​นั้น​ ​ได้​แก่​ ​การปฏิบัติสมถะ​และ​วิปัสสนากัมมัฏฐาน​ ​การปฏิบัติ​นั้น​ก็มุ่ง​ความ​หลุดพ้นเพียงอย่างเดียว​ ​กล่าว​โดย​สรุป​ จิต​ ​คือ​ ​พุทโธ​ ​จิต​ ​คือ​ ​ธรรม ​เป็น​สภาวะพิ​เศษที่​ไม่​มีการไปการมา​ ​เป็น​ความ​บริสุทธิ์ล้วนๆ​ ​โดย​ไม่​ต้อง​มีตัว​ผู้​บริสุทธิ์​หรือ​ผู้​รู้ว่าบริสุทธิ์​ ​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​และ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​ปวง​ ​ไม่​อาจจัด​เข้า​ลักษณะว่า​เป็น​รูป​ ​หรือ​เป็น​นาม​ได้​ ​เมื่อ​ได้​เข้า​ถึง​สภาวะอย่างนี้​แล้ว​ ​อาการต่างๆ​ ​ของจิตที่​เป็น​ไป​ ​หรือ​จะ​เรียกว่ากิริยาจิตก็​ได้​ ​ทั้ง​ใน​ภาคสมถะ​และ​วิปัสสนา​ ​เช่น​ ​แสงสีต่างๆ​ ​เป็น​ต้น​ ​ท่านย่อม​ต้อง​ถือว่า​ ​เป็น​ของภายนอก​ ​เป็น​ ​สิ่งแปลกปลอมปรุงแต่ง​ ​ไม่​ควร​ใส่​ใจยึดถือ​เป็น​สาระ​แก่นสารแม้​แต่​ “​ฌานสมาบัติ​” ​ก็ย่อม​เป็น​ของประจำ​โลก​เท่า​นั้น​ ​ไม่​ใช่​หนทางวิ​เศษ​ ​ใน​กรณีนี้​แต่อย่าง​ใด​เลย​ ​จะ​เห็น​ได้​จาก​การบำ​เพ็ญเพียรของพระบรมศาสดา​ ​พระองค์ทรงละ​เสีย​ซึ่ง​ธรรมลักษณะ​เหล่านี้​โดย​สิ้นเชิง​ ​กล่าวคือ​ ​เมื่อพระองค์ออก​จาก​จตุตถฌาน​และ​เวทนาขาดสิ้น​ ​สภาวะจิต​ถึง​การดับ​ ​รอบตัวเอง​แล้ว​ ​ภวังคจิตขาดไป​แล้ว​ ​ไม่​สืบต่ออีกเลย​ ​เป็น​อันสิ้นสุด​ ​สังสารวัฏ​ ​ณ​ ​ขณะ​นั้น​ ​นั่นเอง​ ​เรียกว่า​ “​นิพพาน​” ​คือ​ ​การดับสนิทแห่งสภาวธรรม​ทั้ง​ปวง​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​ว่า​แสงสี​ ​ฌานสมาบัติ​ใดๆ​ ​หรือ​แม้​แต่ภวังคจิตเอง​ ​ก็​ไม่​น่าที่​จะ​ไปกำ​หนดรู้​เพื่อการยึดถืออะ​ไร​ ​เพราะ​เป็น​ของเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้น​ ​เป็น​ของประจำ​โลก​ ​ก็​แลจิตที่กล่าว​ถึง​นี้​ ​แท้จริงก็มีการเกิดๆ​ ​ดับๆ​ ​อยู่​ร่ำ​ไป​เป็น​ธรรมดา​ ​จึง​กล่าว​ได้​ว่า​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็​ไม่​คงทนถาวรอะ​ไร​ ​ถึง​ซึ่ง​การดับรอบ​โดย​สิ้นเชิง​ได้​เช่นเดียว​กัน​ ​เมื่อกล่าว​กัน​ให้​เป็น​อุดมธรรมปรมัตถธรรมจริงๆ​แล้ว​ ​แม้​แต่​ ​พุทโธ​ ​ธรรมโม​ ​สังโฆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สมมติบัญญัติ​อยู่​ดีนั่นเอง​ ​พระบรมศาสดา​จึง​ตรัสว่า​ ​พระองค์​ได้​ทำ​ลายเรือน​ ​คืออาณาจักรของตัณหา​เสีย​แล้ว​ ​ตัณหา​ไม่​อาจมาสร้างเหย้า​เรือน​ให้​เป็น​ภพ​เป็น​ชาติ​ได้​อีกเลย​ ​ทรงเพิกเสีย​ซึ่ง​ภพชาติสิ้น​แล้ว​ ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็คงสภาพเดิม​ ​คือ​ ​ฐีติจิต​ ​ฐีติธรรมอัน​เป็น​ธรรมดา​

​ด้วย​เหตุนี้​เอง​ ​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​จึง​พึงสังวรอย่างยิ่งยวด​ ​ไม่​พึงปรับอาบัติ​ ​หรือ​โทษต่างๆ​แก่พระอรหันต์​เลย​ ​ก็อย่าว่า​แต่​ความ​ผิดบาปเลย​ ​แม้กระทั่ง​ความ​ดี​ ​พระอรหันต์ท่านก็​ยัง​ละ​เสีย​ได้​อย่างเด็ดขาด​ ​ท่าน​อยู่​เหนือ​ความ​ดี​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลาย​แล้ว​โดย​สิ้นเชิง​ ​อย่า​ได้​ยึดถือพระสูตรบางเรื่องที่ว่ามีการปรับโทษพระอรหันต์​ ​เช่น​ ​ความ​ผิดที่​ไม่​ร่วมสมาคม​ ​หรือ​สังฆกรรม​กับ​หมู่สงฆ์​ ​ดังนี้​เป็น​อันขาด​ ​เมื่อจักปฏิบัติ​แล้ว​ก็​ไม่​ควรไปวุ่นวาย​กับ​ชาดกนิทานแปลกปลอมนนั่น​ ​มุ่งพิจารณาจิตอย่างเดียว​ ​ไม่​ว่าพบเห็น​หรือ​ได้​ยิน​ได้​ฟังสิ่ง​ใด​อย่างไร​ ​ให้​ย้อน​เข้า​มา​ใน​จิต​ให้​ได้​ ​จน​สามารถ​รู้จิตเห็นจิต​ ​เข้า​ถึง​สภาวะ​แห่ง​ความ​รู้​แจ้งแทงตลอด​ใน​ธรรม​ ​ถึง​ความ​ดับรอบแห่งจิต​ใน​ขั้นสุดท้าย​ ​การพ้นสมมติบัญญัติ​นั้น​ย่อมหมายรวม​ถึง​ธรรม​ด้วย​ ​เช่น​ ​อายตนะ​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​เป็น​มายา​ ​หรือ​แม้​แต่ตัวจิตเองก็ตามย่อม​เป็น​ของบัญญัติขึ้นมา​ ​ไม่​ว่า​จะ​พูด​กัน​ถึง​อะ​ไรครั้ง​ใด​ก็​ไม่​มีพ้นสมมติบัญญัติ​ไป​ได้​ ​การหยุด​ ​คิดหยุดนึก​ ​ก็คือ​ ​หยุดพูด​ ​หยุดเคลื่อนไหว​ ​หยุดกิริยา​แห่งจิต​ ​หมาย​ถึง​ ​การหยุดสังสารวัฏนั่นเอง​ ​เพราะ​ไม่​ว่า​เรา​จะ​กำ​หนดจิต​ ​คิด​ถึง​สิ่ง​ใดๆ​ ​สิ่ง​นั้นๆ​ ​ก็​ยัง​เป็น​สิ่งภายนอก​อยู่​ดี​ ​เป็น​ของปรุงแต่งขึ้นมา​ใน​โลก​ ​การกำ​หนดรู้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสิ่งที่ถูกกำ​หนดรู้​เป็น​ธรรมดา​ ​จะ​เป็น​รูปก็ตาม​ ​เป็น​นามก็ตาม​ ​เมื่อสิ่ง​นั้น​ถูกกำ​หนดรู้​ได้​ ​ก็ย่อม​จะ​มีสภาวะ​ ​เมื่อมีสภาวะก็ย่อมมีอันเสื่อมสลายไป​เป็น​ธรรมดา​ ​เพราะ​เป็น​ของปรุงแต่ง​จาก​เหตุปัจจัย​ทั้ง​สิ้น​

​ฉะ​นั้น​ ​สภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​จึง​เป็น​ของยากที่​จะ​แสดง​เป็น​ ​คำ​พูดออกมา​ได้​ ​จำ​ใจ​ต้อง​เรียก​เป็น​สภาวะ​ ​เพื่อ​ให้​รู้​ให้​เข้า​ใจ​กัน​ ​แท้จริงสภาวะ​แห่งอุ​เบกขาสัมโพชฌงค์​นั้น​ ​มี​แต่​ความ​สงบวางเฉย​ ​พร้อม​กับ​รู้ชัดเลยที​เดียวว่า​

สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลายเสมอ​กัน​สิ้น​ ​ไม่​ว่าสัตว์​ ​บุคคล​ ​เรา​เขา​ ​หรือ​แม้​แต่​ ​พระพุทธเจ้า​ ​พระธรรมเจ้า​ ​พระสังฆเจ้า​ ​พระ​โพธิสัตว์​ ​สามัญชน​ ​และ​สัตว์​โลก​ทั้ง​หลายก็มีสภาพพอันเดียว​กัน​เสมอ​กัน​โดย​ประการ​ทั้ง​ปวง​

​แต่​เพราะ​เหตุ​แห่งการยึดถือสิ่งที่​แตกต่าง​กัน​ ​คือผิดไป​จาก​สัจธรรมแท้​เท่า​นั้น​เอง​ ​ความ​ประพฤติปฏิบัติ​และ​จริยธรรม​จึง​แลดูผิดแผกแตกต่าง​กัน​ไปต่างๆ​ ​นานา​

​การที่บุคคล​ใด​สามารถ​ปฏิบัติ​เข้า​ถึง​สภาวะที่​จะ​ตัดสิน​ได้​ว่าสิ่งแวดล้อม​ ​หรือ​สิ่งภายนอก​กับ​ตัวของเรานี้​ ​แท้จริง​เป็น​ของสิ่งเดียว​กัน​โดย​แท้สภาวะนี้​แล​ ​เรียกว่า​ “​ธรรม​”


​จึง​กล่าว​โดย​สรุป​ได้​ว่า​ ​สภาวะ​ความ​เป็น​จริง​หรือ​ที่​เรียกว่า​ “​สัจธรรม​” ​นั้น​ ​มี​อยู่​ตลอดกาล​ ​หาก​ไม่​ท้อถอย​ ​หรือ​ละ​ความ​เพียรเสียก่อน​ ​ย่อมมี​ ​โอกาส​เข้า​ถึง​สัจธรรม​ได้​อย่างแน่นอน​ ​อนึ่ง​ ​เรื่องพิธีกรรม​หรือ​บุญกิริยาวัตถุต่างๆ​ ​ทั้ง​หลาย​ ​ก็ถือว่า​เป็น​เรื่องที่​ยัง​ให้​เกิดกุศล​ได้​อยู่​ ​หากแต่ว่าสำ​หรับนักปฏิบัติ​แล้ว​ ​อาจถือ​ได้​ว่า​ ​เป็น​ไปเพื่อกุศลนิดหน่อย​เท่า​นั้น​เอง​

4 กรกฎาคม 2550

๖ วิธี​เจริญสมาธิภาวนา​

วิธี​เจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​มีดังต่อไปนี้​

๑. ​เริ่มต้น​ด้วย​อิริยาบถที่สบาย ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ ​ได้​ตามสะดวก​

ทำ​ความ​รู้ตัวเต็มที่ ​และ​ รู้​อยู่​กับ​ที่ ​โดย​ไม่​ต้อง​รู้อะ​ไร​ ​คือ​ ​รู้ตัว​ ​หรือ​รู้​ “​ตัว​” ​อย่างเดียว​

​รักษาจิตเช่นนี้​ไว้​เรื่อยๆ​ ​ให้​ “​รู้​อยู่​เฉยๆ​” ​ไม่​ต้อง​ไปจำ​แนกแยกแยะ​ ​อย่าบังคับ​ ​อย่าพยายาม​ ​อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม​

​เมื่อรักษา​ได้​สักครู่​ ​จิต​จะ​คิดแส่​ไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​โดย​ไม่​มีทางรู้ทันก่อน​ ​เป็น​ธรรมดาสำ​หรับ​ผู้​ฝึก​ใหม่​ ​ต่อเมื่อจิตแล่นไป​ ​คิดไป​ใน​อารมณ์​นั้นๆ​ ​จนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​รู้สึกตัวขึ้นมา​เอง​ ​เมื่อรู้สึกตัว​แล้ว​ให้​พิจารณา​เปรียบเทียบสภาวะของตนเอง​ ​ระหว่างที่มี​ความ​รู้​อยู่​กับ​ที่​ ​และ​ระหว่างที่จิตคิดไป​ใน​อารมณ์​ ​ว่ามี​ความ​แตกต่าง​กัน​อย่างไร​ ​เพื่อ​เป็น​อุบายสอนจิต​ให้​จดจำ​

​จาก​นั้น​ค่อยๆ​ ​รักษาจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะรู้​อยู่​กับ​ที่ต่อไป​ ​ครั้นพลั้งเผลอรักษา​ไม่​ดีพอ​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​กลับรู้ตัว​ ​รู้ตัว​แล้ว​ก็พิจารณา​และ​รักษาจิตต่อไป​

​ด้วย​อุบายอย่างนี้​ ​ไม่​นานนัก​ ​ก็​จะ​สามารถ​ควบคุมจิต​ได้​และ​บรรลุสมาธิ​ใน​ที่สุด​ ​และ​จะ​เป็น​ผู้​ฉลาด​ใน​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​โดย​ไม่​ต้อง​ไปปรึกษาหารือใคร​

ข้อห้าม​ ​ใน​เวลาจิตฟุ้งเต็มที่​ ​อย่าทำ​ ​เพราะ​ไม่​มีประ​โยชน์​และ​ยัง​ทำ​ให้​บั่นทอนพลัง​ความ​เพียร​ ​ไม่​มีกำ​ลังใจ​ใน​การ​ ​เจริญจิตครั้งต่อๆ​ ​ไป​

​ใน​กรณีที่​ไม่​สามารทำ​เช่นนี้​ได้​ ​ให้​ลองนึกคำ​ว่า​ “​พุทโธ​” ​หรือ​คำ​อะ​ไรก็​ได้​ที่​ไม่​เป็น​เหตุ​เย้ายวน​ ​หรือ​เป็น​เหตุขัดเคืองใจ​ ​นึกไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​สังเกตดูว่า​ ​คำ​ที่นึก​นั้น​ ​ชัดที่สุดที่ตรงไหน​ ​ที่ตรง​นั้น​แหละคือฐานแห่งจิต​

​พึงสังเกตว่า​ ​ฐานนี้​ไม่​อยู่​คงที่ตลอดกาล​ ​บางวัน​อยู่​ที่หนึ่ง​ ​บางวัน​อยู่​อีกที่หนึ่ง​

ฐานแห่งจิตที่คำ​นึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้​ ​ย่อม​ไม่​อยู่​ภายนอกกายแน่นอน​ ​ต้อง​อยู่​ภาย​ใน​กายแน่​ ​แต่​เมื่อพิจารณาดู​ให้​ดี​แล้ว​ ​จะ​เห็นว่าฐานนี้​จะ​ว่า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของร่างกายก็​ไม่​ถูก​ ​ดัง​นั้น​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภายนอกก็​ไม่​ใช่​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภาย​ใน​ก็​ไม่​เชิง​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​แสดงว่า​ได้​กำ​หนดถูกฐานแห่งจิต​แล้ว​

เมื่อกำ​หนดถูก​ ​และ​พุทโธปรากฏ​ใน​มโนนึกชัดเจนดี​ ​ก็​ให้​กำ​หนดนึกไปเรื่อย​ ​อย่า​ให้​ขาดสาย​ได้​

​ถ้า​ขาดสายเมื่อ​ใด​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปสู่อารมณ์ทันที​

​เมื่อเสวยอารมณ์อิ่ม​แล้ว​ ​จึง​จะ​รู้สึกตัวเอง​ ​ก็ค่อยๆ​ ​นึกพุทโธต่อไป​ ​ด้วย​อุบายวิธี​ใน​ทำ​นองเดียว​กับ​ที่กล่าว​ไว้​เบื้องต้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ควบคุมจิต​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจ​ได้​เอง​

ข้อควรจำ​ ​ใน​การกำ​หนดจิต​นั้น​ ​ต้อง​มี​เจตจำ​นงแน่วแน่​ใน​อันที่​จะ​เจริญจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะที่​ต้อง​การ

​เจตจำ​นงนี้​ ​คือ​ ​ตัว​ “​ศีล​”

การบริกรรม​ “​พุทโธ​” ​เปล่าๆ​ ​โดย​ไร้​เจตจำ​นง​ไม่​เกิดประ​โยชน์อะ​ไรเลย​ ​กลับ​เป็น​เครื่องบั่นทอน​ความ​เพียร​ ​ทำ​ลายกำ​ลังใจ​ใน​การเจริญจิต​ใน​คราวต่อๆ​ ​ไป​

​แต่​ถ้า​เจตจำ​นงมั่นคง​ ​การเจริญจิต​จะ​ปรากฏผลทุกครั้ง​ ​ไม่​มากก็น้อยอย่างแน่นอน​

ดัง​นั้น​ ​ใน​การนึก​ ​พุทโธ​ ​การเพ่งเล็งสอดส่อง​ถึง​ความ​ชัดเจน​และ​ความ​ไม่​ขาดสายของพุทโธ​จะ​ต้อง​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​ไม่​ลดละ​

​เจตจำ​นงที่มี​อยู่​อย่าง​ไม่​ลดละนี้​ ​หลวงปู่​เคยเปรียบ​ไว้​ว่ามีลักษณาการประหนึ่งบุรุษ​ผู้​หนึ่งจดจ้องสายตา​อยู่​ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขน​ ​พร้อมที่​จะ​ฟันลงมา​ ​บุรุษ​ผู้​นั้น​จดจ้องคอยที​อยู่​ว่า​ถ้า​คมดาบ​นั้น​ฟาดฟันลงมา​ ​ตน​จะ​หลบหนีประการ​ใด​จึง​จะ​พ้นอันตราย​

​เจตจำ​นง​ต้อง​แน่วแน่​เห็นปานนี้​ ​จึง​จะ​ยัง​สมาธิ​ให้​บังเกิด​ได้​ ​ไม่​เช่น​นั้น​อย่าทำ​ให้​เสียเวลา​และ​บั่นทอน​ความ​ศรัทธาของตนเองเลย​

​เมื่อจิตค่อยๆ​ ​หยั่งลงสู่​ความ​สงบทีละน้อยๆ​ ​อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก​ ​ก็ค่อยๆ​ ​ลด​ความ​รุนแรงลง​ ​ถึง​ไปก็​ไปประ​เดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัว​ได้​เร็ว​ ​ถึง​ตอนนี้คำ​บริกรรมพุทโธ​ ​ก็​จะ​ขาดไปเอง​ ​เพราะ​คำ​บริกรรม​นั้น​เป็น​อารมณ์หยาบ​ ​เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ​และ​คำ​บริกรรมขาดไป​แล้ว​ ​ไม่​ต้อง​ย้อนถอยมาบริกรรมอีก​ ​เพียงรักษาจิต​ไว้​ใน​ฐานที่กำ​หนดเดิมไปเรื่อยๆ​ ​และ​สังเกตดู​ความ​รู้สึก​ ​และ​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​ที่ฐาน​นั้นๆ​

​บริกรรมเพื่อรวมจิต​ให้​เป็น​หนึ่ง​ ​สังเกตดูว่า​ ใคร​เป็น​ผู้​บริกรรมพุทโธ​

๒. ​ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบ​แล้ว​ ให้​สติจดจ่อ​อยู่​ที่ฐานเดิมเช่น​นั้น​ ​เมื่อมีอารมณ์อะ​ไรเกิดขึ้น​ ​ก็​ให้​ละอารมณ์​นั้น​ทิ้งไป​ ​มาดูที่จิตต่อไปอีก​ ​ไม่​ต้อง​กังวลใจ​ ​พยายามประคับประคองรักษา​ให้​จิต​อยู่​ใน​ฐานที่ตั้งเสมอๆ​ ​สติคอยกำ​หนดควบคุม​อยู่​อย่างเงียบๆ​ (รู้​อยู่)​ ​ไม่​ต้อง​วิจารณ์กิริยาจิต​ใดๆ​ ​ที่​เกิดขึ้น​ ​เพียงกำ​หนดรู้​แล้ว​ละ​ไป​เท่า​นั้น​ ​เป็น​ไปเช่นนี้​เรื่อยๆ​ ​ก็​จะ​ค่อยๆ​ ​เข้า​ใจกิริยา​หรือ​พฤติ​แห่งจิต​ได้​เอง​ (จิตปรุงกิ​เลส​ ​หรือ​กิ​เลสปรุงจิต)

ทำ​ความ​เข้า​ใจ​ใน​อารมณ์​ความ​นึกคิด​ ​สังเกตอารมณ์​ทั้ง​สามคือ​ ​ราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​

๓. ​อย่าส่งจิตออกนอก ​กำ​หนดรู้​อยู่​ใน​อารมณ์​เดียว​เท่า​นั้น​ ​อย่า​ให้​ซัดส่ายไป​ใน​อารมณ์ภายนอก​ ​เมื่อจิตเผลอคิดไป​ ​ก็​ให้​ตั้งสติระลึก​ถึง​ฐานกำ​หนดเดิม​ ​รักษาสัมปชัญญะ​ให้​สมบูรณ์​อยู่​เสมอ​ (รูปนิมิต​ ​ให้​ยก​ไว้​ ​ส่วน​นามนิมิต​ทั้ง​หลายอย่า​ได้​ใส่​ใจ​กับ​มัน)

ระวังจิต​ไม่​ให้​คิด​ถึง​เรื่องภายนอก​ ​สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ​ ๖

๔. ​จงทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​ ​เหมือนดั่งตา​เห็นรูป ​เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อยๆ​ ​จน​เข้า​ใจ​ถึง​เหตุปัจจัยของอารมณ์​ความ​นึกคิดต่างๆ​ ​ได้​แล้ว​ ​จิตก็​จะ​ค่อยๆ​ ​รู้​เท่า​ทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ​ ​อารมณ์​ความ​นึกคิดต่างๆ​ ​ก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ดับไปเรื่อยๆ​ ​จนจิตว่าง​จาก​อารมณ์​ ​แล้ว​จิตก็​จะ​เป็น​อิสระ​ ​อยู่​ต่างหาก​จาก​เวทนาของรูปกาย​ ​อยู่​ที่ฐานกำ​หนดเดิมนั่นเอง​ ​การเห็นนี้​เป็น​การเห็น​ด้วย​ปัญญาจักษุ​

คิด​เท่า​ไหร่ก็​ไม่​รู้​ ​ต่อเมื่อหยุดคิด​จึง​รู้​ ​แต่​ต้อง​อาศัยคิด​

๕. ​แยกรูปถอด​ ​ด้วย​วิชชา​ ​มรรคจิต ​เมื่อ​สามารถ​เข้า​ใจ​ได้​ว่า​ ​จิต​ ​กับ​ ​กาย​ ​อยู่​คนละ​ส่วน​ได้​แล้ว​ ​ให้​ดูที่จิตต่อไปว่า​ ​ยัง​มีอะ​ไรหลงเหลือ​อยู่​ที่ฐานที่กำ​หนด​ (จิต) ​อีก​หรือ​ไม่​ ​พยายาม​ใช้​สติ​ ​สังเกตดูที่จิต​ ​ทำ​ความ​สงบ​อยู่​ในจิตไปเรื่อยๆ​ ​จน​สามารถ​เข้า​ใจ​ พฤติ​แห่งจิต ​ได้​อย่างละ​เอียดละออตามขั้นตอน​ ​เข้า​ใจ​ใน​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผล​กัน​ว่า​เกิด​จาก​ความ​คิดนั่นเอง​ ​และ​ความ​คิดมันออกไป​จาก​จิตนี่​เอง​ ​ไปหาปรุงหา​แต่งหาก่อหา​เกิด​ไม่​มีที่สิ้นสุด​ ​มัน​เป็น​มายาหลอกลวง​ให้​คนหลง​ ​แล้ว​จิตก็​จะ​เพิกถอนสิ่งที่มี​อยู่​ใน​จิตไปเรื่อยๆ​ ​จนหมด​ ​หมาย​ถึง​เจริญจิตจน​สามารถ​เพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่​เล็ก​ที่สุดภาย​ใน​จิต​ได้​

​คำ​ว่า​ แยกรูปถอด ​นั้น​ ​หมาย​ความ​ถึง​ แยกรูปวิญญาณ​ นั่นเอง​

๖. ​เหตุ​ต้อง​ละ​ ​ผล​ต้อง​ละ ​เมื่อเจริญจิตจนปราศ​จาก​ความ​คิดปรุงแต่ง​ได้​แล้ว​ (ว่าง) ​ก็​ไม่​ต้อง​อิงอาศัย​กับ​กฎเกณฑ์​แห่ง​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผล​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​จิตก็​จะ​อยู่​เหนือภาวะ​แห่งคลอง​ความ​คิดนึกต่างๆ​ ​อยู่​เป็น​อิสระ​ ​ปราศ​จาก​สิ่ง​ใดๆ​ ​ครอบงำ​อำ​พราง​ทั้ง​สิ้น​

​เรียกว่า​ “​สมุจเฉทธรรม​ทั้ง​ปวง​”

๗. ​ใช้​หนี้ก็หมด​ ​พ้นเหตุ​เกิด ​เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่​เล็ก​ที่สุดเสีย​ได้​ ​กรรมชั่วที่ประทับ​ ​บรรจุ​ ​บันทึกถ่ายภาพ​ ​ติด​อยู่​กับ​รูปปรมาณู​นั้น​ก็หมดโอกาสที่​จะ​ให้​ผลต่อไป​ใน​เบื้องหน้า​ ​การเพิ่มหนี้ก็​เป็น​อันสะดุดหยุดลง​ ​เหตุปัจจัยภายนอกภาย​ใน​ที่มากระทบ​ ​ก็​เป็น​สักแต่ว่ามากระทบ​ ​ไม่​มีผลสืบ​เนื่อง​ต่อไป​ ​หนี้กรรมชั่วที่​ได้​ทำ​ไว้​ตั้งแต่ชาติ​แรก​ ​ก็​เป็น​อัน​ได้​รับการชด​ใช้​หมดสิ้น​ ​หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่​จะ​ต้อง​เกิดมา​ใช้​หนี้กรรม​กัน​อีก​ ​เพราะ ​กรรมชั่วอัน​เป็น​เหตุ​ให้​ต้อง​เกิดอีก​ไม่​อาจ​ให้​ผลต่อไป​ได้​ ​เรียกว่า​ “​พ้นเหตุ​เกิด​”

๘. ​ผู้​ที่ตรัสรู้​แล้ว​ ​เขา​ไม่​พูดหรอกว่า​ ​เขา​รู้อะ​ไร​

​เมื่อธรรม​ทั้ง​หลาย​ได้​ถูกถ่ายทอดไป​แล้ว​ ​สิ่งที่​เรียกว่าธรรม​ ​จะ​เป็น​ธรรมไป​ได้​อย่างไร​ สิ่งที่ว่า​ไม่​มีธรรมนั่นแหละ​ ​มัน​เป็น​ธรรมของมัน​ใน​ตัว​ (​ผู้​รู้น่ะจริง​ ​แต่สิ่งที่ถูกรู้​ทั้ง​หลาย​นั้น​ไม่​จริง)

​เมื่อจิตว่าง​จาก​ “​พฤติ​” ​ต่างๆ​ ​แล้ว​ ​จิตก็​จะ​ถึง​ ความ​ว่างที่​แท้จริง ​ไม่​มีอะ​ไร​ให้​สังเกต​ได้​อีกต่อไป​ ​จึง​ทราบ​ได้​ว่า​แท้ที่จริง​แล้ว​ จิต​นั้น​ไม่​มีรูปร่าง​ ​มันรวม​อยู่​กับ​ความ​ว่าง​ ​ใน​ความ​ว่าง​นั้น​ ​ไม่​มีขอบเขต​ ​ไม่​มีประมาณ​ ​ซึมซาบ​อยู่​ใน​สิ่งทุกๆ​ ​สิ่ง​ ​และ​จิต​กับ​ผู้​รู้​เป็น​สิ่งเดียว​กัน​

​เมื่อจิต​กับ​ผู้​รู้​เป็น​สิ่งสิ่งเดียว​กัน​ ​และ​เป็น​ความ​ว่าง​ ​ก็ย่อม​ไม่​มีอะ​ไรที่​จะ​ให้​อะ​ไร​หรือ​ให้​ใครรู้​ถึง​ ​ไม่​มี​ความ​เป็น​อะ​ไร​จะ​ไปรู้สภาวะของอะ​ไร​ ​ไม่​มีสภาวะของใคร​จะ​ไปรู้​ความ​มี​ความ​เป็น​ของอะ​ไร​


​เมื่อเจริญจิตจน​เข้า​ถึง​สภาวะ​เดิมแท้ของมัน​ได้​ดังนี้​แล้ว​ “​จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง​” ​จิตก็​จะ​อยู่​เหนือสภาวะสมมติบัญญัติ​ทั้ง​ปวง​ ​เหนือ​ความ​มี​ความ​เป็น​ทั้ง​ปวง​ ​มัน​อยู่​เหนือคำ​พูด​ ​และ​พ้นไป​จาก​การกล่าวอ้าง​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​เป็น​ธรรมชาติอันบริสุทธิ์​และ​สว่าง​ ​รวม​กัน​เข้า​กับ​ความ​ว่างอันบริสุทธิ์​และ​สว่างของจักรวาลเดิม ​เข้า​เป็น​หนึ่งเรียกว่า​ “​นิพพาน​”

​โดย​ปกติ​ ​คำ​สอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​นั้น​เป็น​แบบ​ “​ปริศนาธรรม​” ​มิ​ใช่​เป็น​การบรรยายธรรม​ ​ฉะ​นั้น​คำ​สอนของท่าน​จึง​สั้น​ ​จำ​กัด​ใน​ความ​หมายของธรรม​ ​เพื่อ​ไม่​ให้​เฝือ​หรือ​ฟุ่มเฟือยมากนัก​ ​เพราะ​จะ​ทำ​ให้​สับสน​ ​เมื่อ​ผู้​ใด​เป็น​ผู้​ปฏิบัติธรรม​ ​เขา​ย่อม​เข้า​ใจ​ได้​เองว่า​ ​กิริยาอาการของจิตที่​เกิดขึ้น​นั้น​ ​มีมากมายหลายอย่าง​ ​ยากที่​จะ​อธิบาย​ให้​ได้​หมด​ ​ด้วย​เหตุ​นั้น​ ​หลวงปู่ท่าน​จึง​ใช้​คำ​ว่า​ “​พฤติของจิต​” ​แทนกิริยา​ทั้ง​หลายเหล่า​นั้น​

​คำ​ว่า​ “​ดูจิต​ ​อย่าส่งจิตออกนอก​ ​ทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​” ​เหล่านี้ย่อมมี​ความ​หมายครอบคลุมไป​ทั้ง​หมดตลอดองค์ภาวนา​ ​แต่​เพื่ออธิบาย​ให้​เป็น​ขั้นตอน​ ​จึง​จัดเรียง​ให้​ดูง่าย​ ​เข้า​ใจง่าย​เท่า​นั้น​ ​หา​ได้​จัดเรียงไปตามลำ​ดับกระ​แสการเจริญจิตแต่อย่าง​ใด​ไม่​

​ท่าน​ผู้​มีจิตศรัทธา​ใน​ทางปฏิบัติ​ ​เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำ​สอน​แล้ว​ ​ตามธรรมดาการปฏิบัติ​ใน​แนวนี้​ ​ผู้​ปฏิบัติ​จะ​ค่อยๆ​ ​มี​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ได้​ด้วย​ตนเอง​เป็น​ลำ​ดับๆ​ ​ไป​ ​เพราะ​มีการ​ใส่​ใจสังเกต​และ​กำ​หนดรู้​ “​พฤติ​แห่งจิต​” ​อยู่​ตลอดเวลา​ ​แต่​ถ้า​หากเกิดปัญหา​ใน​ระหว่างการ​ ​ปฏิบัติ​ ​ควรรีบ​เข้า​หาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ​โดย​เร็ว​ ​หากประมาท​แล้ว​อาจผิดพลาด​เป็น​ปัญหาตามมาภายหลัง​เพราะ​คำ​ว่า​ “​มรรคปฏิปทา​” ​นั้น​ ​จะ​ต้อง​อยู่​ใน​ “​มรรคจิต​” ​เท่า​นั้น​ ​มิ​ใช่​มรรคภายนอกต่างๆ​ ​นานา​เลย​

การเจริญจิต​เข้า​สู่ที่สุดแห่งทุกข์​นั้น​ ​จะ​ต้อง​ถึง​พร้อม​ด้วย​วิสุทธิศีล​ ​วิสุทธิมรรค​ ​พร้อม​ทั้ง​ ๓ ​ทวาร​ ​คือ​ ​กาย​ ​วาจา​ ​ใจ​ ​จึง​จะ​ยัง​กิจ​ให้​ลุล่วง​ถึง​ที่สุดแห่งทุกข์​ได้​



อเหตุกจิต​ ๓ ​ประการ​

๑. ปัญจทวารวัชนจิต ​คือ​ ​กิริยาจิตที่​แฝง​อยู่​ตามอายตนะ​หรือ​ ​ทวาร​ทั้ง​ ๕ ​มีดังนี้​

ตา ​ไปกระทบ​กับ​รูป​ ​เกิด​ จักษุวิญญาณ ​คือ​ ​การเห็น​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​ตา​เห็นรูป​ไม่​ได้​

หู ​ไปกระทบ​กับ​เสียง​ ​เกิด​ โสตวิญญาณ ​คือ​ ​การ​ได้​ยิน​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​หู​ได้​ยินเสียง​ไม่​ได้​

จมูก ​ไปกระทบ​กับ​กลิ่น​ ​เกิด​ ฆานวิญญาณ​ คือ​ ​การ​ได้​กลิ่น​ ​จะ​ห้าม​ไม่​ให้​จมูกรับกลิ่น​ไม่​ได้​

ลิ้น​ ไปกระทบ​กับ​รส​ ​เกิด​ ชิวหาวิญญาณ ​คือ​ ​การ​ได้​รส​ ​จะ​ห้าม​ ​ไม่​ให้​ลิ้นรับรู้รส​ไม่​ได้​

กาย ​ไปกระทบ​กับ​โผฏฐัพพะ​ ​เกิด​ กายวิญญาณ​ ​คือ​ ​กายสัมผัส​ ​จะ​ห้าม​ไม่​ให้​กายรับสัมผัส​ไม่​ได้​

​วิญญาณ​ทั้ง​ ๕ ​อย่างนี้​ ​เป็น​กิริยา​แฝง​อยู่​ใน​กายตามทวาร​ ​ทำ​หน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ​ ​ที่มากระทบ​ ​เป็น​สภาวะ​แห่งธรรมชาติของมัน​เป็น​อยู่​เช่น​นั้น​

​ก็​แต่ว่า​ ​เมื่อจิตอาศัยทวาร​ทั้ง​ ๕ ​เพื่อเชื่อมต่อรับรู้​เหตุการณ์ภายนอกที่​เข้า​มากระทบ​ ​แล้ว​ส่งไป​ยัง​สำ​นักงานจิตกลางเพื่อรับรู้​ ​เรา​จะ​ห้ามมิ​ให้​เกิด​ ​มี​ ​เป็น​ ​เช่น​นั้น​ ​ย่อมกระทำ​ไม่​ได้​

​การป้อง​กัน​ทุกข์ที่​จะ​เกิด​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๕ ​นั้น​ ​เรา​จะ​ต้อง​สำ​รวมอินทรีย์​ ​ทั้ง​ ๕ ​ไม่​เพลิดเพลิน​ใน​อายตนะ​เหล่า​นั้น​ ​หากจำ​เป็น​ต้อง​อาศัยอายตนะ​ทั้ง​ ๕ ​นั้น​ ​ประกอบการงานทางกาย​ ​ก็ควร​จะ​กำ​หนดจิต​ให้​ตั้ง​อยู่​ใน​จิต​ ​เช่นเมื่อเห็นก็สักแต่ว่า​เห็น​ ​ไม่​คิดปรุง​ ​ได้​ยินก็สักแต่ว่า​ได้​ยิน​ ​ไม่​คิดปรุง​ ​ดังนี้​เป็น​ต้น​

​(​ไม่​คิดปรุงหมาย​ความ​ว่า​ ​ไม่​ให้​จิตเอนเอียงไป​ใน​ความ​เห็นดีชั่ว)

๒. มโนทวารวัชนจิต ​คือ​ ​กิริยาจิตที่​แฝง​อยู่​ที่มโนทวาร​ ​มีหน้าที่ผลิต​ความ​คิดนึกต่างๆ​ ​นานา​ ​คอยรับเหตุการณ์ภาย​ใน​ภายนอกที่มากระทบ​ ​จะ​ดี​หรือ​ชั่วก็สะสมเอา​ไว้​ ​จะ​ห้ามจิต​ไม่​ให้​คิด​ใน​ทุกๆ​ ​กรณีย่อม​ไม่​ได้​

​ก็​แต่ว่า​เมื่อจิตคิดปรุงไป​ใน​เรื่องราว​ใดๆ​ ​ถึง​วัตถุ​ ​สิ่งของ​ ​บุคคลอย่างไร​ ​ก็​ให้​กำ​หนดรู้ว่าจิตคิด​ถึง​เรื่องเหล่า​นั้น​ ​ก็สักแต่ว่า​ความ​คิด​ ​ไม่​ใช่​ ​สัตว์บุคคล​ ​เรา​เขา​ ​ไม่​ยึดถือวิจารณ์​ความ​คิดเหล่า​นั้น​

​ทำ​ความ​เห็น​ให้​เป็น​ปกติ​ ​ไม่​ยึดถือ​ความ​เห็น​ใดๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​จิตย่อม​ไม่​ไหลตามกระ​แสอารมณ์​เหล่า​นั้น​ ​ไม่​เป็น​ทุกข์​

๓. หสิตุปบาท ​คือ​ ​กิริยาที่จิตยิ้มเอง​ ​โดย​ปราศ​จาก​เจตนาที่​จะ​ยิ้ม​ ​หมาย​ความ​ว่า​ไม่​อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง​ ​กิริยาจิตอันนี้มี​เฉพาะ​ ​เหล่าพระอริยเจ้า​เท่า​นั้น​ ​ใน​สามัญชน​ไม่​มี​

​สำ​หรับ​ ​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๑) ​และ​ (๒) ​มี​เท่า​กัน​ใน​พระอริยเจ้า​และ​ใน​สามัญชน​ ​นักปฏิบัติธรรม​ทั้ง​หลาย​ ​เมื่อตั้งใจปฏิบัติตนออก​จาก​กองทุกข์​ ​ควรพิจารณา​ ​อเหตุกจิตนี้​ให้​เข้า​ใจ​ด้วย​ ​เพื่อ​ความ​ไม่​ผิดพลาด​ใน​การ​ ​บำ​เพ็ญปฏิบัติธรรม​

​อเหตุกจิตนี้​ ​นักปฏิบัติ​ทั้ง​หลายควรทำ​ความ​เข้า​ใจ​ให้​ได้​ ​เพราะ​ถ้า​ไม่​เช่น​นั้น​แล้ว​ ​เรา​จะ​พยายามบังคับสังขารไปหมด​ ​ซึ่ง​เป็น​อันตรายต่อการปฏิบัติธรรมมาก​ ​เพราะ​ความ​ไม่​เข้า​ใจ​ใน​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๑) ​และ​ (๒) ​นี้​เอง​

​อเหตุกจิต​ ​ข้อ​ (๓) ​เป็น​กิริยาจิตที่ยิ้มเอง​ ​โดย​ปราศ​จาก​เจตนาที่​จะ​ยิ้ม​ ​เกิด​ใน​จิตของเหล่าพระอริยเจ้า​เท่า​นั้น​ ​ใน​สามัญชน​ไม่​มี​ ​เพราะ​กิริยาจิตนี้​ ​เป็น​ผลของการเจริญจิตจน​อยู่​เหนือมายาสังขาร​ได้​แล้ว​ ​จิต​ไม่​ต้อง​ติดข้อง​ ​ใน​โลกมายา​ ​เพราะ​ความ​รู้​เท่า​ทันเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่ง​ได้​แล้ว​ ​เป็น​อิสระ​ด้วย​ตัวมันเอง​

2 กรกฎาคม 2550

๕ สมาธิอัน​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​

มี​เรื่องเล่าสมัยที่หลวงปู่​เดินทางกลับ​จาก​อุบลฯ​ ​มาสุรินทร์​ ​เพื่อโปรดญาติ​โยม​ใน​ครั้งแรก​ ​ท่านมา​ใน​รูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​และ​พำ​นักโปรดญาติ​โยม​อยู่​ที่สำ​นักป่าบ้านหนองเสม็ด​ ​ตำ​บลเฉนียง​ ​อำ​เภอเมืองสุรินทร์​

​ใน​ช่วง​นั้น​ได้​มีชายหัวนักเลงอันธพาล​ผู้​หนึ่งมี​ความ​โหดร้ายระดับเสือ​ ​เป็น​ที่กลัวเกรงแก่ประชาชน​ใน​ละ​แวก​นั้น​ ​กลุ่มของชาย​ผู้​นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทย​และ​กัมพูชา​

​เมื่อ​ได้​ยินข่าวเล่าลือเกี่ยว​กับ​พระธุดงค์มาพำ​นักที่บ้านเสม็ด​ ​เขา​มั่นใจว่าพระ​จะ​ต้อง​เป็น​ผู้​มีวิชาด้านคาถาอาคมอันล้ำ​เลิศอย่างแน่นอน​ ​จึง​มี​ความ​ประสงค์​จะ​ได้​วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังประ​เภท​อยู่​ยงคงกระพัน​ ​ยิง​ไม่​ออกฟัน​ไม่​เข้า​

​ดัง​นั้น​จึง​พาลูกสมุนตัวกลั่น​ ๔ ​คน​ ​มีอาวุธครบครันแอบ​เข้า​ไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ​ ​ขณะ​นั้น​เป็น​เวลาประมาณ​ ๒ ​ทุ่ม​ ​แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควร​แล้ว​ ​ชาวบ้านที่มาฟังธรรม​ ​และ​มาบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาพา​กัน​กลับหมด​แล้ว​

​กลุ่มนักเลงแสดงตน​ให้​ประจักษ์​ ​กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า​ ​พวกตนรักการดำ​เนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ​ ​และ​ได้​ก่อศัตรู​ไม่​น้อย​ ​ที่มาครั้งนี้ก็​เพราะ​มี​ความ​เลื่อมใสศรัทธา​ ​มี​เจตนา​จะ​มาขอวิชาคาถาอาคม​ไว้​ป้อง​กัน​ตัว​ให้​พ้น​จาก​อันตราย​

​ขอพระคุณท่าน​ได้​โปรดมีจิตเมตตา​ ​เห็นแก่​ความ​ลำ​บากยากเข็ญของพวกกระผมที่​ต้อง​ฟันฝ่าอุปสรรค​ ​หลบศัตรูมั่งร้ายหมายขวัญ​ ​ได้​โปรดถ่ายทอดวิชาอาคม​ให้​พวกกระผมเถิด​

​หลวงปู่กล่าว​กับ​ชายกลุ่ม​นั้น​ว่า​ “​ข้อนี้​ไม่​ยาก​ ​แต่ว่า​ผู้​ที่​จะ​รับวิชาอาคมของเรา​ได้​นั้น​ ​จะ​ต้อง​มีการปรับพื้นฐานจิตใจ​ให้​แข็งแกร่ง​ ​เสียก่อน​ ​มิฉะ​นั้น​จะ​รองรับอาถรรพ์​ไว้​ไม่​อยู่​ ​วิชาก็​จะ​ย้อน​เข้า​ตัวเกิดวิบัติภัยร้ายแรง​ได้​”

​ว่าดัง​นั้น​แล้ว​ ​หลวงปู่ก็​แสดงพื้นฐานของวิชาอาคมของท่านว่า​ “​คาถาทุกคาถา​ ​หรือ​วิชาอาคมที่ประสงค์​จะ​เรียน​นั้น​ ​จะ​ต้อง​อาศัยพื้นฐานคือ​ ​พลังจิต​ ​จิต​จะ​มีพลัง​ได้​ก็​ต้อง​มีสมาธิ​ ​สมาธิ​นั้น​จะ​เกิดขึ้น​ได้​ก็​แต่​จาก​การนั่งภาวนาทำ​ใจ​ให้​สงบ​ ​วิชาที่​จะ​ ​ร่ำ​เรียนไป​จึง​จะ​บังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์​ ​ไม่​มีพิบัติภัยตามมา​”

​ฝ่ายนักเลงเหล่า​นั้น​ ​เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันสงบเย็นมั่นคง​ ​มิ​ได้​รู้สึกสะทกสะท้านต่อพวก​เขา​ ​ประกอบ​กับ​ปฏิปทาอันงดงามของท่าน​ ​ก็​เกิด​ความ​เย็นกาย​ ​เย็นใจ​ ​เลื่อมใสนับถือ​ ​อีกอย่างก็มี​ความ​อยาก​ได้​วิชาอาคมดังกล่าว​ ​จึง​ยินดีปฏิบัติตาม​

​หลวงปู่​ได้​แนะนำ​ให้​นั่งสมาธิภาวนา​ ​แล้ว​บริกรรมภาวนา​ใน​ใจว่า​ พุทโธ​ ​พุทโธ ​ชั่วเวลาประมาณ​ ๑๐ - ๒๐ ​นาที​เท่า​นั้น​ ​จอมนักเลงก็รู้สึกสงบเย็น​ ​ยัง​ปีติ​ให้​บังเกิดซาบซ่านขึ้นอย่างแรง​ ​เป็น​ปีติชนิดโลดโผน​ เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว​ ​ขนลุกขนชัน​ ​และ​ร้องไห้​

​เห็นปรากฏชัด​ใน​สิ่งที่ตนเคยกระทำ​มา​ ​เห็นวัวควายกำ​ลังถูกฆ่า​ ​เห็นคนที่มีอาการทุรนทุราย​เนื่อง​จาก​ถูกทำ​ร้าย​ ​เห็น​ความ​ชั่วช้า​เลวทรามต่างๆ​ ​ของตน​ ​ทำ​ให้​รู้สึกสังเวชสลดใจอย่างยิ่ง​

​หลวงปู่ก็ปลอบโยน​ให้​การแนะนำ​ว่า​ “​ให้​ตั้งสมาธิภาวนาต่อไปอีก​ ​ทำ​ต่อไป​ ​ใน​ไม่​ช้าก็​จะ​พ้น​จาก​ภาวะ​นั้น​อย่างแน่นอน​”

​นักเลงเหล่า​นั้น​พา​กัน​นั่งสมาธิภาวนา​อยู่​กับ​หลวงปู่​ไปจนตลอดคืน​ ​ครั้นรุ่ง​เช้า​ อานุภาพแห่งศีล​และ​สมาธิที่​ได้​รับการอบรมฝึกฝนมาตลอด​ทั้ง​คืนก็​ยัง​ปัญญา​ให้​เกิดแก่นักเลงเหล่า​นั้น​

​จิตใจของพวก​เขา​รู้สึกอิ่มเอิบ​ด้วย​ธรรม​ ​เปี่ยมไป​ด้วย​ศรัทธา​ ​บังเกิด​ความ​เลื่อมใส​ ​จึง​เปลี่ยนใจไป​จาก​การอยาก​ได้​วิชาอาคมขลัง​ ​ตลอดจนกลับใจเลิกพฤติกรรมอันทำ​ความ​เดือดร้อน​ทั้ง​แก่ตน​และ​แก่​ผู้​อื่น​จนหมดสิ้น​ ​ปฏิญาณตน​เป็น​คำ​ตาย​กับ​หลวงปู่ว่า​ จะ​ไม่​ทำ​กรรมชั่วทุจริตอีก​แล้ว​

​เมื่อพิจารณา​เหตุการณ์​ใน​ครั้งนี้​ ​จะ​เห็นว่า​ใน​ขณะที่พวก​เขา​ทั้ง​ ๕ ​อยู่​ต่อหน้าหลวงปู่​ ​พวก​เขา​มิ​ได้​กระทำ​กรรมชั่วอัน​ใด​ลงไป​ ​ส่วน​กรรมชั่วที่​เขา​เคยกระทำ​มา​แล้ว​ก็หยุด​ไว้​ชั่วขณะ​ ​แฝงซ่อนเร้นหลบ​ ​อยู่​ใน​ขันธสันดานของ​เขา​

​ใน​ตอน​นั้น​พวก​เขา​ก็มี​เพียง​ความ​รู้สึกโลภ​ ​ด้วย​การอยาก​ได้​คาถา​ ​อาคม​จาก​หลวงปู่​ ​แต่​ความ​โลภช่วง​นั้น​ได้​สร้าง​ความ​ศรัทธา​ให้​เกิด​ ​ทำ​ให้​ตั้งใจปฏิบัติตามคำ​สอน​

ใน​ขณะจิตที่ตั้งใจ​ ​ความ​ชั่ว​ทั้ง​หลายก็หยุดพัก​ไว้​ ​ศีลก็มี​ความ​สมบูรณ์​ ​พอที่​จะ​เป็น​บาทฐานของสมาธิภาวนา​ได้​ ​เมื่อรักษา​ได้​อย่าง​นั้น​ไม่​ขาดสาย​ ​จิตย่อมตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​ ​เรียกว่า​ ​มีสมาธิจิตที่​ไม่​กำ​เริบแปรปรวน​ ​เรียกว่าจิตมีศีล​ ​และ​อาการตั้งมั่น​อยู่​ด้วย​ดี​เรียกว่ามีสมาธิ​ ​ย่อมมี​ความ​คล่องแคล่วแก่การงาน​ ​ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆ​ได้​เป็น​อย่างดี​ ​เรียกว่า​ ​สติปัญญา​

​ความ​รู้สึก​และ​อารมณ์ดังกล่าว​ ​ตรงตามคำ​สอนของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​ที่ว่า​ “​ศีลอัน​ใด​ ​สมาธิอัน​นั้น​ ​สมาธิ​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​”

1 กรกฎาคม 2550

๔ ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​แต่ละระดับ

คำ​สอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​อีกประการหนึ่งที่ท่านแนะนำ​พร่ำ​สอน​ ​ต่อ​ผู้​มาขอแนวทางการปฏิบัติ​จาก​ท่าน​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​พระภิกษุ​ ​สามเณร​ ​อุบาสก​ ​อุบาสิกา​ ​จะ​เป็น​เด็ก​หรือ​ผู้​ใหญ่​ก็ดี​ ​ท่าน​จะ​ให้​ปฏิบัติ​โดย​แนวทางแห่ง​ ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา ​เหมือน​กัน​หมด​

​หลวงพ่อเพิ่มท่าน​ได้​เล่าว่า​ ​สมัยที่ท่าน​ยัง​เป็น​สามเณร​ ​และ​อยู่​กับ​หลวงปู่ดูลย์​ ​ที่วัดบูรพาราม​ ​จังหวัดสุรินทร์​ ​มีคนเคยมาถามหลวงปู่​ถึง​คำ​สั่งสอนดังกล่าวของท่านว่า​

“​สอนเด็ก​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอนหนุ่มสาว​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอน​ผู้​เฒ่า​ผู้​แก่​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​
​สอนพระ​เณร​ ​ก็สอน​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​”


“​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ใน​ระดับต่างๆ​ ​กัน​นั้น​ ​เหมือน​กัน​หรือ​แตกต่าง​กัน​อย่างไร​ ?”

​ขณะที่มี​ผู้​ถาม​นั้น​ ​ตอน​นั้น​หลวงปู่ดูลย์กำ​ลังปะชุนเย็บจีวร​อยู่​ ​เมื่อท่านฟังคำ​ถาม​นั้น​จบลง​ ​ท่านก็ยกเข็ม​ให้​ดู​ ​แล้ว​กล่าวว่า​

“​คุณลองดูว่า​เข็มนี้​แหลมไหม​ ?”

​ผู้​ถามก็ตอบว่า​ “​แหลมขอรับหลวงปู่​”

​หลวงปู่อธิบายว่า​ :-

“​ความ​แหลมคมของสติปัญญา​ใน​ระดับเด็ก​ ​ระดับ​ผู้​ใหญ่​ ​ก็มี​ ​ความ​แหลมคมไปคนละอย่าง​ ​แต่​ใน​ระดับ​ความ​แหลมคมของสติปัญญาพระอรหันต์​นั้น​ ​อยู่​เหนือ​ความ​แหลมคม​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ปวง​

​ความ​แหลมคมของเข็ม​นั้น​เกิด​จาก​คนเราทำ​ขึ้น​ ​แต่สติปัญญาที่​เกิด​จาก​พระพุทธเจ้า​ ​และ​พระอรหันต์​ทั้ง​หลาย​นั้น​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ระดับโลกุตรธรรม​ ​ที่​ไม่​มีสิ่ง​ใด​เสมอเหมือน​ ​มี​ความ​มั่นคง​ไม่​แปรเปลี่ยนอีก​แล้ว​

​สำ​หรับสติปัญญาระดับปุถุชนก็​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​เช่น​กัน​ ​แต่​เป็น​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​ที่​จะ​ต้อง​ระมัดระวัง​ ​เพราะ​ยัง​อยู่​ใน​ขั้นโลกียธรรม​ ​ยัง​คงมี​ความ​เปลี่ยนแปลงผันแปร​ได้​เสมอ​”

​คำ​ตอบของหลวงปู่ดูลย์ดังกล่าว​นั้น​ ​ชี้​ให้​เห็น​ถึงไหวพริบ​และ​ปฏิภาณ​ใน​การอธิบายข้อธรรมที่ลุ่มลึก​ได้​อย่างฉับไว​ ​โดย​สามารถ​ยกสิ่ง​เล็กๆ​ ​น้อยๆ​ ​ที่​เราคิด​ไม่​ถึง​มา​เป็น​ตัวอย่างประกอบ​ ​ชี้​ให้​เห็นปัญหาที่​ไต่ถาม​ได้​อย่างแจ่มแจ้ง​ ​ซึ่ง​นับว่า​เป็น​การอธิบายข้อธรรมที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง​

26 มิถุนายน 2550

๓ ปริยัติ​-​ปฏิบัติ​

ใน​หมู่​ผู้​สนใจศึกษาศาสนา​จะ​มีข้อโต้​แย้ง​กัน​เสมอระหว่าง​ ​การศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​คือศึกษาด้านปริยัติ​ ​กับ​อีกฝ่ายหนึ่งเน้นการปฏิบัติ​และ​ไม่​เน้นการศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​ว่า​แนวทาง​ใด​จะ​ให้​ผลดีกว่า​กัน​

​สำ​หรับหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ท่านเสนอแนะ​ให้​ดำ​เนินสายกลาง​ ​นั่นคือ​ถ้า​เน้นเพียงด้าน​ใด​ด้านหนึ่ง​ ​แล้ว​ละ​เลยอีกด้านหนึ่ง​ ​ก็​เป็น​การสุดโต่งไป​

​หลวงปู่ท่านแนะนำ​ลูกศิษย์ลูกหาที่มุ่งปฏิบัติธรรมว่า​ ให้​อ่านตำ​รับตำ​รา​ส่วน​ที่​เป็น​พระวินัย​ให้​เข้า​ใจ​ ​เพื่อที่​จะ​ปฏิบัติ​ไม่​ผิด​ ​แต่​ใน​ส่วน​ของพระธรรม​นั้น​ให้​ตั้งใจปฏิบัติ​เอา​

​จาก​คำ​แนะนำ​นี้​แสดงว่าหลวงปู่ถือเรื่อง​ การปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ตามพระวินัย​เป็น​เรื่องสำ​คัญ​ ​และ​จะ​ต้อง​มาก่อน​ ​ศึกษา​ให้​เข้า​ใจ​ ​และ​ปฏิบัติตน​ให้​ถูก​ ​แล้ว​เรื่องคุณธรรม​และ​ปัญญา​สามารถ​สร้างเสริมขึ้น​ได้​ถ้า​ตั้งใจ​

​ยกตัวอย่าง​ใน​กรณีของ​ หลวงตา​แนน​

​หลวงตา​แนน​ไม่​เคยเรียนหนังสือ​ ​ท่านมาบวชพระ​เมื่อวัยเลย​ ​กลางคนไป​แล้ว​ ​ท่าน​เป็น​พระที่มี​ความ​ตั้งใจดี​ ​ว่าง่ายสอนง่าย​ ​ขยัน​ ​ปฏิบัติกิจวัตร​ไม่​ขาดตกบกพร่อง​ ​เห็นพระรูป​อื่น​เขา​ออกไปธุดงค์ก็อยากไป​ด้วย​ ​จึง​ไปขออนุญาตหลวงปู่​

​เมื่อ​ได้​รับอนุญาต​แล้ว​ ​หลวงตา​แนนก็​ให้​บังเกิด​ความ​วิตกกังวล​ ​ปรับทุกข์ขึ้นว่า​ “​กระผม​ไม่​รู้หนังสือ​ ​ไม่​รู้ภาษาพูด​เขา​ ​จะ​ปฏิบัติ​กับ​เขา​ได้​อย่างไร​”

​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ด้วย​เมตตาว่า​

“​การปฏิบัติ​ไม่​ได้​เกี่ยว​กับ​อักขระ​ ​พยัญชนะ​ ​หรือ​คำ​พูดอะ​ไรหรอก​ ​ที่รู้ว่าตน​ไม่​รู้ก็ดี​แล้ว​ ​สำ​หรับวิธีปฏิบัติ​นั้น​ ​ใน​ส่วน​วินัย​ให้​พยายาม​ ​ดู​แบบ​เขา​ ​ดู​แบบอย่างครูบาอาจารย์​ผู้​นำ​ ​อย่าทำ​ให้​ผิดแผก​จาก​ท่าน​ ​ใน​ส่วน​ธรรมะ​นั้น​ให้​ดูที่จิตของตัวเอง​ ​ปฏิบัติที่จิต​ ​เมื่อ​เข้า​ใจจิต​แล้ว​อย่าง​อื่น​ก็​เข้า​ใจ​ได้​เอง​”

​เนื่อง​จาก​หลวงปู่​ได้​อบรมสั่งสอนลูกศิษย์​ผู้​ปฏิบัติมามากต่อมาก​ ​ท่าน​จึง​ให้​ข้อสังเกต​ใน​การปฏิบัติธรรมระหว่าง​ผู้​ที่​เรียนน้อย​กับ​ผู้​ที่​เรียนมากมาก่อนว่า​

“​ผู้​ที่​ยัง​ไม่​รู้หัวข้อธรรมอะ​ไรเลย​ ​เมื่อปฏิบัติอย่างจริงจังมัก​จะ​ได้​ผล​เร็ว​ ​เมื่อ​เขา​ปฏิบัติจน​เข้า​ใจจิต​ ​หมดสงสัยเรื่องจิต​แล้ว​ ​หันมาศึกษาตริตรองข้อธรรม​ใน​ภายหลัง​ ​ก็​จะ​รู้​แจ้งแทงตลอดแตกฉานน่าอัศจรรย์​”

“​ส่วน​ผู้​ที่ศึกษา​เล่า​เรียนมาก่อน​ ​แล้ว​จึง​หันมาปฏิบัติต่อภายหลัง​ ​จิต​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิยากกว่า​เพราะ​ชอบ​ใช้​วิตกวิจารมาก​ ​เมื่อจิตวิตกวิจารมาก​ ​วิจิกิจฉาก็มาก​ ​จึง​ยากที่​จะ​ประสบผลสำ​เร็จ​”

​อย่างไรก็ตามข้อสังเกตดังกล่าว​ ​หลวงปู่ย้ำ​ว่า​ “​แต่​ทั้ง​นี้ก็​ไม่​เสมอไปที​เดียว​” ​แล้ว​ท่าน​ให้​ข้อแนะนำ​ต่อไปอีกว่า​

“​ผู้​ที่ศึกษาทางปริยัติจนแตกฉานมาก่อน​แล้ว​ ​เมื่อหันมามุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง​ ​จน​ถึง​ขั้นอธิจิต​ ​อธิปัญญา​แล้ว​ ​ผลสำ​เร็จก็​จะ​ยิ่งวิ​เศษขึ้นไปอีก​ ​เพราะ​เป็น​การเดินตามแนวทางปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ย่อมแตกฉาน​ ​ทั้ง​อรรถะ​และ​พยัญชนะ​ ​ฉลาด​ใน​การชี้​แจงแสดงธรรม​”

​หลวงปู่​ได้​ยกตัวอย่างพระ​เถระ​ทั้ง​ใน​อดีต​และ​ปัจจุบันเพื่อสนับสนุน​ ​ความ​คิดดังกล่าว​ ​ก็มีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์​ (สิริจนฺ​โท​ ​จันทร์) ​แห่งวัดบวรนิวาส​ ​กรุงเทพฯ​ ​และ​ท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ณานสมฺปนฺ​โน​ ​แห่งสำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​จังหวัดอุดรธานี​ ​เป็น​ต้น​

​ทั้ง​สององค์นี้​ “​ได้​ทั้ง​ปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ปฏิ​เวธ​ ​อาจหาญชาญฉลาด​ใน​การแสดงธรรม​ ​เป็น​ประ​โยชน์​ใหญ่​หลวงแก่พระศาสนา​เป็น​อย่างยิ่ง​”

​โดย​สรุป​ ​หลวงปู่สนับสนุน​ทั้ง​ตำ​รา​ ​คือ​ ​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ต้อง​ไป​ด้วย​กัน​ ​และ​ท่านย้ำ​ว่า​

“​ผู้​ใด​หลงใหล​ใน​ตำ​รา​และ​อาจารย์​ ​ผู้​นั้น​ไม่​อาจพ้นทุกข์​ได้​ ​แต่​ผู้​ที่​จะ​ ​พ้นทุกข์​ได้​ ​ต้อง​อาศัยตำ​รา​และ​อาจารย์​เหมือน​กัน​”

​ที่ผ่านมา​ได้​กล่าว​ถึง​การสอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ว่า​ ​ท่าน​ไม่​ทิ้ง​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ ​ต้อง​มีประกอบ​กัน​

​ต่อไปนี้​เป็น​ตัวอย่างการสอนของหลวงปู่​จาก​ประสบการณ์ของหลวงพ่อเพิ่ม​ ​กิตฺติวฒฺ​โน​ (พระมงคลวัฒนคุณ) ​แห่งวัดถ้ำ​ไตรรัตน์​ ​อำ​เภอปากช่อง​ ​จังหวัดนครราชสีมา​ ​ขอยกข้อ​ความ​มาดังนี้​
​การศึกษา​ความ​รู้​กับ​หลวงปู่ดูลย์​เมื่อครั้งที่ท่าน​ (หลวงพ่อเพิ่ม) ​ยัง​เป็น​สามเณรน้อย​ ​ได้​รับการชี้​แนะอบรมพร่ำ​สอน​จาก​หลวงปู่ดูลย์อย่าง​ใกล้​ชิด​ ​โดย​ท่าน​จะ​เน้น​ให้​ศิษย์ของท่านมี​ความ​สำ​นึกตรึก​อยู่​ใน​จิตเสมอ​ถึง​สภาวะ​ความ​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบันว่า​

​บัดนี้​เรา​ได้​บวชกายบวชใจ​เข้า​มา​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​ ​เป็น​สมณะที่ชาวบ้าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ความ​เคารพบูชา​ ​ทั้ง​ยัง​อุปัฏฐากอุปถัมภ์ค้ำ​จุน​ด้วย​ปัจจัยสี่​ ​ควรที่​จะ​กระทำ​ตน​ให้​สม​กับ​ที่​เขา​เคารพบูชา​ ​ถือประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด​ ​ไม่​ฝ่าฝืน​ทั้ง​ที่ลับ​และ​ที่​แจ้ง​

​พระ​เณรที่มาบวช​กับ​ท่าน​ ​หลวงปู่จึง​ให้​ศึกษา​ทั้ง​ใน​ด้านปริยัติ​และ​ปฏิบัติควบคู่​กัน​ไป​

ด้านปริยัติ ​ท่าน​ให้​เรียนนักธรรม​ ​บาลี​ ​ไวยากรณ์​ ​ให้​เรียนรู้​ถึง​เรื่องศีลธรรม​ ​พระวินัย​ ​เพื่อ​จะ​ได้​จดจำ​นำ​ไปประพฤติปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ ​ไม่​ออกนอกลู่นอกทางที่พระพุทธองค์ทรงวาง​ไว้​ ​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​สามารถ​ดำ​รงตน​อยู่​ได้​อย่างเหมาะสมเยี่ยง​ผู้​ถือบวช​ ​ที่ชาวบ้าน​เขา​ศรัทธากราบไหว้บูชา​

ด้านปฏิบัติ​ ​ท่านเน้นหนัก​เป็น​พิ​เศษ​ให้​พระ​เณรทุกรูปทุกองค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน​ ​เพราะ​การปฏิบัติพระธรรมกัมมัฏฐานนี้​ ​จะ​เป็น​การฝึกกายฝึกจิต​ให้​ผู้​ศึกษาธรรม​ ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​โดย​สภาพที่​เป็น​จริง​ ​อันเกิด​จาก​การรู้การเห็นของตนเอง​ ​ไม่​ใช่​เกิด​จาก​การอ่านจดจำ​จาก​ตำ​รับตำ​รา​ ​ซึ่ง​เป็น​การรู้​ด้วย​ ​สัญญา​แห่งการจำ​ได้​หมายรู้​ ​คือรู้​แต่​ยัง​ไม่​เห็น​ ​ยัง​ไม่​แจ้ง​ ​แทงตลอดอย่างแท้จริง​

​ข้อธรรมกัมมัฏฐานที่หลวงปู่ดูลย์​ ​ท่าน​ให้​พิจารณา​อยู่​เป็น​เนืองนิตย์ก็คือ​ ​หัวข้อกัมมัฏฐานที่ว่า​ สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​สพฺพสญฺญา​ ​อนตฺตา

​การพิจารณาตามหัวข้อธรรมกัมมัฏฐานดังกล่าวนี้​ ​หาก​ได้​พิจารณาทบทวนอย่างสม่ำ​เสมอ​แล้ว​ ​ใน​เวลาต่อมาก็​จะ​ ​รู้​แจ้งสว่างไสว​ ​เข้า​ใจ​ได้​ชัดว่า​ สังขาร​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ปวง​ ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​เที่ยงแท้​ ​หา​ความ​จีรังยั่งยืน​ไม่​ได้​ ​มีการเกิดดับ​ - ​เกิดดับ​อยู่​ตลอดเวลา​

​เมื่อพิจารณา​เห็นอย่างนี้​แล้ว​ ​จะ​ทำ​ให้​เลิกละ​จาก​การยึดถือตัวตนบุคคลเราท่าน​ ​เพราะ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​แล้ว​ว่า​ ​สังขารที่​เรารักหวงแหน​นั้น​ ​ไม่​ช้า​ไม่​นานมันก็​ต้อง​เสื่อมสูญดับไปตามสภาวะของมัน​ ​ไม่​อาจที่​จะ​ฝ่าฝืน​ได้​

เมื่อสังขารดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัว​เป็น​ตนก็​จะ​ไม่​มี​ ​เพราะ​ไม่​ได้​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​ครั้นเมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดหายไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิด​ได้​อย่างไร​

23 มิถุนายน 2550

๒ แนวทางการทำ​สมาธิภาวนา


​สำ​หรับศิษยานุศิษย์ที่​เป็น​ภิกษุสามเณร​ ​และ​ปรารถนา​จะ​เจริญงอกงาม​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​นั้น​ ​หลวงปู่​จะ​ ​ชี้​แนะ​แนวทางดำ​เนินปฏิปทา​ไว้​ ๒ ​แนวทาง​ ​ซึ่ง​ท่าน​ให้​ความ​เห็นว่า​ ผู้​ที่​จะ​เป็น​ศาสนทายาท​นั้น​ ​ควรทำ​การศึกษา​ทั้ง​สองด้าน​ ​คือ​ ​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​

​ดัง​นั้น​ ​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ว่า​ ​ผู้​ที่อายุ​ยัง​น้อย​และ​มี​แวว​ ​มี​ความ​สามารถ​ใน​การศึกษา​เล่า​เรียนก็​ให้​เล่า​เรียนพระปริยัติธรรมไปก่อน​ ​ใน​เวลาที่ว่าง​จาก​การศึกษา​ ​ก็​ให้​ฝึกฝนปฏิบัติสมาธิภาวนา​ไป​ด้วย​ เพราะ​จิตใจที่สงบ​ ​มีสมาธิ​ ​ย่อมอำ​นวยผลดี​แก่การเล่า​เรียน

​เมื่อมี​ผู้​สามารถ​ที่​จะ​ศึกษา​เล่า​เรียนต่อไป​ใน​ชั้นสูงๆ​ ​ได้​ ​หลวงปู่ก็​จะ​จัดส่ง​ให้​ไปเรียนต่อ​ใน​สำ​นักต่างๆ​ ​ที่กรุงเทพฯ​ ​หรือ​ที่​อื่น​ที่​เจริญ​ด้วย​การศึกษาด้านปริยัติธรรม​

​ศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่​จึง​มีมากมายหลายรูปที่ศึกษาพระปริยัติธรรมจบชั้นสูงๆ​ ​ถึง​เปรียญ​ ๘ ​เปรียญ​ ๙ ​ประ​โยค​ ​หรือ​จบระดับปริญญา​จาก​มหาวิทยาลัยสงฆ์​ ​จนกระทั่งไปศึกษาต่อ​ยัง​ต่างประ​เทศ​ ​เช่น​ ​อินเดีย​ ​ออสเตรเลีย​ ​ฝรั่งเศส​ ​และ​สหรัฐอเมริกา​

สำ​หรับอีกแนวทางหนึ่งนั้น​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่มีอายุมาก​แล้ว​ก็ดี​ ​ผู้​ที่รู้สึกว่ามันสมอง​ไม่​อำ​นวยต่อการศึกษาก็ดี​ ​ผู้​ที่สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานก็ดี​ ​หลวงปู่ก็​แนะนำ​ให้​ศึกษาพระธรรมวินัย​ให้​พอ​เข้า​ใจ​ ​ให้​พอคุ้มครองรักษาตัวเอง​ให้​สมควรแก่สมณสารูป​ ​แล้ว​จึง​มุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐานต่อไป​ให้​จริงจัง​

​ก็​แลสำ​หรับ​ผู้​ที่​เลือกแนวทางที่สอง​นั้น​ ​หลวงปู่​ยัง​ได้​ชี้​แนะ​ ​ไว้​อีก​ ๒ ​วิธี​

​คือ​ ​ผู้​ที่​ใฝ่​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานตามแบบ​ฉบับ​ของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​หลวงปู่ก็​จะ​แนะนำ​และ​ส่ง​ให้​ไป​อยู่​รับการศึกษาอบรม​กับ​ครูบาอาจารย์จังหวัดสกลนคร​ ​อุดรธานี​ ​และ​หนองคาย​

​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งที่สำ​นักวัดป่าอุดมสมพร​ ​และ​สำ​นักถ้ำ​ขามของท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​อาจา​โร​ ​หลวงปู่​ได้​ฝากฝังไป​อยู่​มากที่สุด​ ​และ​มา​ใน​ระยะหลังมีฝากไปที่สำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​ของท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ญาณสมฺปนฺ​โน​ ​บ้าง​

​เป็น​ที่สังเกตว่า​ ​ไม่​มีลูกศิษย์ลูกหาที่สนใจใฝ่​ใน​กิจธุดงค์คน​ใด​ที่​ ​หลวงปู่​จะ​แนะนำ​ให้​ไปเอง​ ​หรือ​เที่ยวเสาะ​แสวงหา​เอา​เอง​ ​หรือ​เดินทางไปสำ​นัก​นั้นๆ​ ​เอง​

​ใน​เรื่องนี้ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนียืนยันว่า​ ​หลวงปู่​เคย​ใช้​ให้​ท่านเจ้าคุณเอง​เป็น​ผู้​นำ​พระ​ไปฝาก​ไว้​ที่สำ​นักท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​หลายเที่ยวหลายชุด​ด้วย​กัน​ ​ศิษย์ที่​ได้​รับการฝึกอบรม​จาก​สำ​นัก​ ​ท่านอาจารย์ฝั้น​นั้น​ก็​ได้​กลับมาบำ​เพ็ญประ​โยชน์​แก่การพระศาสนา​ ​ด้านวิปัสสนาธุระที่จังหวัดสุรินทร์​และ​บุรีรัมย์หลายท่าน​ด้วย​กัน​ ​จนกระทั่งมี​ไปเผยแพร่พระศาสนา​ใน​ด้านนี้​ถึง​สหรัฐอเมริกาก็หลายรูป​ ​ใน​ปัจจุบันนี้​ ​ทั้ง​นี้ก็​เป็น​เพราะ​ผลการสังเกตเห็นแวว​และ​ส่งเสริมสนับสนุนของหลวงปู่นั่นเอง​

​ส่วน​อีกวิธีหนึ่ง​นั้น​ ​หลวงปู่ชี้​แนะ​ไว้​สำ​หรับ​ผู้​ที่สนใจ​จะ​ปฏิบัติทางด้าน​ ​สมาธิวิปัสสนา​เพียงอย่างเดียว​ ​ไม่​สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​อาจ​เป็น​ด้วย​ไม่​ชอบการนุ่งห่มแบบ​นั้น​ ​หรือ​มีสุขภาพ​ไม่​เหมาะ​แก่การฉันอาหาร​ ​มื้อเดียว​ ​หรือ​เพราะ​เหตุผล​อื่น​ใด​ก็ตาม​

​หลวงปู่​จะ​ไม่​แนะนำ​ให้​ไปที่​ไหน​ ​แต่​ให้​อยู่​กับ​ที่ที่ตนยินดีชอบใจ​ใน​จังหวัดสุรินทร์​หรือ​บุรีรัมย์​ ​อาจ​เป็น​ที่วัดบูรพาราม​หรือ​วัดไหน​ ​ก็​ได้​ที่รู้สึกว่า​อยู่​สบาย​

​หลวงปู่ถือว่า​ ​การปฏิบัติธรรมอย่างนี้​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​เดินทางไปที่​ไหนใน​เมื่อกายยาว​ ๑ ​วา​ ​หนา​ ๑ ​คืบ​ ​นี้​แล​ ​เป็น​ตัวธรรม​ ​เป็น​ตัวโลก​ ​เป็น​ที่​เกิดแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ดับแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ที่พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ได้​อาศัยบัญญัติ​ไว้​ซึ่ง​ธรรม​ทั้ง​ปวง​ ​แม้​ใครใคร่​จะ​ปฏิบัติธรรมก็​ต้อง​ ​ปฏิบัติที่กาย​และ​ใจเรานี้​ ​หา​ได้​ไปปฏิบัติที่​อื่น​ไม่​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​หอบสังขารไปที่​ไหน​ ​ถ้า​ตั้งใจจริง​แล้ว​ ​นั่ง​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​ ​นอน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ยืน​อยู่​ที่​ไหน​ ​เดิน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​นั่นแล​


​ยิ่งกว่า​นั้น​หลวงปู่อธิบายว่า​ ยิ่ง​ผู้​ใด​สามารถ​ปฏิบัติภาวนา​ ​ใน​ท่ามกลาง​ความ​วุ่นวายของบ้านเมืองที่มี​แต่​ความ​อึกทึกครึกโครม​ ​หรือ​แม้​แต่กระทั่ง​ใน​ขณะที่รอบๆ​ ​ตัวมี​แต่​ความ​เอะอะวุ่นวาย​ ​ก็​สามารถ​กำ​หนดจิตตั้งสมาธิ​ได้​ ​สมาธิที่​ผู้​นั้น​ทำ​ให้​เกิด​ได้​ ​จึง​เป็น​สมาธิที่​เข้มแข็ง​และ​มั่นคงกว่าธรรมดา​ ​ด้วย​เหตุที่​สามารถ​ต่อสู้​เอาชนะสภาวะที่​ไม่​เป็น​สัปปายะ​ ​คือ​ ​ไม่​อำ​นวยนั่นเอง​ ​เพราะ​ว่าสถานที่ที่​เปลี่ยววิ​เวก​นั้น​ย่อม​เป็น​สัปปายะ​ ​อำ​นวย​ให้​เกิด​ความ​สงบ​อยู่​แล้ว​ ​จิตใจย่อม​จะ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ได้​ง่าย​เป็น​ธรรมดา

​หลวงปู่​ยัง​เคยบอก​ด้วย​ว่า​ การเดินจงกรมจนกระทั่งจิตหยั่งลงสู่​ความ​สงบ​นั้น​ ​จะ​เกิดสมาธิที่​แข็งแกร่งกว่าสมาธิที่สำ​เร็จ​ ​จาก​การนั่ง​หรือ​นอน​ ​หรือ​แม้​แต่การ​เข้า​ป่ายิ่งนัก​

​ด้วย​เหตุนี้​จะ​สังเกตว่า​ ​ใน​แถบจังหวัดสุรินทร์​ ​บุรีรัมย์​ ​จะ​มีนักปฏิบัติหลายท่านชอบไปนั่งทำ​สมาธิ​ใกล้ๆ​ ​วงพิณพาทย์​ ​หรือ​ใกล้ๆ​ ​ที่ที่มี​เสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ​ ​ยิ่งดังเอะอะน่า​เวียนหัว​เท่า​ไหร่ก็ยิ่งชอบ​

​อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำ​สมาธิ​นั้น​ ​ตาม​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ย่อม​ไม่​เลือกสถานที่ปฏิบัติก็ตาม​ ​แต่สำ​หรับ​ผู้​ที่มีจิตเบา​ ​วอกแวกง่าย​ ​หรือ​ผู้​ที่​ต้อง​การ​ “​เครื่องทุ่นแรง​” ​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยสภาพแวดล้อมที่อำ​นวย​ความ​สงบ​ ​พึงแสวงหาสถานที่​ ​วิ​เวก​หรือ​ออกธุดงค์กัมมัฏฐานแสวงหาที่สงัดที่​เปลี่ยว​ ​เช่น​ ​ถ้ำ​ ​เขา​ ​ป่าดง​หรือ​ป่าช้าที่น่าสพึงกลัว​ ​จะ​ได้​เป็น​เครื่องสงบจิต​ ​ไม่​ให้​ฟุ้งซ่าน​ ​และ​ตก​อยู่​ภาย​ใต้​การควบคุมของสติ​ได้​โดย​ง่าย​ ​ก็​จะ​ทำ​ให้​การบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาสำ​เร็จ​ได้​สะดวกยิ่งขึ้น​

22 มิถุนายน 2550

๑ จิตคือพุทธะ​

ใน​หมู่​ผู้​ปฏิบัติธรรมสายพระกัมมัฏฐาน​ ​ทั้ง​พระภิกษุ​และ​ฆราวาส​ ​ให้​การยอมรับว่า​ “​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​นับ​เป็น​พระองค์ที่มี​ความ​รู้ลึกซึ้ง​ใน​เรื่องของจิตมาก​ ​จนกระทั่ง​ได้​รับสมญาว่า​เป็น​บิดา​แห่งการภาวนาจิต​”

​ประจักษ์พยานแห่งสมญานามดังกล่าว​จะ​เห็น​ได้​จาก​ ​คำ​เทศน์​ ​คำ​สอน​ ​และ​ความ​สนใจของหลวงปู่​ ​อยู่​ใน​เรื่อง​ “​จิต​” ​เพียงอย่างเดียว​ ​เรื่อง​อื่น​นอก​จาก​นั้น​หา​ได้​อยู่​ใน​ความ​สนใจของหลวงปู่​ไม่​

​ด้วย​ความ​ลึกซึ้ง​ใน​เรื่องจิต​ ​จึง​ทำ​ให้​หลวงปู่ประกาศหลักธรรม​ ​โดย​ใช้​คำ​ว่า​ “​จิต​ ​คือ​ ​พุทธะ​” ​โดย​เน้นสาระ​เหล่านี้​ ​เช่น​

“​พระพุทธเจ้า​ทั้ง​ปวง​ ​และ​สัตว์​โลก​ทั้ง​นั้น​ ​ไม่​ได้​เป็น​อะ​ไรเลย​ ​นอก​จาก​เป็น​เพียงจิตหนึ่ง​ ​นอก​จาก​จิตหนึ่งนี้​แล้ว​ ​ไม่​มีอะ​ไรตั้ง​อยู่​เลย​”

“​จิตหนึ่ง​ ​ซึ่ง​ปราศ​จาก​การตั้งต้นนี้​ ​เป็น​สิ่งที่มิ​ได้​เกิดขึ้น​ ​และ​ไม่​อาจถูกทำ​ลาย​ได้​เลย​”

​จิตหนึ่ง​เท่า​นั้น​ที่​เป็น​พระพุทธะ​ ​ดังคำ​ตรัสที่ว่า​

“​ผู้​ใด​เห็นจิต​ ​ผู้​นั้น​เห็นเรา​
​ผู้​ใด​เห็นปฏิจฺจสมุปฺบาท​ ​ผู้​นั้น​เห็นธรรม​
​ผู้​ใด​เห็นธรรม​ ​ผู้​นั้น​เห็นตถาคต​”

​ใน​การสอนของหลวงปู่​ ​ท่าน​จะ​เตือนสติสานุศิษย์​เสมอๆ​ ​ว่า​

“​อย่าส่งจิตออกนอก​”

​หลวงปู่​ยัง​สอนแนวทางปฏิบัติ​ ​อีกว่า​ “​จงทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​ ​เมื่อเห็นจิต​ได้​ ​ก็​จะ​สามารถ​แยกรูป​ ​ถอด​ด้วย​วิชชามรรคจิต​ ​เพื่อที่​จะ​แยกรูป​กับ​กาย​ให้​อยู่​คนละ​ส่วน​ ​และ​จะ​เข้า​ใจพฤติของจิต​ได้​ใน​ลำ​ดับต่อไป​”

​คำ​สอนเกี่ยว​กับ​เรื่องจิตของหลวงปู่​ ​ที่มีการบันทึก​ไว้​ใน​ที่​อื่นๆ​ ​อีก​ ​ก็มี​เช่น​ :-

“​หลักธรรมที่​แท้จริง​ ​คือ​ ​จิต​ ​จิตของเราทุกคนนั่นแหละ​ ​คือหลักธรรมสูงสุด​ใน​จิตใจเรา​ ​นอก​จาก​นั้น​แล้ว​ ​ไม่​มีหลักธรรม​ใดๆ​ ​เลย​

​จิตนี้​แหละ​ ​คือ​ ​หลักธรรม​ ​ซึ่ง​นอกไป​จาก​นั้น​แล้ว​ก็​ ​ไม่​ใช่​จิต​ ​แต่จิต​นั้น​โดย​ตัวมันเองก็​ไม่​ใช่​จิต​

​ขอ​ให้​เลิกละการคิด​และ​การอธิบายเสีย​ให้​หมดสิ้น​ ​เมื่อ​นั้น​เราอาจกล่าว​ได้​ว่า​ ​คลองแห่งคำ​พูด​ได้​ถูกตัดทอนไป​แล้ว​ ​พิษของจิตก็​ได้​ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น​

​จิต​ใน​จิตก็​จะ​เหลือแต่​ความ​บริสุทธิ์​ซึ่ง​มี​อยู่​ประจำ​แล้ว​ทุกคน​”

​ด้วย​เหตุนี้​ ​การสอนของหลวงปู่​จึง​ไม่​เน้นที่การพูด​ ​การคิด​หรือ​การเทศนาสั่งสอน​ ​แต่ท่าน​จะ​เน้นที่การภาวนา ​และ​ให้​ดูลงที่จิตใจของตนเอง​ อย่า​ไปดูสิ่ง​อื่น​ ​เช่น​ ​อย่า​ไปสนใจดูสวรรค์​ ​ดูนรก​ ​หรือ​สิ่ง​อื่น​ใด​ ​แต่​ให้​ดูที่จิตของตนเอง​ ​ให้​ดู​ไปภาย​ใน​ตนเอง​

“​อย่าส่งจิตออกนอก​” ​จึง​เป็น​คำ​ที่หลวงปู่​เตือนลูกศิษย์​อยู่​เสมอ​

21 มิถุนายน 2550

บทนำ​

รู้ตัว​อยู่​เสมอ​


พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ! ​เรากล่าวว่า​ ​สติมีประ​โยชน์​ใน​ที่​ทั้ง​ปวง​”

​ใน​มุฏฐัสสติสูตร​ ​กล่าว​ถึง​ประ​โยชน์ของสติ​ไว้​ว่า​ ​ทำ​ให้​คนหลับอย่าง​เป็น​สุข​ ​ตื่น​อยู่​ก็​เป็น​สุข​ ​ไม่​ฝันลามก​ ​เทวดารักษา​ ​น้ำ​อสุจิ​ไม่​เคลื่อน​

​อีกแห่งหนึ่ง​ ​พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ผู้​มีสติคุ้มครองตน​แล้ว​ย่อม​อยู่​เย็น​เป็น​สุข​”

​พูดง่ายๆ​ ​ว่า​ ​มีสติ​เพียงอย่างเดียว​ ​สบายไปแปดอย่างว่างั้นเถอะ​

​พระสงฆ์องค์​เจ้า​โดย​ทั่ว​ไปต่างเจริญสติ​กัน​ทั้ง​นั้น​ ​อย่างหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โลท่านก็​เป็น​พระมหา​เถระอีกรูปหนึ่ง​ ​ที่ฝึกตน​ด้วย​สติ​และ​สอน​ให้​ผู้​อื่น​ใช้​สติ​

​ใน​การ​ใช้​ชีวิตประจำ​วันของคนเรา​ ​หลวงปู่ดูลย์บอก​ให้​เอาสติกำ​กับ​ ​ให้​เป็น​อยู่​ด้วย​สติ​ ​ไม่​ว่า​จะ​อยู่​ใน​อิริยาบถไหน​ ​ให้​รู้ตัว​อยู่​เสมอ​ ​รู้​อยู่​เฉยๆ​ ​ไม่​ต้อง​ไปจำ​แนกแยกแยะว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​นั่น​เป็น​นั่น​ ​นี่​เป็น​นี่​ ​การฝึกครั้งแรกค่อนข้างยากหน่อย​ ​ท่านบอกว่า​เมื่อรักษา​ได้​สักครู่​ ​จิต​จะ​คิดแส่​ไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​โดย​ไม่​มีทางรู้ทันก่อน​ ​ซึ่ง​เป็น​ธรรมดาของ​ผู้​ฝึก​ใหม่​ ​ต่อเมื่อจิตแล่นไปคิด​ใน​อารมณ์​นั้นๆ​ ​จนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​รู้สึกตัวขึ้นมา​เอง​

​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ไม่​ต้อง​ไปเคร่งเครียดอะ​ไรมาก​ ​ขอ​ให้​รู้ตัวเอา​ไว้​

​ภายหลังจิตท่องเที่ยวไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​แล้ว​ ​เมื่อรู้สึกตัว​ทั่ว​พร้อม​ ​ให้​พิจารณา​เปรียบเทียบสภาวะของตน​ ​ใน​ระหว่างที่จิตเที่ยวไป​กับ​ใน​ระหว่างที่จิตมี​ความ​รู้ตัว​ ​ว่ามันแตกต่าง​กัน​อย่างไร​

​รู้​ไว้​ทำ​ไม​ ?

​ก็​เพื่อ​เป็น​อุบายสอนใจตน​ให้​รู้จักจดจำ​

​ขณะที่จิตเที่ยวไปจุ้นจ้าน​อยู่​ที่นั่นที่นี่​ ​จิต​จะ​ไร้พลังประสบ​กับ​ความ​กระวนกระวาย​ ​เหน็ดเหนื่อย​ ​เป็น​ทุกข์พอสมควร​ ​ขณะ​นั้น​เรา​ไม่​รู้ตัว​ ​แต่ขณะที่จิตหยุด​อยู่​ ​เพราะ​มีสติวิ่งมา​นั้น​ ​จิต​จะ​สงบ​ ​รู้ตัว​ ​เยือกเย็น​ ​สุขสบาย​

​ลองเปรียบเทียบขณะจิต​ทั้ง​สองเวลา​นั้น​ ​ก็​จะ​รู้​โทษของการแส่​ไปตามอารมณ์​กับ​คุณของการรู้ตัว​ ​แล้ว​จะ​เกิด​ความ​รู้สึกว่าอยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตชนิดไหน​

​แน่นอนที่สุด​ ​ใครๆ​ ​ก็อยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตที่มีสติ​

​ทุกครั้งที่จิตวิ่งไปข้างนอก​ ​ให้​พยายามรู้ตัว​ ​แล้ว​ค่อยๆ​ ​ดึงกลับมา​ ​ค่อยๆ​ ​รักษาจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะรู้​อยู่​กับ​ที่ต่อไป​ ​เผลอออกไปดึงกลับมา​ ​อย่างนี้​เรื่อยไป​ ​เมื่อ​ถึง​จุดอิ่มตัว​ ​ก็​จะ​กลับรู้ตัว​ทั่ว​พร้อมอย่างเดิมอีก​

​หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า​

​เมื่อรู้ตัว​แล้ว​ ​ก็พิจารณา​และ​รักษาจิตต่อไป​ ​ด้วย​อุบายอย่างนี้​ไม่​นานนักก็​จะ​สามารถ​คุมจิต​ได้​ ​และ​บรรลุธรรม​ใน​ที่สุด​ ​โดย​ไม่​ต้อง​ไปปรึกษาหารือใคร​

​ข้อห้าม​ ​ใน​เวลาจิตฟุ้งเต็มที่อย่าทำ​ ​เพราะ​ไม่​มีประ​โยชน์​ ​และ​ยัง​ทำ​ให้​บั่นทอนพลัง​ความ​เพียร​ ​ไม่​มีกำ​ลังใจ​ใน​การเจริญจิตครั้งต่อๆ​ ​ไป​

​ใน​กรณีที่​ไม่​สามารถ​ทำ​เช่นนี้​ได้​ ​ให้​ลองนึกคำ​ว่า​ “​พุทโธ​” ​หรือ​คำ​อะ​ไรก็​ได้​ที่​ไม่​เป็น​เหตุ​เย้ายวน​ ​หรือ​เป็น​เหตุขัดเคืองใจ​ ​นึกไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​สังเกตว่า​ ​คำ​ที่นึก​นั้น​ชัดที่สุดที่ตรงไหน​ ​ที่ตรง​นั้น​แหละคือฐานของจิต​

​หลวงปู่ดูลย์​ได้​ให้​ทางแก้​ไว้​ด้วย​โดย​ใช้​ “​พุทโธ​” ​จะ​เป็น​คำ​อื่น​ก็​ได้​ ​แต่คำ​ “​พุทโธ​” ​ดีที่สุด​

​ฐานแห่งจิต​จะ​อยู่​ไม่​คงที่​ ​เปลี่ยนที่​อยู่​ไปเรื่อย​ ​แต่ว่า​อยู่​ใน​กายแน่นอน​ ​ไม่​ต้อง​ไปหานอกกาย​

​ท่านบอกว่าฐานแห่งจิตที่นึก​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏชัดที่สุด​ ​ย่อม​ไม่​มี​อยู่​ภายนอกกายแน่นอน​ ​ต้อง​อยู่​ภาย​ใน​กายแน่​

​แต่​เมื่อพิจารณาดู​ให้​ดี​แล้ว​ ​จะ​เห็นว่าฐานนี้​จะ​ว่า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของร่างกายก็​ไม่​ถูก​ ​ดัง​นั้น​จะ​ว่า​อยู่​ภายนอกก็​ไม่​ใช่​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภาย​ใน​ก็​ไม่​เชิง​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​แสดงว่า​ได้​กำ​หนดถูกฐานแห่งจิต​แล้ว​

​เมื่อกำ​หนดถูก​ ​และ​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏ​ใน​มโนนึกชัดเจนดี​ ​ก็​ให้​กำ​หนดนึกไปเรื่อยๆ​ ​อย่า​ให้​ขาดสาย​ได้​ ​ถ้า​ขาดสายเมื่อ​ใด​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปสู่อารมณ์ทันที​

​เมื่อเสวยอารมณ์อิ่ม​แล้ว​ ​จึง​จะ​รู้สึกตัวเอง​ ​ก็ค่อยๆ​ ​นึกพุทโธต่อไป​ ​ด้วย​อุบายวิธี​ใน​ทำ​นองเดียว​กับ​ที่กล่าว​ไว้​เบื้องต้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ควบคุมจิต​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจ​ได้​เอง​

​เมื่อคุมจิต​ให้​มีอารมณ์​เป็น​หนึ่ง​ได้​ ​ให้​ใช้​สติจดจ่อ​อยู่​ที่ฐานเดิมนั่นแหละ​

​ต่อไปก็ดูว่า​ ​มีอารมณ์อะ​ไรเกิดขึ้นบ้าง​ ​อะ​ไรเกิดขึ้นก็ช่าง​ ​ให้​ละทิ้ง​ให้​หมด​ ​โดย​ละทิ้งทีละอย่าง​ ​อะ​ไรเกิดก่อน​ ​ให้​ละก่อน​ ​อะ​ไรเกิดหลัง​ ​ให้​ละทีหลัง​ ​แล้ว​เอาสติมาดูจิตต่อไป​

กำ​หนดรู้อารมณ์ที่​เกิดขึ้น​ ​และ​ละอารมณ์​นั้นๆ​ ​ให้​หมด​
​กำ​หนดรู้​และ​ละ​ไป​เท่า​นั้น​
​นี่​เป็น​วิถี​แห่งสมาธิของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล

20 มิถุนายน 2550

สารบัญ

คำ​นำ​
​บทนำ​
๑. ​จิตคือพุทธะ​
๒. ​แนวทางการทำ​สมาธิภาวนา​
๓. ​ปริยัติ​-​ปฏิบัติ​
๔. ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​แต่ละระดับ​
๕. ​สมาธิอัน​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​
๖. ​วิธี​เจริญสมาธิภาวนา​
๗. ​อธิบายหลักธรรมสำ​คัญเกี่ยว​กับ​สมาธิ​
๘. ​สมาธิภาวนา​กับ​นิมิต​
๙. ​วิปัสสนูปกิ​เลส​
๑๐. ​เรื่องจิต​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์​
๑๑. ​บันทึกธรรมเทศนา​เกี่ยว​กับ​สมาธิ​
๑๒. ​ประสบการณ์ภาวนา​

​บทธรรมสมาธิ​จาก​พระ​ไตรปิฎก​
๑. ​คุณของอานาปานสติ​
๒. ​วิธี​เจริญอานาปานสติที่มีผลมาก​
๓. ​ฌาน​
๔. ​ผู้​ได้​ฌาน​
๕. ​แสดงญาณ​ความ​รู้​ ​อันสำ​เร็จมา​แต่การเจริญสมาธิ​
๖. ​มหาสติปัฏฐานสูตร.

การเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​ (หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล)

Image

​สมาธิ​
​เรื่องการเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​
​โดย​ ​พระราชวุฒาจารย์​ (หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล)

​ประกายธรรม​ ​รวบรวม​และ​เรียบเรียง​
​ธรรมสภาจัดพิมพ์​เผยแพร่​ ​พุทธศักราช​ ๒๕๔๐



​คำ​นำ​

​หนังสือการทำ​สมาธิ​เรื่องการเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​ ​ของท่านเจ้าคุณพระราชวุฒาจารย์​ ​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​เล่มนี้​ ​เป็น​การรวบรวมบทธรรมเทศนา​เรื่องสมาธิ​และ​วิธีฝึกสมาธิ​จาก​หนังสือ​ ​ประวัติ​ ​ปฏิปทา​ ​และ​คำ​สอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ซึ่ง​รองศาสตราจารย์​ ​ดร​.​ปฐม​ ​นิคมานนท์​ ​ได้​เรียบเรียงขึ้น​จาก​บันทึก​และ​ความ​ทรงจำ​ของพระ​โพธินันทมุนี​ (สมศักดิ์​ ​ปญฺฑิ​โต)

​ธรรมสภาขอกราบขอบพระคุณ​และ​ระลึก​ถึง​ใน​คุณูปการของท่าน​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​ที่​ช่วย​ให้​คำ​สอนอันทรงคุณค่าทางด้านจิตใจของหลวงปู่ดูลย์​ ​ได้​มี​โอกาสเผยแพร่สู่สาธุชน​ผู้​ใฝ่​ใจ​ใน​ธรรมปฏิบัติตามแนวทางของท่าน​ ​ซึ่ง​เป็น​สัมมาปฏิบัติตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​องค์พระศาสดา​แห่งพระพุทธศาสนา​ผู้​ทรง​เป็น​แสงสว่างแห่งโลก​

“​สมาธิ​” ​เป็น​เรื่องของการฝึกอบรมจิต​ใน​ขั้นลึกซึ้ง​ ​เป็น​เรื่องละ​เอียดปราณีต​ ​ทั้ง​ใน​แง่ที่​เป็น​เรื่องของจิตอัน​เป็น​ของละ​เอียด​ ​และ​ใน​แง่การปฏิบัติที่มีรายละ​เอียดกว้างขวางซับซ้อน​

​ลักษณะของจิตที่​เป็น​สมาธิ​นั้น​ ​มีองค์ประกอบสำ​คัญ​ ๓ ​ประการ​ ​คือ​ ​มี​ความ​บริสุทธิ์​ ๑ ​มี​ความ​ตั้งมั่น​ ๑ ​และ​มี​ความ​ว่องไวควรแก่การงาน​ ๑ ​จิตที่มีองค์ประกอบเช่นนี้​เหมาะ​แก่การเอา​ไป​ใช้​ได้​ดีที่สุด​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ใน​การพิจารณาสภาวธรรม​ ​ให้​เกิด​ความ​รู้​แจ้งตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​จนหลุดพ้น​จาก​กิ​เลส​และ​ทุกข์​ทั้ง​ปวง​ ​อัน​เป็น​จุดหมายสูงสุด​ใน​ทางพระพุทธศาสนา​ ​และ​สมาธิก็​ยัง​มีคุณประ​โยชน์อย่าง​อื่น​อีกมากมาย​ ​ซึ่ง​เป็น​ผลขั้นต้น​ใน​ชีวิตประจำ​วัน​ ​อัน​ได้​แก่​

๑) ​เป็น​เครื่องเสริมประสิทธิภาพ​ใน​การทำ​งาน​ ​การเล่า​เรียน​และ​การทำ​กิจทุกอย่าง​
๒) ​ช่วย​ให้​จิตใจผ่อนคลาย​จาก​ความ​เครียด​และ​ความ​กลัดกลุ้มวิตกกังวลต่างๆ​
๓) ​ช่วย​พัฒนาสุขภาพจิต​และ​บุคลิกภาพ​ ​ให้​เป็น​ผู้​ที่มี​ความ​มั่นคงทางอารมณ์​ ​และ​มีภูมิคุ้ม​กัน​โรคทางจิต​
๔) ​ช่วย​เสริมสุขภาพกาย​และ​ใช้​แก้​โรค​ ​เหล่านี้​เป็น​ต้น​

​เมื่อสมาธิมีคุณประ​โยชน์นานัปการดังกล่าว​แล้ว​ ​จึง​เป็น​เรื่องที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษาปฏิบัติ​เป็น​อย่างยิ่ง​

​อนึ่ง​ ​ใน​การฝึกอบรมเจริญสมาธิ​นั้น​ ​มีวิธีการ​และ​รายละ​เอียดมากมาย​ ​ซึ่ง​ผู้​สนใจพึงศึกษา​และ​เลือกปฏิบัติ​ให้​สอดคล้อง​กับ​อุปนิสัยของตน​ ​ก็จักประสบผลสำ​เร็จ​ได้​สมดังประสงค์ทุกประการ​


​ด้วย​ความ​สุจริต​และ​หวังดี​
​ธรรมสภาปรารถนา​ให้​โลกพบ​ความ​สงบสุข.

มุตโตทัย​ ​แนวทางปฏิบัต​ให้​ถึง​ความ​หลุดพ้น


บันทึก​โดย​พระอาจารย์วิริ​ยัง​ค์​ ​สิรินฺธโร​ ( ​ปัจจุบันพระราชธรรมเจติยาจารย์​ ​วัดธรรมมงคล​ ​กรุงเทพฯ​ ) ณ​ ​วัดป่าบ้านนามน​ ​กิ่ง​ ​อ​. ​โคกศรีสุพรรณ​ ​จ​.​สกลนคร พ​.​ศ​. ๒๔๘๖

ซึ่ง​ประกอบ​ด้วย​หัวข้อธรรมดังต่อไปนี้

๑. ​การปฏิบัติ​ ​เป็น​เครื่อง​ยัง​พระสัทธรรม​ให้​บริสุทธิ์
จัดเรียงกึ่งกลาง
​สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมของพระตถาคต​ ​เมื่อ​เข้า​ไปประดิษฐาน​ใน​สันดานของปุถุชน​แล้ว​ ​ย่อมกลาย​เป็น​ของปลอม​ (สัทธรรมปฏิรูป) ​แต่​ถ้า​เข้า​ไปประดิษฐาน​ใน​จิตสันดานของพระอริยเจ้า​แล้ว​ไซร้​ ​ย่อม​เป็น​ของบริสุทธิ์​แท้จริง​ ​และ​เป็น​ของ​ไม่​ลบเลือน​ด้วย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​เมื่อ​ยัง​เพียรแต่​เรียนพระปริยัติถ่ายเดียว​ ​จึง​ยัง​ใช้​การ​ไม่​ได้​ดี​ ​ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจกำ​จัดเหล่า​ ​กะปอมก่า​ ​คือ​ ​อุปกิ​เลส​ ​แล้ว​นั่นแหละ​ ​จึง​จะ​ยัง​ประ​โยชน์​ให้​สำ​เร็จเต็มที่​ ​และ​ทำ​ให้​พระสัทธรรมบริสุทธิ์​ ​ไม่​วิปลาสคลาดเคลื่อน​จาก​หลักเดิม​ด้วย​