10 มิถุนายน 2550

๖. ​มูลการของสังสารวัฏฏ์

ฐีติภูตํ​ ​อวิชฺชา​ ​ปจฺจยา​ ​สงฺขารา​ ​อุปาทานํ​ ​ภโว​ ​ชาติ

​คนเราทุกรูปนามที่​ได้​กำ​เนิดเกิดมา​เป็น​มนุษย์ล้วน​แล้ว​แต่มีที่​เกิด​ทั้ง​สิ้น​ ​กล่าวคือมีบิดามารดา​เป็น​แดนเกิด​ ​ก็​แลเหตุ​ใด​ท่าน​จึง​บัญญัติปัจจยาการแต่​เพียงว่า​ ​อวิชฺชา​ ​ปจฺจยา​ ​ฯลฯ​ ​เท่า​นั้น​ ​อวิชชา​ ​เกิดมา​จาก​อะ​ไรฯ​ ​ท่านหา​ได้​บัญญัติ​ไว้​ไม่​ ​พวกเราก็​ยัง​มีบิดามารดาอวิชชาก็​ต้อง​มีพ่อแม่​เหมือน​กัน​ ​ได้​ความ​ตามบาทพระคาถา​เบื้องต้นว่า​ ​ฐีติภูตํ​ ​นั่นเอง​เป็น​พ่อแม่ของอวิชชา​ ​ฐีติภูตํ​ ​ได้​แก่​ จิตดั้งเดิม​ ​เมื่อฐีติภูตํ​ ​ประกอบไป​ด้วย​ความ​หลง ​จึง​มี​เครื่องต่อ​ ​กล่าวคือ​ ​อาการของอวิชชา​เกิดขึ้น​ ​เมื่อมีอวิชชา​แล้ว​จึง​เป็น​ปัจจัย​ให้​ปรุงแต่ง​เป็น​สังขารพร้อม​กับ​ความ​เข้า​ไปยึดถือ​ ​จึง​เป็น​ภพชาติคือ​ต้อง​เกิดก่อต่อ​กัน​ไป​ ​ท่านเรียก​ ​ปัจจยาการ​ ​เพราะ​เป็น​อาการสืบต่อ​กัน​ ​วิชชา​และ​อวิชชาก็​ต้อง​มา​จาก​ฐีติภูตํ​เช่นเดียว​กัน​ ​เพราะ​เมื่อฐีติภูตํกอปร​ด้วย​วิชชา​จึง​รู้​เท่า​อาการ​ทั้ง​หลายตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​นี่พิจารณา​ด้วย​วุฏฐานคามินี​ ​วิปัสสนา​ ​รวมใจ​ความ​ว่า​ ​ฐีติภูตํ​ เป็น​ตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์​ (การเวียนว่ายตายเกิด) ​ท่าน​จึง​เรียกชื่อว่า "มูลตันไตร" (หมาย​ถึง​ไตรลักษณ์) ​เพราะ​ฉะ​นั้น​เมื่อ​จะ​ตัดสังสารวัฏฏ์​ให้​ขาดสูญ​ ​จึง​ต้อง​อบรมบ่มตัวการดั้งเดิม​ให้​มีวิชชารู้​เท่า​ทันอาการ​ทั้ง​หลายตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​ก็​จะ​หายหลง​แล้ว​ไม่​ก่ออาการ​ทั้ง​หลาย​ใดๆ​ ​อีก​ ​ฐีติภูตํ​ ​อัน​เป็น​มูลการก็หยุดหมุน​ ​หมดการเวียนว่ายตายเกิด​ใน​สังสารวัฏฏ์​ด้วย​ประการฉะนี้​

ไม่มีความคิดเห็น: