26 มิถุนายน 2550

๓ ปริยัติ​-​ปฏิบัติ​

ใน​หมู่​ผู้​สนใจศึกษาศาสนา​จะ​มีข้อโต้​แย้ง​กัน​เสมอระหว่าง​ ​การศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​คือศึกษาด้านปริยัติ​ ​กับ​อีกฝ่ายหนึ่งเน้นการปฏิบัติ​และ​ไม่​เน้นการศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​ว่า​แนวทาง​ใด​จะ​ให้​ผลดีกว่า​กัน​

​สำ​หรับหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ท่านเสนอแนะ​ให้​ดำ​เนินสายกลาง​ ​นั่นคือ​ถ้า​เน้นเพียงด้าน​ใด​ด้านหนึ่ง​ ​แล้ว​ละ​เลยอีกด้านหนึ่ง​ ​ก็​เป็น​การสุดโต่งไป​

​หลวงปู่ท่านแนะนำ​ลูกศิษย์ลูกหาที่มุ่งปฏิบัติธรรมว่า​ ให้​อ่านตำ​รับตำ​รา​ส่วน​ที่​เป็น​พระวินัย​ให้​เข้า​ใจ​ ​เพื่อที่​จะ​ปฏิบัติ​ไม่​ผิด​ ​แต่​ใน​ส่วน​ของพระธรรม​นั้น​ให้​ตั้งใจปฏิบัติ​เอา​

​จาก​คำ​แนะนำ​นี้​แสดงว่าหลวงปู่ถือเรื่อง​ การปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ตามพระวินัย​เป็น​เรื่องสำ​คัญ​ ​และ​จะ​ต้อง​มาก่อน​ ​ศึกษา​ให้​เข้า​ใจ​ ​และ​ปฏิบัติตน​ให้​ถูก​ ​แล้ว​เรื่องคุณธรรม​และ​ปัญญา​สามารถ​สร้างเสริมขึ้น​ได้​ถ้า​ตั้งใจ​

​ยกตัวอย่าง​ใน​กรณีของ​ หลวงตา​แนน​

​หลวงตา​แนน​ไม่​เคยเรียนหนังสือ​ ​ท่านมาบวชพระ​เมื่อวัยเลย​ ​กลางคนไป​แล้ว​ ​ท่าน​เป็น​พระที่มี​ความ​ตั้งใจดี​ ​ว่าง่ายสอนง่าย​ ​ขยัน​ ​ปฏิบัติกิจวัตร​ไม่​ขาดตกบกพร่อง​ ​เห็นพระรูป​อื่น​เขา​ออกไปธุดงค์ก็อยากไป​ด้วย​ ​จึง​ไปขออนุญาตหลวงปู่​

​เมื่อ​ได้​รับอนุญาต​แล้ว​ ​หลวงตา​แนนก็​ให้​บังเกิด​ความ​วิตกกังวล​ ​ปรับทุกข์ขึ้นว่า​ “​กระผม​ไม่​รู้หนังสือ​ ​ไม่​รู้ภาษาพูด​เขา​ ​จะ​ปฏิบัติ​กับ​เขา​ได้​อย่างไร​”

​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ด้วย​เมตตาว่า​

“​การปฏิบัติ​ไม่​ได้​เกี่ยว​กับ​อักขระ​ ​พยัญชนะ​ ​หรือ​คำ​พูดอะ​ไรหรอก​ ​ที่รู้ว่าตน​ไม่​รู้ก็ดี​แล้ว​ ​สำ​หรับวิธีปฏิบัติ​นั้น​ ​ใน​ส่วน​วินัย​ให้​พยายาม​ ​ดู​แบบ​เขา​ ​ดู​แบบอย่างครูบาอาจารย์​ผู้​นำ​ ​อย่าทำ​ให้​ผิดแผก​จาก​ท่าน​ ​ใน​ส่วน​ธรรมะ​นั้น​ให้​ดูที่จิตของตัวเอง​ ​ปฏิบัติที่จิต​ ​เมื่อ​เข้า​ใจจิต​แล้ว​อย่าง​อื่น​ก็​เข้า​ใจ​ได้​เอง​”

​เนื่อง​จาก​หลวงปู่​ได้​อบรมสั่งสอนลูกศิษย์​ผู้​ปฏิบัติมามากต่อมาก​ ​ท่าน​จึง​ให้​ข้อสังเกต​ใน​การปฏิบัติธรรมระหว่าง​ผู้​ที่​เรียนน้อย​กับ​ผู้​ที่​เรียนมากมาก่อนว่า​

“​ผู้​ที่​ยัง​ไม่​รู้หัวข้อธรรมอะ​ไรเลย​ ​เมื่อปฏิบัติอย่างจริงจังมัก​จะ​ได้​ผล​เร็ว​ ​เมื่อ​เขา​ปฏิบัติจน​เข้า​ใจจิต​ ​หมดสงสัยเรื่องจิต​แล้ว​ ​หันมาศึกษาตริตรองข้อธรรม​ใน​ภายหลัง​ ​ก็​จะ​รู้​แจ้งแทงตลอดแตกฉานน่าอัศจรรย์​”

“​ส่วน​ผู้​ที่ศึกษา​เล่า​เรียนมาก่อน​ ​แล้ว​จึง​หันมาปฏิบัติต่อภายหลัง​ ​จิต​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิยากกว่า​เพราะ​ชอบ​ใช้​วิตกวิจารมาก​ ​เมื่อจิตวิตกวิจารมาก​ ​วิจิกิจฉาก็มาก​ ​จึง​ยากที่​จะ​ประสบผลสำ​เร็จ​”

​อย่างไรก็ตามข้อสังเกตดังกล่าว​ ​หลวงปู่ย้ำ​ว่า​ “​แต่​ทั้ง​นี้ก็​ไม่​เสมอไปที​เดียว​” ​แล้ว​ท่าน​ให้​ข้อแนะนำ​ต่อไปอีกว่า​

“​ผู้​ที่ศึกษาทางปริยัติจนแตกฉานมาก่อน​แล้ว​ ​เมื่อหันมามุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง​ ​จน​ถึง​ขั้นอธิจิต​ ​อธิปัญญา​แล้ว​ ​ผลสำ​เร็จก็​จะ​ยิ่งวิ​เศษขึ้นไปอีก​ ​เพราะ​เป็น​การเดินตามแนวทางปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ย่อมแตกฉาน​ ​ทั้ง​อรรถะ​และ​พยัญชนะ​ ​ฉลาด​ใน​การชี้​แจงแสดงธรรม​”

​หลวงปู่​ได้​ยกตัวอย่างพระ​เถระ​ทั้ง​ใน​อดีต​และ​ปัจจุบันเพื่อสนับสนุน​ ​ความ​คิดดังกล่าว​ ​ก็มีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์​ (สิริจนฺ​โท​ ​จันทร์) ​แห่งวัดบวรนิวาส​ ​กรุงเทพฯ​ ​และ​ท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ณานสมฺปนฺ​โน​ ​แห่งสำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​จังหวัดอุดรธานี​ ​เป็น​ต้น​

​ทั้ง​สององค์นี้​ “​ได้​ทั้ง​ปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ปฏิ​เวธ​ ​อาจหาญชาญฉลาด​ใน​การแสดงธรรม​ ​เป็น​ประ​โยชน์​ใหญ่​หลวงแก่พระศาสนา​เป็น​อย่างยิ่ง​”

​โดย​สรุป​ ​หลวงปู่สนับสนุน​ทั้ง​ตำ​รา​ ​คือ​ ​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ต้อง​ไป​ด้วย​กัน​ ​และ​ท่านย้ำ​ว่า​

“​ผู้​ใด​หลงใหล​ใน​ตำ​รา​และ​อาจารย์​ ​ผู้​นั้น​ไม่​อาจพ้นทุกข์​ได้​ ​แต่​ผู้​ที่​จะ​ ​พ้นทุกข์​ได้​ ​ต้อง​อาศัยตำ​รา​และ​อาจารย์​เหมือน​กัน​”

​ที่ผ่านมา​ได้​กล่าว​ถึง​การสอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ว่า​ ​ท่าน​ไม่​ทิ้ง​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ ​ต้อง​มีประกอบ​กัน​

​ต่อไปนี้​เป็น​ตัวอย่างการสอนของหลวงปู่​จาก​ประสบการณ์ของหลวงพ่อเพิ่ม​ ​กิตฺติวฒฺ​โน​ (พระมงคลวัฒนคุณ) ​แห่งวัดถ้ำ​ไตรรัตน์​ ​อำ​เภอปากช่อง​ ​จังหวัดนครราชสีมา​ ​ขอยกข้อ​ความ​มาดังนี้​
​การศึกษา​ความ​รู้​กับ​หลวงปู่ดูลย์​เมื่อครั้งที่ท่าน​ (หลวงพ่อเพิ่ม) ​ยัง​เป็น​สามเณรน้อย​ ​ได้​รับการชี้​แนะอบรมพร่ำ​สอน​จาก​หลวงปู่ดูลย์อย่าง​ใกล้​ชิด​ ​โดย​ท่าน​จะ​เน้น​ให้​ศิษย์ของท่านมี​ความ​สำ​นึกตรึก​อยู่​ใน​จิตเสมอ​ถึง​สภาวะ​ความ​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบันว่า​

​บัดนี้​เรา​ได้​บวชกายบวชใจ​เข้า​มา​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​ ​เป็น​สมณะที่ชาวบ้าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ความ​เคารพบูชา​ ​ทั้ง​ยัง​อุปัฏฐากอุปถัมภ์ค้ำ​จุน​ด้วย​ปัจจัยสี่​ ​ควรที่​จะ​กระทำ​ตน​ให้​สม​กับ​ที่​เขา​เคารพบูชา​ ​ถือประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด​ ​ไม่​ฝ่าฝืน​ทั้ง​ที่ลับ​และ​ที่​แจ้ง​

​พระ​เณรที่มาบวช​กับ​ท่าน​ ​หลวงปู่จึง​ให้​ศึกษา​ทั้ง​ใน​ด้านปริยัติ​และ​ปฏิบัติควบคู่​กัน​ไป​

ด้านปริยัติ ​ท่าน​ให้​เรียนนักธรรม​ ​บาลี​ ​ไวยากรณ์​ ​ให้​เรียนรู้​ถึง​เรื่องศีลธรรม​ ​พระวินัย​ ​เพื่อ​จะ​ได้​จดจำ​นำ​ไปประพฤติปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ ​ไม่​ออกนอกลู่นอกทางที่พระพุทธองค์ทรงวาง​ไว้​ ​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​สามารถ​ดำ​รงตน​อยู่​ได้​อย่างเหมาะสมเยี่ยง​ผู้​ถือบวช​ ​ที่ชาวบ้าน​เขา​ศรัทธากราบไหว้บูชา​

ด้านปฏิบัติ​ ​ท่านเน้นหนัก​เป็น​พิ​เศษ​ให้​พระ​เณรทุกรูปทุกองค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน​ ​เพราะ​การปฏิบัติพระธรรมกัมมัฏฐานนี้​ ​จะ​เป็น​การฝึกกายฝึกจิต​ให้​ผู้​ศึกษาธรรม​ ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​โดย​สภาพที่​เป็น​จริง​ ​อันเกิด​จาก​การรู้การเห็นของตนเอง​ ​ไม่​ใช่​เกิด​จาก​การอ่านจดจำ​จาก​ตำ​รับตำ​รา​ ​ซึ่ง​เป็น​การรู้​ด้วย​ ​สัญญา​แห่งการจำ​ได้​หมายรู้​ ​คือรู้​แต่​ยัง​ไม่​เห็น​ ​ยัง​ไม่​แจ้ง​ ​แทงตลอดอย่างแท้จริง​

​ข้อธรรมกัมมัฏฐานที่หลวงปู่ดูลย์​ ​ท่าน​ให้​พิจารณา​อยู่​เป็น​เนืองนิตย์ก็คือ​ ​หัวข้อกัมมัฏฐานที่ว่า​ สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​สพฺพสญฺญา​ ​อนตฺตา

​การพิจารณาตามหัวข้อธรรมกัมมัฏฐานดังกล่าวนี้​ ​หาก​ได้​พิจารณาทบทวนอย่างสม่ำ​เสมอ​แล้ว​ ​ใน​เวลาต่อมาก็​จะ​ ​รู้​แจ้งสว่างไสว​ ​เข้า​ใจ​ได้​ชัดว่า​ สังขาร​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ปวง​ ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​เที่ยงแท้​ ​หา​ความ​จีรังยั่งยืน​ไม่​ได้​ ​มีการเกิดดับ​ - ​เกิดดับ​อยู่​ตลอดเวลา​

​เมื่อพิจารณา​เห็นอย่างนี้​แล้ว​ ​จะ​ทำ​ให้​เลิกละ​จาก​การยึดถือตัวตนบุคคลเราท่าน​ ​เพราะ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​แล้ว​ว่า​ ​สังขารที่​เรารักหวงแหน​นั้น​ ​ไม่​ช้า​ไม่​นานมันก็​ต้อง​เสื่อมสูญดับไปตามสภาวะของมัน​ ​ไม่​อาจที่​จะ​ฝ่าฝืน​ได้​

เมื่อสังขารดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัว​เป็น​ตนก็​จะ​ไม่​มี​ ​เพราะ​ไม่​ได้​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​ครั้นเมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดหายไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิด​ได้​อย่างไร​

ไม่มีความคิดเห็น: