13 มิถุนายน 2550

๑๐. ​จิตเดิม​เป็น​ธรรมชาติ​ใสสว่าง​ ​แต่มืดมัวไป​เพราะ​อุปกิ​เลส

ปภสฺสรมิทํ​ ​ภิกฺขเว​ ​จิตฺตํ​ ​ตญฺจ​ ​โข​ ​อาคนฺตุ​เกหิ​ ​อุปกิ​เลเสหิ​ ​อุปกฺกิลิฏฐํ​

​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​จิตนี้​เสื่อมปภัสสรแจ้งสว่างมา​เดิม​ ​แต่อาศัยอุปกิ​เลสเครื่องเศร้าหมอง​เป็น​อาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ​ ​จึง​ทำ​ให้​จิตมิส่องแสงสว่าง​ได้​ ​ท่านเปรียบ​ไว้​ใน​บทกลอนหนึ่งว่า​ "​ไม้ชะงกหกพันง่า​(กิ่ง) ​กะปอมก่ากิ้งก่าฮ้อย​ ​กะปอมน้อยขึ้นมื้อพัน​ ​ครั้นตัวมาบ่ทัน​ ​ขึ้นนำ​คู่มื้อๆ​" ​โดย​อธิบายว่า​ ​คำ​ว่า​ไม่​ชะงก​ ๖,๐๐๐ ​ง่า​นั้น​เมื่อตัดศูนย์​ ๓ ​ศูนย์ออกเสียเหลือแค่​ ๖ ​คง​ได้​ความ​ว่า​ ​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​เป็น​ที่มา​แห่งกะปอมก่า​ ​คือของปลอม​ไม่​ใช่​ของจริง​ ​กิ​เลส​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ของจริง​ ​เป็น​สิ่งสัญจร​เข้า​มา​ใน​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​นับร้อยนับพัน​ ​มิ​ใช่​แต่​เท่า​นั้น​ ​กิ​เลส​ทั้ง​หลายที่​ยัง​ไม่​เกิดขึ้นก็​จะ​ทวียิ่งๆ​ ​ขึ้นทุกๆ​ ​วัน​ ​ใน​เมื่อ​ไม่​แสวงหาทางแก้​ ​ธรรมชาติของจิต​เป็น​ของผ่องใสยิ่งกว่าอะ​ไร​ทั้ง​หมด​ ​แต่อาศัยของปลอม​ กล่าวคืออุปกิ​เลสที่สัญจร​เข้า​มาปกคลุม​จึง​ทำ​ให้​หมดรัศมี​ ​ดุจพระอาทิตย์​เมื่อเมฆบดบังฉะ​นั้น​ ​อย่าพึง​เข้า​ใจว่าพระอาทิตย์​เข้า​ไปหา​เมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​บำ​เพ็ญเพียร​ทั้ง​หลายเมื่อรู้​โดย​ปริยายนี้​แล้ว​ ​พึงกำ​จัดของปลอม​ด้วย​การพิจารณา​โดย​แยบคายตามที่อธิบาย​แล้ว​ใน​อุบายแห่งวิปัสสนาข้อ​ ๙ ​นั้น​เถิด​ ​เมื่อทำ​ให้​ถึง​ขั้นฐีติจิต​แล้ว​ ​ชื่อว่าย่อมทำ​ลายของปลอม​ได้​หมดสิ้น​หรือ​ว่าของปลอมย่อม​เข้า​ไป​ถึง​ฐีติจิต​ ​เพราะ​สะพานเชื่อมต่อถูกทำ​ลายขาดสะบั้นลง​แล้ว​ ​แม้​ยัง​ต้อง​เกี่ยวข้อง​กับ​อารมณ์ของโลก​อยู่​ก็ย่อม​เป็น​ดุจน้ำ​กลิ้งบนใบบัวฉะ​นั้น

ไม่มีความคิดเห็น: