21 มิถุนายน 2550

บทนำ​

รู้ตัว​อยู่​เสมอ​


พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ! ​เรากล่าวว่า​ ​สติมีประ​โยชน์​ใน​ที่​ทั้ง​ปวง​”

​ใน​มุฏฐัสสติสูตร​ ​กล่าว​ถึง​ประ​โยชน์ของสติ​ไว้​ว่า​ ​ทำ​ให้​คนหลับอย่าง​เป็น​สุข​ ​ตื่น​อยู่​ก็​เป็น​สุข​ ​ไม่​ฝันลามก​ ​เทวดารักษา​ ​น้ำ​อสุจิ​ไม่​เคลื่อน​

​อีกแห่งหนึ่ง​ ​พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ผู้​มีสติคุ้มครองตน​แล้ว​ย่อม​อยู่​เย็น​เป็น​สุข​”

​พูดง่ายๆ​ ​ว่า​ ​มีสติ​เพียงอย่างเดียว​ ​สบายไปแปดอย่างว่างั้นเถอะ​

​พระสงฆ์องค์​เจ้า​โดย​ทั่ว​ไปต่างเจริญสติ​กัน​ทั้ง​นั้น​ ​อย่างหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โลท่านก็​เป็น​พระมหา​เถระอีกรูปหนึ่ง​ ​ที่ฝึกตน​ด้วย​สติ​และ​สอน​ให้​ผู้​อื่น​ใช้​สติ​

​ใน​การ​ใช้​ชีวิตประจำ​วันของคนเรา​ ​หลวงปู่ดูลย์บอก​ให้​เอาสติกำ​กับ​ ​ให้​เป็น​อยู่​ด้วย​สติ​ ​ไม่​ว่า​จะ​อยู่​ใน​อิริยาบถไหน​ ​ให้​รู้ตัว​อยู่​เสมอ​ ​รู้​อยู่​เฉยๆ​ ​ไม่​ต้อง​ไปจำ​แนกแยกแยะว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​นั่น​เป็น​นั่น​ ​นี่​เป็น​นี่​ ​การฝึกครั้งแรกค่อนข้างยากหน่อย​ ​ท่านบอกว่า​เมื่อรักษา​ได้​สักครู่​ ​จิต​จะ​คิดแส่​ไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​โดย​ไม่​มีทางรู้ทันก่อน​ ​ซึ่ง​เป็น​ธรรมดาของ​ผู้​ฝึก​ใหม่​ ​ต่อเมื่อจิตแล่นไปคิด​ใน​อารมณ์​นั้นๆ​ ​จนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​รู้สึกตัวขึ้นมา​เอง​

​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ไม่​ต้อง​ไปเคร่งเครียดอะ​ไรมาก​ ​ขอ​ให้​รู้ตัวเอา​ไว้​

​ภายหลังจิตท่องเที่ยวไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​แล้ว​ ​เมื่อรู้สึกตัว​ทั่ว​พร้อม​ ​ให้​พิจารณา​เปรียบเทียบสภาวะของตน​ ​ใน​ระหว่างที่จิตเที่ยวไป​กับ​ใน​ระหว่างที่จิตมี​ความ​รู้ตัว​ ​ว่ามันแตกต่าง​กัน​อย่างไร​

​รู้​ไว้​ทำ​ไม​ ?

​ก็​เพื่อ​เป็น​อุบายสอนใจตน​ให้​รู้จักจดจำ​

​ขณะที่จิตเที่ยวไปจุ้นจ้าน​อยู่​ที่นั่นที่นี่​ ​จิต​จะ​ไร้พลังประสบ​กับ​ความ​กระวนกระวาย​ ​เหน็ดเหนื่อย​ ​เป็น​ทุกข์พอสมควร​ ​ขณะ​นั้น​เรา​ไม่​รู้ตัว​ ​แต่ขณะที่จิตหยุด​อยู่​ ​เพราะ​มีสติวิ่งมา​นั้น​ ​จิต​จะ​สงบ​ ​รู้ตัว​ ​เยือกเย็น​ ​สุขสบาย​

​ลองเปรียบเทียบขณะจิต​ทั้ง​สองเวลา​นั้น​ ​ก็​จะ​รู้​โทษของการแส่​ไปตามอารมณ์​กับ​คุณของการรู้ตัว​ ​แล้ว​จะ​เกิด​ความ​รู้สึกว่าอยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตชนิดไหน​

​แน่นอนที่สุด​ ​ใครๆ​ ​ก็อยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตที่มีสติ​

​ทุกครั้งที่จิตวิ่งไปข้างนอก​ ​ให้​พยายามรู้ตัว​ ​แล้ว​ค่อยๆ​ ​ดึงกลับมา​ ​ค่อยๆ​ ​รักษาจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะรู้​อยู่​กับ​ที่ต่อไป​ ​เผลอออกไปดึงกลับมา​ ​อย่างนี้​เรื่อยไป​ ​เมื่อ​ถึง​จุดอิ่มตัว​ ​ก็​จะ​กลับรู้ตัว​ทั่ว​พร้อมอย่างเดิมอีก​

​หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า​

​เมื่อรู้ตัว​แล้ว​ ​ก็พิจารณา​และ​รักษาจิตต่อไป​ ​ด้วย​อุบายอย่างนี้​ไม่​นานนักก็​จะ​สามารถ​คุมจิต​ได้​ ​และ​บรรลุธรรม​ใน​ที่สุด​ ​โดย​ไม่​ต้อง​ไปปรึกษาหารือใคร​

​ข้อห้าม​ ​ใน​เวลาจิตฟุ้งเต็มที่อย่าทำ​ ​เพราะ​ไม่​มีประ​โยชน์​ ​และ​ยัง​ทำ​ให้​บั่นทอนพลัง​ความ​เพียร​ ​ไม่​มีกำ​ลังใจ​ใน​การเจริญจิตครั้งต่อๆ​ ​ไป​

​ใน​กรณีที่​ไม่​สามารถ​ทำ​เช่นนี้​ได้​ ​ให้​ลองนึกคำ​ว่า​ “​พุทโธ​” ​หรือ​คำ​อะ​ไรก็​ได้​ที่​ไม่​เป็น​เหตุ​เย้ายวน​ ​หรือ​เป็น​เหตุขัดเคืองใจ​ ​นึกไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​สังเกตว่า​ ​คำ​ที่นึก​นั้น​ชัดที่สุดที่ตรงไหน​ ​ที่ตรง​นั้น​แหละคือฐานของจิต​

​หลวงปู่ดูลย์​ได้​ให้​ทางแก้​ไว้​ด้วย​โดย​ใช้​ “​พุทโธ​” ​จะ​เป็น​คำ​อื่น​ก็​ได้​ ​แต่คำ​ “​พุทโธ​” ​ดีที่สุด​

​ฐานแห่งจิต​จะ​อยู่​ไม่​คงที่​ ​เปลี่ยนที่​อยู่​ไปเรื่อย​ ​แต่ว่า​อยู่​ใน​กายแน่นอน​ ​ไม่​ต้อง​ไปหานอกกาย​

​ท่านบอกว่าฐานแห่งจิตที่นึก​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏชัดที่สุด​ ​ย่อม​ไม่​มี​อยู่​ภายนอกกายแน่นอน​ ​ต้อง​อยู่​ภาย​ใน​กายแน่​

​แต่​เมื่อพิจารณาดู​ให้​ดี​แล้ว​ ​จะ​เห็นว่าฐานนี้​จะ​ว่า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของร่างกายก็​ไม่​ถูก​ ​ดัง​นั้น​จะ​ว่า​อยู่​ภายนอกก็​ไม่​ใช่​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภาย​ใน​ก็​ไม่​เชิง​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​แสดงว่า​ได้​กำ​หนดถูกฐานแห่งจิต​แล้ว​

​เมื่อกำ​หนดถูก​ ​และ​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏ​ใน​มโนนึกชัดเจนดี​ ​ก็​ให้​กำ​หนดนึกไปเรื่อยๆ​ ​อย่า​ให้​ขาดสาย​ได้​ ​ถ้า​ขาดสายเมื่อ​ใด​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปสู่อารมณ์ทันที​

​เมื่อเสวยอารมณ์อิ่ม​แล้ว​ ​จึง​จะ​รู้สึกตัวเอง​ ​ก็ค่อยๆ​ ​นึกพุทโธต่อไป​ ​ด้วย​อุบายวิธี​ใน​ทำ​นองเดียว​กับ​ที่กล่าว​ไว้​เบื้องต้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ควบคุมจิต​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจ​ได้​เอง​

​เมื่อคุมจิต​ให้​มีอารมณ์​เป็น​หนึ่ง​ได้​ ​ให้​ใช้​สติจดจ่อ​อยู่​ที่ฐานเดิมนั่นแหละ​

​ต่อไปก็ดูว่า​ ​มีอารมณ์อะ​ไรเกิดขึ้นบ้าง​ ​อะ​ไรเกิดขึ้นก็ช่าง​ ​ให้​ละทิ้ง​ให้​หมด​ ​โดย​ละทิ้งทีละอย่าง​ ​อะ​ไรเกิดก่อน​ ​ให้​ละก่อน​ ​อะ​ไรเกิดหลัง​ ​ให้​ละทีหลัง​ ​แล้ว​เอาสติมาดูจิตต่อไป​

กำ​หนดรู้อารมณ์ที่​เกิดขึ้น​ ​และ​ละอารมณ์​นั้นๆ​ ​ให้​หมด​
​กำ​หนดรู้​และ​ละ​ไป​เท่า​นั้น​
​นี่​เป็น​วิถี​แห่งสมาธิของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล

ไม่มีความคิดเห็น: