23 มิถุนายน 2550

๒ แนวทางการทำ​สมาธิภาวนา


​สำ​หรับศิษยานุศิษย์ที่​เป็น​ภิกษุสามเณร​ ​และ​ปรารถนา​จะ​เจริญงอกงาม​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​นั้น​ ​หลวงปู่​จะ​ ​ชี้​แนะ​แนวทางดำ​เนินปฏิปทา​ไว้​ ๒ ​แนวทาง​ ​ซึ่ง​ท่าน​ให้​ความ​เห็นว่า​ ผู้​ที่​จะ​เป็น​ศาสนทายาท​นั้น​ ​ควรทำ​การศึกษา​ทั้ง​สองด้าน​ ​คือ​ ​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​

​ดัง​นั้น​ ​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ว่า​ ​ผู้​ที่อายุ​ยัง​น้อย​และ​มี​แวว​ ​มี​ความ​สามารถ​ใน​การศึกษา​เล่า​เรียนก็​ให้​เล่า​เรียนพระปริยัติธรรมไปก่อน​ ​ใน​เวลาที่ว่าง​จาก​การศึกษา​ ​ก็​ให้​ฝึกฝนปฏิบัติสมาธิภาวนา​ไป​ด้วย​ เพราะ​จิตใจที่สงบ​ ​มีสมาธิ​ ​ย่อมอำ​นวยผลดี​แก่การเล่า​เรียน

​เมื่อมี​ผู้​สามารถ​ที่​จะ​ศึกษา​เล่า​เรียนต่อไป​ใน​ชั้นสูงๆ​ ​ได้​ ​หลวงปู่ก็​จะ​จัดส่ง​ให้​ไปเรียนต่อ​ใน​สำ​นักต่างๆ​ ​ที่กรุงเทพฯ​ ​หรือ​ที่​อื่น​ที่​เจริญ​ด้วย​การศึกษาด้านปริยัติธรรม​

​ศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่​จึง​มีมากมายหลายรูปที่ศึกษาพระปริยัติธรรมจบชั้นสูงๆ​ ​ถึง​เปรียญ​ ๘ ​เปรียญ​ ๙ ​ประ​โยค​ ​หรือ​จบระดับปริญญา​จาก​มหาวิทยาลัยสงฆ์​ ​จนกระทั่งไปศึกษาต่อ​ยัง​ต่างประ​เทศ​ ​เช่น​ ​อินเดีย​ ​ออสเตรเลีย​ ​ฝรั่งเศส​ ​และ​สหรัฐอเมริกา​

สำ​หรับอีกแนวทางหนึ่งนั้น​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่มีอายุมาก​แล้ว​ก็ดี​ ​ผู้​ที่รู้สึกว่ามันสมอง​ไม่​อำ​นวยต่อการศึกษาก็ดี​ ​ผู้​ที่สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานก็ดี​ ​หลวงปู่ก็​แนะนำ​ให้​ศึกษาพระธรรมวินัย​ให้​พอ​เข้า​ใจ​ ​ให้​พอคุ้มครองรักษาตัวเอง​ให้​สมควรแก่สมณสารูป​ ​แล้ว​จึง​มุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐานต่อไป​ให้​จริงจัง​

​ก็​แลสำ​หรับ​ผู้​ที่​เลือกแนวทางที่สอง​นั้น​ ​หลวงปู่​ยัง​ได้​ชี้​แนะ​ ​ไว้​อีก​ ๒ ​วิธี​

​คือ​ ​ผู้​ที่​ใฝ่​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานตามแบบ​ฉบับ​ของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​หลวงปู่ก็​จะ​แนะนำ​และ​ส่ง​ให้​ไป​อยู่​รับการศึกษาอบรม​กับ​ครูบาอาจารย์จังหวัดสกลนคร​ ​อุดรธานี​ ​และ​หนองคาย​

​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งที่สำ​นักวัดป่าอุดมสมพร​ ​และ​สำ​นักถ้ำ​ขามของท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​อาจา​โร​ ​หลวงปู่​ได้​ฝากฝังไป​อยู่​มากที่สุด​ ​และ​มา​ใน​ระยะหลังมีฝากไปที่สำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​ของท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ญาณสมฺปนฺ​โน​ ​บ้าง​

​เป็น​ที่สังเกตว่า​ ​ไม่​มีลูกศิษย์ลูกหาที่สนใจใฝ่​ใน​กิจธุดงค์คน​ใด​ที่​ ​หลวงปู่​จะ​แนะนำ​ให้​ไปเอง​ ​หรือ​เที่ยวเสาะ​แสวงหา​เอา​เอง​ ​หรือ​เดินทางไปสำ​นัก​นั้นๆ​ ​เอง​

​ใน​เรื่องนี้ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนียืนยันว่า​ ​หลวงปู่​เคย​ใช้​ให้​ท่านเจ้าคุณเอง​เป็น​ผู้​นำ​พระ​ไปฝาก​ไว้​ที่สำ​นักท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​หลายเที่ยวหลายชุด​ด้วย​กัน​ ​ศิษย์ที่​ได้​รับการฝึกอบรม​จาก​สำ​นัก​ ​ท่านอาจารย์ฝั้น​นั้น​ก็​ได้​กลับมาบำ​เพ็ญประ​โยชน์​แก่การพระศาสนา​ ​ด้านวิปัสสนาธุระที่จังหวัดสุรินทร์​และ​บุรีรัมย์หลายท่าน​ด้วย​กัน​ ​จนกระทั่งมี​ไปเผยแพร่พระศาสนา​ใน​ด้านนี้​ถึง​สหรัฐอเมริกาก็หลายรูป​ ​ใน​ปัจจุบันนี้​ ​ทั้ง​นี้ก็​เป็น​เพราะ​ผลการสังเกตเห็นแวว​และ​ส่งเสริมสนับสนุนของหลวงปู่นั่นเอง​

​ส่วน​อีกวิธีหนึ่ง​นั้น​ ​หลวงปู่ชี้​แนะ​ไว้​สำ​หรับ​ผู้​ที่สนใจ​จะ​ปฏิบัติทางด้าน​ ​สมาธิวิปัสสนา​เพียงอย่างเดียว​ ​ไม่​สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​อาจ​เป็น​ด้วย​ไม่​ชอบการนุ่งห่มแบบ​นั้น​ ​หรือ​มีสุขภาพ​ไม่​เหมาะ​แก่การฉันอาหาร​ ​มื้อเดียว​ ​หรือ​เพราะ​เหตุผล​อื่น​ใด​ก็ตาม​

​หลวงปู่​จะ​ไม่​แนะนำ​ให้​ไปที่​ไหน​ ​แต่​ให้​อยู่​กับ​ที่ที่ตนยินดีชอบใจ​ใน​จังหวัดสุรินทร์​หรือ​บุรีรัมย์​ ​อาจ​เป็น​ที่วัดบูรพาราม​หรือ​วัดไหน​ ​ก็​ได้​ที่รู้สึกว่า​อยู่​สบาย​

​หลวงปู่ถือว่า​ ​การปฏิบัติธรรมอย่างนี้​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​เดินทางไปที่​ไหนใน​เมื่อกายยาว​ ๑ ​วา​ ​หนา​ ๑ ​คืบ​ ​นี้​แล​ ​เป็น​ตัวธรรม​ ​เป็น​ตัวโลก​ ​เป็น​ที่​เกิดแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ดับแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ที่พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ได้​อาศัยบัญญัติ​ไว้​ซึ่ง​ธรรม​ทั้ง​ปวง​ ​แม้​ใครใคร่​จะ​ปฏิบัติธรรมก็​ต้อง​ ​ปฏิบัติที่กาย​และ​ใจเรานี้​ ​หา​ได้​ไปปฏิบัติที่​อื่น​ไม่​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​หอบสังขารไปที่​ไหน​ ​ถ้า​ตั้งใจจริง​แล้ว​ ​นั่ง​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​ ​นอน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ยืน​อยู่​ที่​ไหน​ ​เดิน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​นั่นแล​


​ยิ่งกว่า​นั้น​หลวงปู่อธิบายว่า​ ยิ่ง​ผู้​ใด​สามารถ​ปฏิบัติภาวนา​ ​ใน​ท่ามกลาง​ความ​วุ่นวายของบ้านเมืองที่มี​แต่​ความ​อึกทึกครึกโครม​ ​หรือ​แม้​แต่กระทั่ง​ใน​ขณะที่รอบๆ​ ​ตัวมี​แต่​ความ​เอะอะวุ่นวาย​ ​ก็​สามารถ​กำ​หนดจิตตั้งสมาธิ​ได้​ ​สมาธิที่​ผู้​นั้น​ทำ​ให้​เกิด​ได้​ ​จึง​เป็น​สมาธิที่​เข้มแข็ง​และ​มั่นคงกว่าธรรมดา​ ​ด้วย​เหตุที่​สามารถ​ต่อสู้​เอาชนะสภาวะที่​ไม่​เป็น​สัปปายะ​ ​คือ​ ​ไม่​อำ​นวยนั่นเอง​ ​เพราะ​ว่าสถานที่ที่​เปลี่ยววิ​เวก​นั้น​ย่อม​เป็น​สัปปายะ​ ​อำ​นวย​ให้​เกิด​ความ​สงบ​อยู่​แล้ว​ ​จิตใจย่อม​จะ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ได้​ง่าย​เป็น​ธรรมดา

​หลวงปู่​ยัง​เคยบอก​ด้วย​ว่า​ การเดินจงกรมจนกระทั่งจิตหยั่งลงสู่​ความ​สงบ​นั้น​ ​จะ​เกิดสมาธิที่​แข็งแกร่งกว่าสมาธิที่สำ​เร็จ​ ​จาก​การนั่ง​หรือ​นอน​ ​หรือ​แม้​แต่การ​เข้า​ป่ายิ่งนัก​

​ด้วย​เหตุนี้​จะ​สังเกตว่า​ ​ใน​แถบจังหวัดสุรินทร์​ ​บุรีรัมย์​ ​จะ​มีนักปฏิบัติหลายท่านชอบไปนั่งทำ​สมาธิ​ใกล้ๆ​ ​วงพิณพาทย์​ ​หรือ​ใกล้ๆ​ ​ที่ที่มี​เสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ​ ​ยิ่งดังเอะอะน่า​เวียนหัว​เท่า​ไหร่ก็ยิ่งชอบ​

​อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำ​สมาธิ​นั้น​ ​ตาม​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ย่อม​ไม่​เลือกสถานที่ปฏิบัติก็ตาม​ ​แต่สำ​หรับ​ผู้​ที่มีจิตเบา​ ​วอกแวกง่าย​ ​หรือ​ผู้​ที่​ต้อง​การ​ “​เครื่องทุ่นแรง​” ​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยสภาพแวดล้อมที่อำ​นวย​ความ​สงบ​ ​พึงแสวงหาสถานที่​ ​วิ​เวก​หรือ​ออกธุดงค์กัมมัฏฐานแสวงหาที่สงัดที่​เปลี่ยว​ ​เช่น​ ​ถ้ำ​ ​เขา​ ​ป่าดง​หรือ​ป่าช้าที่น่าสพึงกลัว​ ​จะ​ได้​เป็น​เครื่องสงบจิต​ ​ไม่​ให้​ฟุ้งซ่าน​ ​และ​ตก​อยู่​ภาย​ใต้​การควบคุมของสติ​ได้​โดย​ง่าย​ ​ก็​จะ​ทำ​ให้​การบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาสำ​เร็จ​ได้​สะดวกยิ่งขึ้น​

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณค่ะสำหรับบทความดีๆ