9 มิถุนายน 2550

๔. ​มูลฐานสำ​หรับทำ​การปฏิบัติ

นโม​ ​นี้​ ​เมื่อกล่าวเพียง​ ๒ ​ธาตุ​เท่า​นั้น​ ​ยัง​ไม่​สมประกอบ​หรือ​ยัง​ไม่​เต็ม​ส่วน​ ​ต้อง​พลิกสระพยัญชนะดังนี้​ ​คือ​ ​เอาสระอะ​จาก​ตัว​ ​น​ ​มา​ใส่​ตัว​ ​ม​ ​เอาสระ​ ​โอ​ ​จาก​ตัว​ ​ม​ ​มา​ใส่​ตัว​ ​น​ ​แล้ว​กลับตัว​ ​มะ​ ​มา​ไว้​หน้าตัว​ ​โน​ ​เป็น​ ​มโน​ ​แปลว่า​ใจ​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​จึง​ได้​ทั้ง​กาย​ทั้ง​ใจเต็มตาม​ส่วน​ ​สมควรแก่การ​ใช้​เป็น​มูลฐานแห่งการปฏิบัติ​ได้​ ​มโน​ ​คือใจนี้​เป็น​ดั้งเดิม​ ​เป็น​มหาฐาน​ใหญ่​ ​จะ​ทำ​จะ​พูดอะ​ไรก็ย่อม​เป็น​ไป​จาก​ใจนี้​ทั้ง​หมด​ ​ได้​ใน​พระพุทธพจน์ว่า​ ​มโนปุพฺพงฺคมา​ ​ธมฺมา​ ​มโนเสฏฐา​ ​มโนมยา​ ​ธรรม​ทั้ง​หลายมี​ใจ​ถึง​ก่อน​ ​มี​ใจ​เป็น​ใหญ่​ ​สำ​เร็จ​แล้ว​ด้วย​ใจ​ ​พระบรมศาสดา​จะ​ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย​ ​ก็ทรงบัญญัติออกไป​จาก​ ​ใจ​ ​คือมหาฐาน​ ​นี้​ทั้ง​สิ้น​ ​เหตุนี้​เมื่อพระสาวก​ผู้​ได้​มาพิจารณาตามจน​ถึง​รู้จัก​ ​มโน​ ​แจ่มแจ้ง​แล้ว​ ​มโน​ ​ก็สุดบัญญัติ​ ​คือพ้น​จาก​บัญญัติ​ทั้ง​สิ้น​ ​สมมติ​ทั้ง​หลาย​ใน​โลกนี้​ต้อง​ออกไป​จาก​มโน​ทั้ง​สิ้น​ ​ของใครก็ก้อนของใคร​ ​ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้​ ​ถือเอา​เป็น​สมมติบัญญัติตามกระ​แสแห่งน้ำ​โอฆะจน​เป็น​อวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ​ด้วย​การ​ไม่​รู้​เท่า​ ​ด้วย​การหลง​ ​หลงถือว่า​เป็น​ตัวเรา​ ​เป็น​ของเรา​ไปหมด

ไม่มีความคิดเห็น: