18 มิถุนายน 2550

๑๖. ​ความ​สำ​คัญของปฐมเทศนา​ ​มัชฌิมเทศนา​ ​และ​ปัจฉิมเทศนา

พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ใน​ ๓ ​กาลมี​ความ​สำ​คัญยิ่ง​ ​อันพุทธบริษัทควรสนใจพิจารณา​เป็น​พิ​เศษ​ ​คือ​

ก​. ​ปฐมโพธิกาล ​ได้​ทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์​ ​ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน​ ​เมืองพาราณสี​ ​เป็น​ครั้งแรก​เป็น​ปฐมเทศนา​ ​เรียกว่า​ ​ธรรมจักร​ ​เบื้องต้นทรงยก​ส่วน​สุด​ ๒ ​อย่างอันบรรพชิต​ไม่​ควรเสพขึ้นมา​แสดงว่า​ ​เทว​ ​เม​ ​ภิกฺขเว​ ​อนฺตา​ ​ปพฺพชิ​เตน​ ​น​ ​เสวิตพฺพา​ ​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ส่วน​ที่สุด​ ๒ ​อย่างอันบรรพชิต​ไม่​พึงเสพ​ ​คือ​ ​กามสุขัลลิกา​ ​และ​อัตตกิลมถา​ ​อธิบายว่า​ ​กามสุขัลลิกา​ ​เป็น​ส่วน​แห่ง​ความ​รัก​ ​อัตตกิลมถา​ ​เป็น​ส่วน​แห่ง​ความ​ชัง​ทั้ง​ ๒ ​ส่วน​นี้​เป็น​ตัวสมุทัย​ ​เมื่อ​ผู้​บำ​เพ็ญตบะธรรม​ทั้ง​หลาย​โดย​อยู่​ซึ่ง​ส่วน​ทั้ง​สองนี้​ ​ชื่อว่า​ยัง​ไม่​เข้า​ทางกลาง​ ​เพราะ​เมื่อบำ​เพ็ญเพียรพยายามทำ​สมาธิ​ ​จิตสงบสบายดี​เต็มที่ก็ดี​ใจ​ ​ครั้นเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำ​คาญก็​เสียใจ​ ​ความ​ดี​ใจ​นั้น​ ​คือ​ ​กามสุขัลลิกา​ ​ความ​เสียใจ​นั้น​แล​ ​คือ​ ​อัตตกิลมถา​ ​ความ​ดี​ใจก็​เป็น​ราคะ​ ​ความ​เสียใจก็​เป็น​โทสะ​ ​ความ​ไม่​รู้​เท่า​ใน​ราคะ​ ​โทสะ​ ​ทั้ง​สองนี้​เป็น​โมหะ​ ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​ที่พยายามประกอบ​ความ​เพียร​ใน​เบื้องแรก​ต้อง​กระทบ​ส่วน​สุด​ทั้ง​สอง​นั้น​แลก่อน​ ​ถ้า​เมื่อกระทบ​ส่วน​ ๒ ​นั้น​อยู่​ ​ชื่อว่าผิด​อยู่​แต่​เป็น​ธรรมดา​แท้ที​เดียว​ ​ต้อง​ผิดเสียก่อน​จึง​ถูก​ ​แม้พระบรมศาสดา​แต่ก่อน​นั้น​พระองค์ก็ผิดมา​เต็มที่​เหมือน​กัน​ ​แม้พระอัครสาวก​ทั้ง​สอง​ ​ก็​ซ้ำ​เป็น​มิจฉาทิฐิมาก่อน​แล้ว​ทั้ง​สิ้น​ ​แม้สาวก​ทั้ง​หลายเหล่า​อื่นๆ​ ​ก็ล้วนแต่ผิดมา​แล้ว​ทั้ง​นั้น​ ​ต่อเมื่อพระองค์มาดำ​เนินทางกลาง​ ​ทำ​จิต​อยู่​ภาย​ใต้​ร่มโพธิพฤกษ์​ ​ได้​ญาณ​ ๒ ​ใน​สองยามเบื้องต้น​ใน​ราตรี​ ​ได้​ญาณที่​ ๓ ​กล่าวคืออาสวักขยญาณ​ใน​ยาม​ใกล้​รุ่ง​ ​จึง​ได้​ถูกทางกลางอันแท้จริงทำ​จิตของพระองค์​ให้​พ้น​จาก​ความ​ผิด​ ​กล่าวคือ​...​ส่วน​สุด​ทั้ง​สอง​นั้น​ ​พ้น​จาก​สมมติ​โคตร​ ​สมมติชาติ​ ​สมมติวาส​ ​สมมติวงศ์​ ​และ​สมมติประ​เพณี​ ​ถึง​ความ​เป็น​อริยโคตร​ ​อริยชาติ​ ​อริยวาส​ ​อริยวงศ์​ ​และ​อริยประ​เพณี​ ​ส่วน​อริยสาวก​ทั้ง​หลาย​นั้น​เล่าก็มารู้ตามพระองค์​ ​ทำ​ให้​ได้​อาสวักขยญาณพ้น​จาก​ความ​ผิดตามพระองค์​ไป​ ​ส่วน​เรา​ผู้​ปฏิบัติ​อยู่​ใน​ระยะ​แรกๆ​ ​ก็​ต้อง​ผิด​เป็น​ธรรมดา​ ​แต่​เมื่อผิดก็​ต้อง​รู้​เท่า​แล้ว​ทำ​ให้​ถูก​ ​เมื่อ​ยัง​มีดี​ใจเสียใจ​ใน​การบำ​เพ็ญบุญกุศล​อยู่​ ​ก็ตก​อยู่​ใน​โลกธรรม​ ​เมื่อตก​อยู่​ใน​โลกธรรม​ ​จึง​เป็น​ผู้​หวั่นไหว​เพราะ​ความ​ดี​ใจเสียใจนั่นแหละ​ ​ชื่อว่า​ความ​หวั่นไหวไปมา​ ​อุปฺปนฺ​โน​ ​โข​ ​เม​ ​โลกธรรม​จะ​เกิดที่​ไหน​ ​เกิดที่​เรา​ ​โลกธรรมมี​ ๘ ​มรรคเครื่องแก้ก็มี​ ๘ ​มรรค​ ๘ ​เครื่องแก้​โลกธรรม​ ๘ ​ฉะ​นั้น​ ​พระองค์​จึง​ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา​แก้​ส่วน​ ๒ ​เมื่อแก้​ส่วน​ ๒ ​ได้​แล้ว​ก็​เข้า​สู่อริยมรรค​ ​ตัดกระ​แสโลก​ ​ทำ​ใจ​ให้​เป็น​จา​โค​ ​ปฏินิสฺสคฺ​โค​ ​มุตฺติ​ ​อนาลโย​ (สละสลัดตัดขาดวางใจหายห่วง) ​รวม​ความ​ว่า​ ​เมื่อ​ส่วน​ ๒ ​ยัง​มี​อยู่​ใน​ใจ​ผู้​ใด​แล้ว​ ​ผู้​นั้น​ก็​ยัง​ไม่​ถูกทาง​ ​เมื่อ​ผู้​มี​ใจพ้น​จาก​ส่วน​ทั้ง​ ๒ ​แล้ว​ ​ก็​ไม่​หวั่นไหว​ ​หมดธุลี​ ​เกษม​จาก​โยคะ​ ​จึง​ว่า​เนื้อ​ความ​แห่งธรรมจักรสำ​คัญมาก​ ​พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรนี้​ยัง​โลกธาตุ​ให้​หวั่นไหว​ ​จะ​ไม่​หวั่นไหวอย่างไร​ ​เพราะ​มี​ใจ​ความ​สำ​คัญอย่างนี้​ โลกธาตุก็มิ​ใช่​อะ​ไร​อื่น​ ​คือตัวเรานี้​เอง​ ​ตัวเราก็คือธาตุของโลก​ ​หวั่นไหว​เพราะ​เห็น​ใน​ของที่​ไม่​เคยเห็น​ ​เพราะ​จิตพ้น​จาก​ส่วน​ ๒ ​ธาตุของโลก​จึง​หวั่นไหว​ ​หวั่นไหว​เพราะ​จะ​ไม่​มาก่อธาตุของโลกอีกแล

​ข​. ​มัชฌิมโพธิกาล ​ทรงแสดงโอวาทปาฏิ​โมกข์​ใน​ชุมชนพระอรหันต์​ ๑,๒๕๐ ​องค์​ ​ณ​ ​พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน​ ​กรุงราชคฤห์​ใจ​ความ​สำ​คัญตอนหนึ่งว่า​ ​อธิจิตฺ​เต​ ​จ​ ​อา​โยโค​ ​เอตํ​ ​พุทฺธาน​ ​สาสนํ​ ​พึง​เป็น​ผู้​ทำ​จิต​ให้​ยิ่ง​ ​การที่​จะ​ทำ​จิต​ให้​ยิ่ง​ได้​ต้อง​เป็น​ผู้​สงบระงับ​ ​อิจฺฉา​ ​โลภสมาปนฺ​โน​ ​สมโณ​ ​กึ​ ​ภวิสฺสติ​ ​เมื่อประกอบ​ด้วย​ความ​อยากดิ้นรนโลภหลง​อยู่​แล้ว​จัก​เป็น​ผู้​สงระงับ​ได้​อย่างไร​ ​ต้อง​เป็น​ผู้​ปฏิบัติคือปฏิบัติพระวินัย​เป็น​เบื้องต้น​ ​และ​เจริญกรรมฐานตั้งต้นแต่การเดินจงกรม​ ​นั่งสมาธิ​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​ใน​การพิจารณามหาสติปัฏฐาน​ ​มีกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน​ ​เป็น​เบื้องแรก​ ​พึงพิจารณา​ส่วน​แห่งร่างกาย​ ​โดย​อาการแห่งบริกรรมสวนะคือ​ ​พิจารณา​โดย​อาการคาดคะ​เน​ ​ว่า​ส่วน​นั้น​เป็น​อย่าง​นั้น​ด้วย​การมีสติสัมปชัญญะ​ไปเสียก่อน​ ​เพราะ​เมื่อพิจารณา​เช่นนี้​ใจ​ไม่​ห่าง​จาก​กาย​ ​ทำ​ให้​รวมง่าย​ ​เมื่อทำ​ให้​มาก​ ​ใน​บริกรรมสวนะ​แล้ว​ ​จักเกิดขึ้น​ซึ่ง​อุคคหนิมิต​ให้​ชำ​นาญ​ใน​ที่​นั้น​จน​เป็น​ปฏิภาค​ ​ชำ​นาญ​ใน​ปฏิภาค​โดย​ยิ่ง​แล้ว​จัก​เป็น​วิปัสสนา ​เจริญวิปัสสนาจน​เป็น​วิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์​ ​ทำ​จิต​เข้า​ถึง​ฐีติภูตํ​ ​ดังกล่าว​แล้ว​ใน​อุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่าปฏิบัติ​ ​เมื่อปฏิบัติ​แล้ว​ ​โมกฺขํ​ ​จึง​จะ​ข้ามพ้น ​จึง​พ้น​จาก​โลกชื่อว่า​โลกุตตรธรรม​ ​เขมํ​ ​จึง​เกษม​จาก​โยคะ​ (เครื่องร้อย) ​ฉะ​นั้น​ ​เนื้อ​ความ​ใน​มัชฌิมเทศนา​จึง​สำ​คัญ​เพราะ​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ด้วย​ประการฉะนี้​และฯ​

​ค​. ​ปัจฉิมโพธิกาล ​ทรงแสดงปัจฉิมเทศนา​ใน​ที่ชุมชนพระอริยสาวก​ ​ณ​ ​พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์กรุงกุสินารา​ ​ใน​เวลาจวน​จะ​ปรินิพพานว่า​ ​หนฺทานิ​ ​อามนฺตยามิ​ ​โว​ ​ภิกฺขเว​ ​ปฏิ​เวทยามิ​ ​โว​ ​ภิกฺขเว​ ​ขยวยธมฺมา​ ​สงฺขารา​ ​อปฺปมา​เทน​ ​สมฺปา​เทถ​ ​เราบอกท่าน​ทั้ง​หลายว่าจง​เป็น​ผู้​ไม่​ประมาท​ ​พิจารณาสังขารที่​เกิดขึ้น​แล้ว​เสื่อมไป​ ​เมื่อท่าน​ทั้ง​หลายพิจารณา​เช่น​นั้น​จัก​เป็น​ผู้​แทงตลอด​ ​พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนา​เพียง​เท่า​นี้ก็ปิดพระ​โอษฐ์มิ​ได้​ตรัสอะ​ไรต่อไปอีกเลย​ ​จึง​เรียกว่า​ ​ปัจฉิมเทศนาอธิบาย​ความ​ต่อไปว่า​ ​สังขารมันเกิดขึ้นที่​ไหน​ ​อะ​ไร​เป็น​สังขาร​ ​สังขารมันก็​เกิดขึ้นที่จิตของเรา​เอง​เป็น​อาการของจิตพา​ให้​เกิดขึ้น​ซึ่ง​สมมติ​ทั้ง​หลาย​ ​สังขารนี้​แล​ ​เป็น​ตัวการสมมติบัญญัติสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​โลก​ความ​จริง​ใน​โลก​ทั้ง​หลาย​หรือ​ธรรมธาตุ​ทั้ง​หลาย​เขา​มี​เขา​เป็น​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​แผ่นดิน​ ​ต้นไม้​ ​ภู​เขา​ ​ฟ้า​ ​แดด​ ​เขา​ไม่​ได้​ว่า​เขา​เป็น​นั้น​เป็น​นี้​เลย​ ​เจ้าสังขารตัวการนี้​เข้า​ไปปรุงแต่งว่า​ ​เขา​เป็น​นั้น​เป็น​นี้จนหลง​กัน​ว่า​เป็น​จริง​ ​ถือเอาว่า​เป็น​ตัวเรา​ ​เป็น​ของๆ​ ​เรา​เสียสิ้น​ ​จึง​มี​ ​ราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​ ​เกิดขึ้นทำ​จิตดั้งเดิม​ให้​หลงตามไป​ ​เกิด​ ​แก่​ ​เจ็บ​ ​ตาย​ ​เวียนว่ายไป​ไม่​มีที่สิ้นสุด​ ​เป็น​อเนกภพ​ ​อเนกชาติ​ ​เพราะ​เจ้าตัวสังขาร​นั้น​แล​เป็น​ตัวเหตุ​ ​จึง​ทรงสอน​ให้​พิจารณาสังขารว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​อนิจฺจา​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​ทุกฺขา​ ​ให้​เป็น​ปรีชาญาณชัดแจ้ง​ ​เกิด​จาก​ผลแห่งการเจริญปฏิภาค​เป็น​ส่วน​เบื้องต้น​ ​จนทำ​จิต​ให้​เข้า​ภวังค์​ ​เมื่อกระ​แสแห่งภวังค์หายไป​ ​มีญาณเกิดขึ้นว่า ​"​นั้น​เป็น​อย่าง​นั้น​ ​เป็น​สภาพ​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​" เกิดขึ้น​ใน​จิตจริงๆ​ ​จนชำ​นาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์​ ​ก็รู้​เท่า​สังขาร​ได้​ ​สังขารก็​จะ​มาปรุงแต่ง​ให้​จิตกำ​เริบอีก​ไม่​ได้​ ​ได้​ใน​คาถาว่า​ ​อกุปฺปํ​ ​สพฺพธมฺ​เมสุ​ ​เญยฺยธมฺมา​ ​ปเวสฺสนฺ​โต​ ​เมื่อสังขารปรุงแต่งจิต​ไม่​ได้​แล้ว​ ​ก็​ไม่​กำ​เริบรู้​เท่า​ธรรม​ทั้ง​ปวง​ ​สนฺ​โต​ ​ก็​เป็น​ผู้​สงบระงับ​ถึง​ซึ่ง​วิมุตติธรรม​ ​ด้วย​ประการฉะนี้​

​ปัจฉิมเทศนานี้​เป็น​คำ​สำ​คัญแท้​ ​ทำ​ให้​ผู้​พิจารณารู้​แจ้ง​ถึง​ที่สุด​ ​พระองค์​จึง​ได้​ปิดพระ​โอษฐ์​แต่​เพียงนี้​

​พระธรรมเทศนา​ใน​ ๓ ​กาลนี้​ ​ย่อมมี​ความ​สำ​คัญเหนือ​ความ​สำ​คัญ​ใน​ทุกๆ​ ​กาล​ ​ปฐมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​มัชฌิมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​ปัจฉิมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​รวม​ทั้ง​ ๓ ​กาล​ ​ล้วนแต่​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ทั้ง​สิ้น​ ​ด้วย​ประการฉะนี้

ไม่มีความคิดเห็น: