10 มิถุนายน 2550

๕. ​มูลเหตุ​แห่งสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​สากลโลกธาตุ

พระอภิธรรม​ ๗ ​คัมภีร์​ ​เว้นมหาปัฏฐาน​ ​มีนัยประมาณ​เท่า​นั้น​เท่า​นี้​ ​ส่วน​คัมภีร์มหาปัฏฐาน​ ​มีนัยหาประมาณมิ​ได้​เป็น "อนันตนัย" ​เป็น​วิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​เท่า​นั้น​ที่​จะ​รอบรู้​ได้​ ​เมื่อพิจารณาพระบาลีที่ว่า​ ​เหตุปจฺจโย​ ​นั้น​ได้​ความ​ว่า​ ​เหตุ​ซึ่ง​เป็น​ปัจจัยดั้งเดิมของสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​สากลโลกธาตุ​นั้น​ได้​แก่​ ​มโน​ ​นั่นเอง​ ​มโน​ ​เป็น​ตัวมหา​เหตุ​เป็น​ตัวเดิม​ ​เป็น​สิ่งสำ​คัญ​ ​นอน​นั้น​เป็น​แต่อาการ​เท่า​นั้น​ ​อารมฺมณ​ ​จน​ถึง​อวิคฺคต​ ​จะ​เป็น​ปัจจัย​ได้​ก็​เพราะ​มหา​เหตุคือใจ​เป็น​เดิม​โดย​แท้​ ​ฉะ​นั้น​ ​มโน​ซึ่ง​กล่าว​ไว้​ใน​ข้อ​ ๔ ​ก็ดี​ ​ฐีติ​ ​ภูตํ​ ​ซึ่ง​จะ​กล่าว​ใน​ข้อ​ ๖ ​ก็ดี​ ​และ​มหาธาตุ​ซึ่ง​กล่าว​ใน​ข้อนี้ก็ดี​ ​ย่อมมี​เนื้อ​ความ​เป็น​อันเดียว​กัน​ ​พระบรมศาสดา​จะ​ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยก็ดี​ ​รู้อะ​ไรๆ​ ​ได้​ด้วย​ ​ทศพลญาณ​ ​ก็ดี​ ​รอบรู้​ ​สรรพเญยฺยธรรม​ ​ทั้ง​ปวงก็ดี​ ​ก็​เพราะ​มีมหา​เหตุ​นั้น​เป็น​ดั้งเดิมที​เดียว​ ​จึง​ทรงรอบรู้​ได้​เป็น​อนันตนัย​ ​แม้สาว​ทั้ง​หลายก็มีมหา​เหตุนี้​แล​เป็น​เดิม​ ​จึง​สามารถ​รู้ตามคำ​สอนของพระองค์​ได้​ด้วย​เหตุนี้​แลพระอัสสชิ​เถระ​ผู้​เป็น​ที่​ ๕ ​ของพระปัญจวัคคีย์​จึง​แสดงธรรมแก่​ ​อุปติสฺส​ (พระสารีบุตร) ​ว่า​ ​เย​ ​ธมฺมา​ ​เหตุปภวา​ ​เตสํ​ ​เหตุ​ ​ตถาคโต​ ​เตสญฺจ​ ​โย​ ​นิ​โรโธ​ ​จ​ ​เอวํ​ ​วาที​ ​มหาสมโณ​ ​ความ​ว่า​ ​ธรรม​ทั้ง​หลายเกิดแต่​เหตุ​...เพราะ​ว่ามหา​เหตุนี้​เป็น​ตัวสำ​คัญ​ ​เป็น​ตัวเดิม​ ​เมื่อท่านพระอัสสชิ​เถระกล่าว​ถึง​ที่นี้​ (คือมหา​เหตุ)

​ท่านพระสารีบุตร​จะ​ไม่​หยั่งจิตลง​ถึง​กระ​แสธรรมอย่างไรเล่า​? ​เพราะ​อะ​ไร​ ​ทุกสิ่ง​ใน​โลกก็​ต้อง​เป็น​ไปแต่มหา​เหตุ​ถึงโลกุตตรธรรม​ ​ก็คือมหา​เหตุ ​ฉะ​นั้น​ ​มหาปัฏฐาน​ ​ท่าน​จึง​ว่า​เป็น​ ​อนันตนัย​ ​ผู้​มาปฏิบัติ​ใจคือตัวมหา​เหตุจนแจ่มกระจ่างสว่างโร่​แล้ว​ย่อม​สามารถ​รู้อะ​ไรๆ​ ​ทั้ง​ภาย​ใน​และ​ภายนอกทุกสิ่งทุกประการ​ ​สุด​จะ​นับ​จะ​ประมาณ​ได้​ด้วย​ประการฉะนี้​

ไม่มีความคิดเห็น: