26 มิถุนายน 2550

๓ ปริยัติ​-​ปฏิบัติ​

ใน​หมู่​ผู้​สนใจศึกษาศาสนา​จะ​มีข้อโต้​แย้ง​กัน​เสมอระหว่าง​ ​การศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​คือศึกษาด้านปริยัติ​ ​กับ​อีกฝ่ายหนึ่งเน้นการปฏิบัติ​และ​ไม่​เน้นการศึกษา​จาก​ตำ​รา​ ​ว่า​แนวทาง​ใด​จะ​ให้​ผลดีกว่า​กัน​

​สำ​หรับหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ท่านเสนอแนะ​ให้​ดำ​เนินสายกลาง​ ​นั่นคือ​ถ้า​เน้นเพียงด้าน​ใด​ด้านหนึ่ง​ ​แล้ว​ละ​เลยอีกด้านหนึ่ง​ ​ก็​เป็น​การสุดโต่งไป​

​หลวงปู่ท่านแนะนำ​ลูกศิษย์ลูกหาที่มุ่งปฏิบัติธรรมว่า​ ให้​อ่านตำ​รับตำ​รา​ส่วน​ที่​เป็น​พระวินัย​ให้​เข้า​ใจ​ ​เพื่อที่​จะ​ปฏิบัติ​ไม่​ผิด​ ​แต่​ใน​ส่วน​ของพระธรรม​นั้น​ให้​ตั้งใจปฏิบัติ​เอา​

​จาก​คำ​แนะนำ​นี้​แสดงว่าหลวงปู่ถือเรื่อง​ การปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ตามพระวินัย​เป็น​เรื่องสำ​คัญ​ ​และ​จะ​ต้อง​มาก่อน​ ​ศึกษา​ให้​เข้า​ใจ​ ​และ​ปฏิบัติตน​ให้​ถูก​ ​แล้ว​เรื่องคุณธรรม​และ​ปัญญา​สามารถ​สร้างเสริมขึ้น​ได้​ถ้า​ตั้งใจ​

​ยกตัวอย่าง​ใน​กรณีของ​ หลวงตา​แนน​

​หลวงตา​แนน​ไม่​เคยเรียนหนังสือ​ ​ท่านมาบวชพระ​เมื่อวัยเลย​ ​กลางคนไป​แล้ว​ ​ท่าน​เป็น​พระที่มี​ความ​ตั้งใจดี​ ​ว่าง่ายสอนง่าย​ ​ขยัน​ ​ปฏิบัติกิจวัตร​ไม่​ขาดตกบกพร่อง​ ​เห็นพระรูป​อื่น​เขา​ออกไปธุดงค์ก็อยากไป​ด้วย​ ​จึง​ไปขออนุญาตหลวงปู่​

​เมื่อ​ได้​รับอนุญาต​แล้ว​ ​หลวงตา​แนนก็​ให้​บังเกิด​ความ​วิตกกังวล​ ​ปรับทุกข์ขึ้นว่า​ “​กระผม​ไม่​รู้หนังสือ​ ​ไม่​รู้ภาษาพูด​เขา​ ​จะ​ปฏิบัติ​กับ​เขา​ได้​อย่างไร​”

​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ด้วย​เมตตาว่า​

“​การปฏิบัติ​ไม่​ได้​เกี่ยว​กับ​อักขระ​ ​พยัญชนะ​ ​หรือ​คำ​พูดอะ​ไรหรอก​ ​ที่รู้ว่าตน​ไม่​รู้ก็ดี​แล้ว​ ​สำ​หรับวิธีปฏิบัติ​นั้น​ ​ใน​ส่วน​วินัย​ให้​พยายาม​ ​ดู​แบบ​เขา​ ​ดู​แบบอย่างครูบาอาจารย์​ผู้​นำ​ ​อย่าทำ​ให้​ผิดแผก​จาก​ท่าน​ ​ใน​ส่วน​ธรรมะ​นั้น​ให้​ดูที่จิตของตัวเอง​ ​ปฏิบัติที่จิต​ ​เมื่อ​เข้า​ใจจิต​แล้ว​อย่าง​อื่น​ก็​เข้า​ใจ​ได้​เอง​”

​เนื่อง​จาก​หลวงปู่​ได้​อบรมสั่งสอนลูกศิษย์​ผู้​ปฏิบัติมามากต่อมาก​ ​ท่าน​จึง​ให้​ข้อสังเกต​ใน​การปฏิบัติธรรมระหว่าง​ผู้​ที่​เรียนน้อย​กับ​ผู้​ที่​เรียนมากมาก่อนว่า​

“​ผู้​ที่​ยัง​ไม่​รู้หัวข้อธรรมอะ​ไรเลย​ ​เมื่อปฏิบัติอย่างจริงจังมัก​จะ​ได้​ผล​เร็ว​ ​เมื่อ​เขา​ปฏิบัติจน​เข้า​ใจจิต​ ​หมดสงสัยเรื่องจิต​แล้ว​ ​หันมาศึกษาตริตรองข้อธรรม​ใน​ภายหลัง​ ​ก็​จะ​รู้​แจ้งแทงตลอดแตกฉานน่าอัศจรรย์​”

“​ส่วน​ผู้​ที่ศึกษา​เล่า​เรียนมาก่อน​ ​แล้ว​จึง​หันมาปฏิบัติต่อภายหลัง​ ​จิต​จะ​สงบ​เป็น​สมาธิยากกว่า​เพราะ​ชอบ​ใช้​วิตกวิจารมาก​ ​เมื่อจิตวิตกวิจารมาก​ ​วิจิกิจฉาก็มาก​ ​จึง​ยากที่​จะ​ประสบผลสำ​เร็จ​”

​อย่างไรก็ตามข้อสังเกตดังกล่าว​ ​หลวงปู่ย้ำ​ว่า​ “​แต่​ทั้ง​นี้ก็​ไม่​เสมอไปที​เดียว​” ​แล้ว​ท่าน​ให้​ข้อแนะนำ​ต่อไปอีกว่า​

“​ผู้​ที่ศึกษาทางปริยัติจนแตกฉานมาก่อน​แล้ว​ ​เมื่อหันมามุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง​ ​จน​ถึง​ขั้นอธิจิต​ ​อธิปัญญา​แล้ว​ ​ผลสำ​เร็จก็​จะ​ยิ่งวิ​เศษขึ้นไปอีก​ ​เพราะ​เป็น​การเดินตามแนวทางปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ย่อมแตกฉาน​ ​ทั้ง​อรรถะ​และ​พยัญชนะ​ ​ฉลาด​ใน​การชี้​แจงแสดงธรรม​”

​หลวงปู่​ได้​ยกตัวอย่างพระ​เถระ​ทั้ง​ใน​อดีต​และ​ปัจจุบันเพื่อสนับสนุน​ ​ความ​คิดดังกล่าว​ ​ก็มีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์​ (สิริจนฺ​โท​ ​จันทร์) ​แห่งวัดบวรนิวาส​ ​กรุงเทพฯ​ ​และ​ท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ณานสมฺปนฺ​โน​ ​แห่งสำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​จังหวัดอุดรธานี​ ​เป็น​ต้น​

​ทั้ง​สององค์นี้​ “​ได้​ทั้ง​ปริยัติ​ ​ปฏิบัติ​ ​ปฏิ​เวธ​ ​อาจหาญชาญฉลาด​ใน​การแสดงธรรม​ ​เป็น​ประ​โยชน์​ใหญ่​หลวงแก่พระศาสนา​เป็น​อย่างยิ่ง​”

​โดย​สรุป​ ​หลวงปู่สนับสนุน​ทั้ง​ตำ​รา​ ​คือ​ ​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ต้อง​ไป​ด้วย​กัน​ ​และ​ท่านย้ำ​ว่า​

“​ผู้​ใด​หลงใหล​ใน​ตำ​รา​และ​อาจารย์​ ​ผู้​นั้น​ไม่​อาจพ้นทุกข์​ได้​ ​แต่​ผู้​ที่​จะ​ ​พ้นทุกข์​ได้​ ​ต้อง​อาศัยตำ​รา​และ​อาจารย์​เหมือน​กัน​”

​ที่ผ่านมา​ได้​กล่าว​ถึง​การสอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ว่า​ ​ท่าน​ไม่​ทิ้ง​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​ ​ต้อง​มีประกอบ​กัน​

​ต่อไปนี้​เป็น​ตัวอย่างการสอนของหลวงปู่​จาก​ประสบการณ์ของหลวงพ่อเพิ่ม​ ​กิตฺติวฒฺ​โน​ (พระมงคลวัฒนคุณ) ​แห่งวัดถ้ำ​ไตรรัตน์​ ​อำ​เภอปากช่อง​ ​จังหวัดนครราชสีมา​ ​ขอยกข้อ​ความ​มาดังนี้​
​การศึกษา​ความ​รู้​กับ​หลวงปู่ดูลย์​เมื่อครั้งที่ท่าน​ (หลวงพ่อเพิ่ม) ​ยัง​เป็น​สามเณรน้อย​ ​ได้​รับการชี้​แนะอบรมพร่ำ​สอน​จาก​หลวงปู่ดูลย์อย่าง​ใกล้​ชิด​ ​โดย​ท่าน​จะ​เน้น​ให้​ศิษย์ของท่านมี​ความ​สำ​นึกตรึก​อยู่​ใน​จิตเสมอ​ถึง​สภาวะ​ความ​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบันว่า​

​บัดนี้​เรา​ได้​บวชกายบวชใจ​เข้า​มา​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​ ​เป็น​สมณะที่ชาวบ้าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ความ​เคารพบูชา​ ​ทั้ง​ยัง​อุปัฏฐากอุปถัมภ์ค้ำ​จุน​ด้วย​ปัจจัยสี่​ ​ควรที่​จะ​กระทำ​ตน​ให้​สม​กับ​ที่​เขา​เคารพบูชา​ ​ถือประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด​ ​ไม่​ฝ่าฝืน​ทั้ง​ที่ลับ​และ​ที่​แจ้ง​

​พระ​เณรที่มาบวช​กับ​ท่าน​ ​หลวงปู่จึง​ให้​ศึกษา​ทั้ง​ใน​ด้านปริยัติ​และ​ปฏิบัติควบคู่​กัน​ไป​

ด้านปริยัติ ​ท่าน​ให้​เรียนนักธรรม​ ​บาลี​ ​ไวยากรณ์​ ​ให้​เรียนรู้​ถึง​เรื่องศีลธรรม​ ​พระวินัย​ ​เพื่อ​จะ​ได้​จดจำ​นำ​ไปประพฤติปฏิบัติ​ให้​ถูก​ต้อง​ ​ไม่​ออกนอกลู่นอกทางที่พระพุทธองค์ทรงวาง​ไว้​ ​ซึ่ง​จะ​ทำ​ให้​สามารถ​ดำ​รงตน​อยู่​ได้​อย่างเหมาะสมเยี่ยง​ผู้​ถือบวช​ ​ที่ชาวบ้าน​เขา​ศรัทธากราบไหว้บูชา​

ด้านปฏิบัติ​ ​ท่านเน้นหนัก​เป็น​พิ​เศษ​ให้​พระ​เณรทุกรูปทุกองค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน​ ​เพราะ​การปฏิบัติพระธรรมกัมมัฏฐานนี้​ ​จะ​เป็น​การฝึกกายฝึกจิต​ให้​ผู้​ศึกษาธรรม​ ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​โดย​สภาพที่​เป็น​จริง​ ​อันเกิด​จาก​การรู้การเห็นของตนเอง​ ​ไม่​ใช่​เกิด​จาก​การอ่านจดจำ​จาก​ตำ​รับตำ​รา​ ​ซึ่ง​เป็น​การรู้​ด้วย​ ​สัญญา​แห่งการจำ​ได้​หมายรู้​ ​คือรู้​แต่​ยัง​ไม่​เห็น​ ​ยัง​ไม่​แจ้ง​ ​แทงตลอดอย่างแท้จริง​

​ข้อธรรมกัมมัฏฐานที่หลวงปู่ดูลย์​ ​ท่าน​ให้​พิจารณา​อยู่​เป็น​เนืองนิตย์ก็คือ​ ​หัวข้อกัมมัฏฐานที่ว่า​ สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​สพฺพสญฺญา​ ​อนตฺตา

​การพิจารณาตามหัวข้อธรรมกัมมัฏฐานดังกล่าวนี้​ ​หาก​ได้​พิจารณาทบทวนอย่างสม่ำ​เสมอ​แล้ว​ ​ใน​เวลาต่อมาก็​จะ​ ​รู้​แจ้งสว่างไสว​ ​เข้า​ใจ​ได้​ชัดว่า​ สังขาร​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ปวง​ ​เป็น​สิ่งที่​ไม่​เที่ยงแท้​ ​หา​ความ​จีรังยั่งยืน​ไม่​ได้​ ​มีการเกิดดับ​ - ​เกิดดับ​อยู่​ตลอดเวลา​

​เมื่อพิจารณา​เห็นอย่างนี้​แล้ว​ ​จะ​ทำ​ให้​เลิกละ​จาก​การยึดถือตัวตนบุคคลเราท่าน​ ​เพราะ​ได้​รู้​ได้​เห็นของจริง​แล้ว​ว่า​ ​สังขารที่​เรารักหวงแหน​นั้น​ ​ไม่​ช้า​ไม่​นานมันก็​ต้อง​เสื่อมสูญดับไปตามสภาวะของมัน​ ​ไม่​อาจที่​จะ​ฝ่าฝืน​ได้​

เมื่อสังขารดับ​ได้​แล้ว​ ​ความ​เป็น​ตัว​เป็น​ตนก็​จะ​ไม่​มี​ ​เพราะ​ไม่​ได้​เข้า​ไปเพื่อปรุงแต่ง​ ​ครั้นเมื่อ​ความ​ปรุงแต่งขาดหายไป​ ​ความ​ทุกข์​จะ​เกิด​ได้​อย่างไร​

23 มิถุนายน 2550

๒ แนวทางการทำ​สมาธิภาวนา


​สำ​หรับศิษยานุศิษย์ที่​เป็น​ภิกษุสามเณร​ ​และ​ปรารถนา​จะ​เจริญงอกงาม​อยู่​ใน​บวรพุทธศาสนา​นั้น​ ​หลวงปู่​จะ​ ​ชี้​แนะ​แนวทางดำ​เนินปฏิปทา​ไว้​ ๒ ​แนวทาง​ ​ซึ่ง​ท่าน​ให้​ความ​เห็นว่า​ ผู้​ที่​จะ​เป็น​ศาสนทายาท​นั้น​ ​ควรทำ​การศึกษา​ทั้ง​สองด้าน​ ​คือ​ ​ทั้ง​ปริยัติ​และ​ปฏิบัติ​

​ดัง​นั้น​ ​หลวงปู่​จึง​แนะนำ​ว่า​ ​ผู้​ที่อายุ​ยัง​น้อย​และ​มี​แวว​ ​มี​ความ​สามารถ​ใน​การศึกษา​เล่า​เรียนก็​ให้​เล่า​เรียนพระปริยัติธรรมไปก่อน​ ​ใน​เวลาที่ว่าง​จาก​การศึกษา​ ​ก็​ให้​ฝึกฝนปฏิบัติสมาธิภาวนา​ไป​ด้วย​ เพราะ​จิตใจที่สงบ​ ​มีสมาธิ​ ​ย่อมอำ​นวยผลดี​แก่การเล่า​เรียน

​เมื่อมี​ผู้​สามารถ​ที่​จะ​ศึกษา​เล่า​เรียนต่อไป​ใน​ชั้นสูงๆ​ ​ได้​ ​หลวงปู่ก็​จะ​จัดส่ง​ให้​ไปเรียนต่อ​ใน​สำ​นักต่างๆ​ ​ที่กรุงเทพฯ​ ​หรือ​ที่​อื่น​ที่​เจริญ​ด้วย​การศึกษาด้านปริยัติธรรม​

​ศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่​จึง​มีมากมายหลายรูปที่ศึกษาพระปริยัติธรรมจบชั้นสูงๆ​ ​ถึง​เปรียญ​ ๘ ​เปรียญ​ ๙ ​ประ​โยค​ ​หรือ​จบระดับปริญญา​จาก​มหาวิทยาลัยสงฆ์​ ​จนกระทั่งไปศึกษาต่อ​ยัง​ต่างประ​เทศ​ ​เช่น​ ​อินเดีย​ ​ออสเตรเลีย​ ​ฝรั่งเศส​ ​และ​สหรัฐอเมริกา​

สำ​หรับอีกแนวทางหนึ่งนั้น​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่มีอายุมาก​แล้ว​ก็ดี​ ​ผู้​ที่รู้สึกว่ามันสมอง​ไม่​อำ​นวยต่อการศึกษาก็ดี​ ​ผู้​ที่สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานก็ดี​ ​หลวงปู่ก็​แนะนำ​ให้​ศึกษาพระธรรมวินัย​ให้​พอ​เข้า​ใจ​ ​ให้​พอคุ้มครองรักษาตัวเอง​ให้​สมควรแก่สมณสารูป​ ​แล้ว​จึง​มุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐานต่อไป​ให้​จริงจัง​

​ก็​แลสำ​หรับ​ผู้​ที่​เลือกแนวทางที่สอง​นั้น​ ​หลวงปู่​ยัง​ได้​ชี้​แนะ​ ​ไว้​อีก​ ๒ ​วิธี​

​คือ​ ​ผู้​ที่​ใฝ่​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐานตามแบบ​ฉบับ​ของพระอาจารย์​ใหญ่​มั่น​ ​ภูริทตฺ​โต​ ​หลวงปู่ก็​จะ​แนะนำ​และ​ส่ง​ให้​ไป​อยู่​รับการศึกษาอบรม​กับ​ครูบาอาจารย์จังหวัดสกลนคร​ ​อุดรธานี​ ​และ​หนองคาย​

​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งที่สำ​นักวัดป่าอุดมสมพร​ ​และ​สำ​นักถ้ำ​ขามของท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​อาจา​โร​ ​หลวงปู่​ได้​ฝากฝังไป​อยู่​มากที่สุด​ ​และ​มา​ใน​ระยะหลังมีฝากไปที่สำ​นักวัดป่าบ้านตาด​ ​ของท่านอาจารย์พระมหาบัว​ ​ญาณสมฺปนฺ​โน​ ​บ้าง​

​เป็น​ที่สังเกตว่า​ ​ไม่​มีลูกศิษย์ลูกหาที่สนใจใฝ่​ใน​กิจธุดงค์คน​ใด​ที่​ ​หลวงปู่​จะ​แนะนำ​ให้​ไปเอง​ ​หรือ​เที่ยวเสาะ​แสวงหา​เอา​เอง​ ​หรือ​เดินทางไปสำ​นัก​นั้นๆ​ ​เอง​

​ใน​เรื่องนี้ท่านเจ้าคุณพระ​โพธินันทมุนียืนยันว่า​ ​หลวงปู่​เคย​ใช้​ให้​ท่านเจ้าคุณเอง​เป็น​ผู้​นำ​พระ​ไปฝาก​ไว้​ที่สำ​นักท่านพระอาจารย์ฝั้น​ ​หลายเที่ยวหลายชุด​ด้วย​กัน​ ​ศิษย์ที่​ได้​รับการฝึกอบรม​จาก​สำ​นัก​ ​ท่านอาจารย์ฝั้น​นั้น​ก็​ได้​กลับมาบำ​เพ็ญประ​โยชน์​แก่การพระศาสนา​ ​ด้านวิปัสสนาธุระที่จังหวัดสุรินทร์​และ​บุรีรัมย์หลายท่าน​ด้วย​กัน​ ​จนกระทั่งมี​ไปเผยแพร่พระศาสนา​ใน​ด้านนี้​ถึง​สหรัฐอเมริกาก็หลายรูป​ ​ใน​ปัจจุบันนี้​ ​ทั้ง​นี้ก็​เป็น​เพราะ​ผลการสังเกตเห็นแวว​และ​ส่งเสริมสนับสนุนของหลวงปู่นั่นเอง​

​ส่วน​อีกวิธีหนึ่ง​นั้น​ ​หลวงปู่ชี้​แนะ​ไว้​สำ​หรับ​ผู้​ที่สนใจ​จะ​ปฏิบัติทางด้าน​ ​สมาธิวิปัสสนา​เพียงอย่างเดียว​ ​ไม่​สนใจ​ใน​ธุดงค์กัมมัฏฐาน​ ​อาจ​เป็น​ด้วย​ไม่​ชอบการนุ่งห่มแบบ​นั้น​ ​หรือ​มีสุขภาพ​ไม่​เหมาะ​แก่การฉันอาหาร​ ​มื้อเดียว​ ​หรือ​เพราะ​เหตุผล​อื่น​ใด​ก็ตาม​

​หลวงปู่​จะ​ไม่​แนะนำ​ให้​ไปที่​ไหน​ ​แต่​ให้​อยู่​กับ​ที่ที่ตนยินดีชอบใจ​ใน​จังหวัดสุรินทร์​หรือ​บุรีรัมย์​ ​อาจ​เป็น​ที่วัดบูรพาราม​หรือ​วัดไหน​ ​ก็​ได้​ที่รู้สึกว่า​อยู่​สบาย​

​หลวงปู่ถือว่า​ ​การปฏิบัติธรรมอย่างนี้​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​เดินทางไปที่​ไหนใน​เมื่อกายยาว​ ๑ ​วา​ ​หนา​ ๑ ​คืบ​ ​นี้​แล​ ​เป็น​ตัวธรรม​ ​เป็น​ตัวโลก​ ​เป็น​ที่​เกิดแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ดับแห่งธรรม​ ​เป็น​ที่ที่พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ได้​อาศัยบัญญัติ​ไว้​ซึ่ง​ธรรม​ทั้ง​ปวง​ ​แม้​ใครใคร่​จะ​ปฏิบัติธรรมก็​ต้อง​ ​ปฏิบัติที่กาย​และ​ใจเรานี้​ ​หา​ได้​ไปปฏิบัติที่​อื่น​ไม่​

​ดัง​นั้น​ ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​หอบสังขารไปที่​ไหน​ ​ถ้า​ตั้งใจจริง​แล้ว​ ​นั่ง​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​ ​นอน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ยืน​อยู่​ที่​ไหน​ ​เดิน​อยู่​ที่​ไหน​ ​ธรรมะก็​เกิดที่ตรง​นั้น​นั่นแล​


​ยิ่งกว่า​นั้น​หลวงปู่อธิบายว่า​ ยิ่ง​ผู้​ใด​สามารถ​ปฏิบัติภาวนา​ ​ใน​ท่ามกลาง​ความ​วุ่นวายของบ้านเมืองที่มี​แต่​ความ​อึกทึกครึกโครม​ ​หรือ​แม้​แต่กระทั่ง​ใน​ขณะที่รอบๆ​ ​ตัวมี​แต่​ความ​เอะอะวุ่นวาย​ ​ก็​สามารถ​กำ​หนดจิตตั้งสมาธิ​ได้​ ​สมาธิที่​ผู้​นั้น​ทำ​ให้​เกิด​ได้​ ​จึง​เป็น​สมาธิที่​เข้มแข็ง​และ​มั่นคงกว่าธรรมดา​ ​ด้วย​เหตุที่​สามารถ​ต่อสู้​เอาชนะสภาวะที่​ไม่​เป็น​สัปปายะ​ ​คือ​ ​ไม่​อำ​นวยนั่นเอง​ ​เพราะ​ว่าสถานที่ที่​เปลี่ยววิ​เวก​นั้น​ย่อม​เป็น​สัปปายะ​ ​อำ​นวย​ให้​เกิด​ความ​สงบ​อยู่​แล้ว​ ​จิตใจย่อม​จะ​หยั่งลงสู่สมาธิ​ได้​ง่าย​เป็น​ธรรมดา

​หลวงปู่​ยัง​เคยบอก​ด้วย​ว่า​ การเดินจงกรมจนกระทั่งจิตหยั่งลงสู่​ความ​สงบ​นั้น​ ​จะ​เกิดสมาธิที่​แข็งแกร่งกว่าสมาธิที่สำ​เร็จ​ ​จาก​การนั่ง​หรือ​นอน​ ​หรือ​แม้​แต่การ​เข้า​ป่ายิ่งนัก​

​ด้วย​เหตุนี้​จะ​สังเกตว่า​ ​ใน​แถบจังหวัดสุรินทร์​ ​บุรีรัมย์​ ​จะ​มีนักปฏิบัติหลายท่านชอบไปนั่งทำ​สมาธิ​ใกล้ๆ​ ​วงพิณพาทย์​ ​หรือ​ใกล้ๆ​ ​ที่ที่มี​เสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ​ ​ยิ่งดังเอะอะน่า​เวียนหัว​เท่า​ไหร่ก็ยิ่งชอบ​

​อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำ​สมาธิ​นั้น​ ​ตาม​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ย่อม​ไม่​เลือกสถานที่ปฏิบัติก็ตาม​ ​แต่สำ​หรับ​ผู้​ที่มีจิตเบา​ ​วอกแวกง่าย​ ​หรือ​ผู้​ที่​ต้อง​การ​ “​เครื่องทุ่นแรง​” ​จำ​เป็น​ต้อง​อาศัยสภาพแวดล้อมที่อำ​นวย​ความ​สงบ​ ​พึงแสวงหาสถานที่​ ​วิ​เวก​หรือ​ออกธุดงค์กัมมัฏฐานแสวงหาที่สงัดที่​เปลี่ยว​ ​เช่น​ ​ถ้ำ​ ​เขา​ ​ป่าดง​หรือ​ป่าช้าที่น่าสพึงกลัว​ ​จะ​ได้​เป็น​เครื่องสงบจิต​ ​ไม่​ให้​ฟุ้งซ่าน​ ​และ​ตก​อยู่​ภาย​ใต้​การควบคุมของสติ​ได้​โดย​ง่าย​ ​ก็​จะ​ทำ​ให้​การบำ​เพ็ญสมาธิภาวนาสำ​เร็จ​ได้​สะดวกยิ่งขึ้น​

22 มิถุนายน 2550

๑ จิตคือพุทธะ​

ใน​หมู่​ผู้​ปฏิบัติธรรมสายพระกัมมัฏฐาน​ ​ทั้ง​พระภิกษุ​และ​ฆราวาส​ ​ให้​การยอมรับว่า​ “​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​นับ​เป็น​พระองค์ที่มี​ความ​รู้ลึกซึ้ง​ใน​เรื่องของจิตมาก​ ​จนกระทั่ง​ได้​รับสมญาว่า​เป็น​บิดา​แห่งการภาวนาจิต​”

​ประจักษ์พยานแห่งสมญานามดังกล่าว​จะ​เห็น​ได้​จาก​ ​คำ​เทศน์​ ​คำ​สอน​ ​และ​ความ​สนใจของหลวงปู่​ ​อยู่​ใน​เรื่อง​ “​จิต​” ​เพียงอย่างเดียว​ ​เรื่อง​อื่น​นอก​จาก​นั้น​หา​ได้​อยู่​ใน​ความ​สนใจของหลวงปู่​ไม่​

​ด้วย​ความ​ลึกซึ้ง​ใน​เรื่องจิต​ ​จึง​ทำ​ให้​หลวงปู่ประกาศหลักธรรม​ ​โดย​ใช้​คำ​ว่า​ “​จิต​ ​คือ​ ​พุทธะ​” ​โดย​เน้นสาระ​เหล่านี้​ ​เช่น​

“​พระพุทธเจ้า​ทั้ง​ปวง​ ​และ​สัตว์​โลก​ทั้ง​นั้น​ ​ไม่​ได้​เป็น​อะ​ไรเลย​ ​นอก​จาก​เป็น​เพียงจิตหนึ่ง​ ​นอก​จาก​จิตหนึ่งนี้​แล้ว​ ​ไม่​มีอะ​ไรตั้ง​อยู่​เลย​”

“​จิตหนึ่ง​ ​ซึ่ง​ปราศ​จาก​การตั้งต้นนี้​ ​เป็น​สิ่งที่มิ​ได้​เกิดขึ้น​ ​และ​ไม่​อาจถูกทำ​ลาย​ได้​เลย​”

​จิตหนึ่ง​เท่า​นั้น​ที่​เป็น​พระพุทธะ​ ​ดังคำ​ตรัสที่ว่า​

“​ผู้​ใด​เห็นจิต​ ​ผู้​นั้น​เห็นเรา​
​ผู้​ใด​เห็นปฏิจฺจสมุปฺบาท​ ​ผู้​นั้น​เห็นธรรม​
​ผู้​ใด​เห็นธรรม​ ​ผู้​นั้น​เห็นตถาคต​”

​ใน​การสอนของหลวงปู่​ ​ท่าน​จะ​เตือนสติสานุศิษย์​เสมอๆ​ ​ว่า​

“​อย่าส่งจิตออกนอก​”

​หลวงปู่​ยัง​สอนแนวทางปฏิบัติ​ ​อีกว่า​ “​จงทำ​ญาณ​ให้​เห็นจิต​ ​เมื่อเห็นจิต​ได้​ ​ก็​จะ​สามารถ​แยกรูป​ ​ถอด​ด้วย​วิชชามรรคจิต​ ​เพื่อที่​จะ​แยกรูป​กับ​กาย​ให้​อยู่​คนละ​ส่วน​ ​และ​จะ​เข้า​ใจพฤติของจิต​ได้​ใน​ลำ​ดับต่อไป​”

​คำ​สอนเกี่ยว​กับ​เรื่องจิตของหลวงปู่​ ​ที่มีการบันทึก​ไว้​ใน​ที่​อื่นๆ​ ​อีก​ ​ก็มี​เช่น​ :-

“​หลักธรรมที่​แท้จริง​ ​คือ​ ​จิต​ ​จิตของเราทุกคนนั่นแหละ​ ​คือหลักธรรมสูงสุด​ใน​จิตใจเรา​ ​นอก​จาก​นั้น​แล้ว​ ​ไม่​มีหลักธรรม​ใดๆ​ ​เลย​

​จิตนี้​แหละ​ ​คือ​ ​หลักธรรม​ ​ซึ่ง​นอกไป​จาก​นั้น​แล้ว​ก็​ ​ไม่​ใช่​จิต​ ​แต่จิต​นั้น​โดย​ตัวมันเองก็​ไม่​ใช่​จิต​

​ขอ​ให้​เลิกละการคิด​และ​การอธิบายเสีย​ให้​หมดสิ้น​ ​เมื่อ​นั้น​เราอาจกล่าว​ได้​ว่า​ ​คลองแห่งคำ​พูด​ได้​ถูกตัดทอนไป​แล้ว​ ​พิษของจิตก็​ได้​ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น​

​จิต​ใน​จิตก็​จะ​เหลือแต่​ความ​บริสุทธิ์​ซึ่ง​มี​อยู่​ประจำ​แล้ว​ทุกคน​”

​ด้วย​เหตุนี้​ ​การสอนของหลวงปู่​จึง​ไม่​เน้นที่การพูด​ ​การคิด​หรือ​การเทศนาสั่งสอน​ ​แต่ท่าน​จะ​เน้นที่การภาวนา ​และ​ให้​ดูลงที่จิตใจของตนเอง​ อย่า​ไปดูสิ่ง​อื่น​ ​เช่น​ ​อย่า​ไปสนใจดูสวรรค์​ ​ดูนรก​ ​หรือ​สิ่ง​อื่น​ใด​ ​แต่​ให้​ดูที่จิตของตนเอง​ ​ให้​ดู​ไปภาย​ใน​ตนเอง​

“​อย่าส่งจิตออกนอก​” ​จึง​เป็น​คำ​ที่หลวงปู่​เตือนลูกศิษย์​อยู่​เสมอ​

21 มิถุนายน 2550

บทนำ​

รู้ตัว​อยู่​เสมอ​


พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ! ​เรากล่าวว่า​ ​สติมีประ​โยชน์​ใน​ที่​ทั้ง​ปวง​”

​ใน​มุฏฐัสสติสูตร​ ​กล่าว​ถึง​ประ​โยชน์ของสติ​ไว้​ว่า​ ​ทำ​ให้​คนหลับอย่าง​เป็น​สุข​ ​ตื่น​อยู่​ก็​เป็น​สุข​ ​ไม่​ฝันลามก​ ​เทวดารักษา​ ​น้ำ​อสุจิ​ไม่​เคลื่อน​

​อีกแห่งหนึ่ง​ ​พระพุทธองค์ตรัส​ไว้​ว่า​ “​ภิกษุ​ผู้​มีสติคุ้มครองตน​แล้ว​ย่อม​อยู่​เย็น​เป็น​สุข​”

​พูดง่ายๆ​ ​ว่า​ ​มีสติ​เพียงอย่างเดียว​ ​สบายไปแปดอย่างว่างั้นเถอะ​

​พระสงฆ์องค์​เจ้า​โดย​ทั่ว​ไปต่างเจริญสติ​กัน​ทั้ง​นั้น​ ​อย่างหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โลท่านก็​เป็น​พระมหา​เถระอีกรูปหนึ่ง​ ​ที่ฝึกตน​ด้วย​สติ​และ​สอน​ให้​ผู้​อื่น​ใช้​สติ​

​ใน​การ​ใช้​ชีวิตประจำ​วันของคนเรา​ ​หลวงปู่ดูลย์บอก​ให้​เอาสติกำ​กับ​ ​ให้​เป็น​อยู่​ด้วย​สติ​ ​ไม่​ว่า​จะ​อยู่​ใน​อิริยาบถไหน​ ​ให้​รู้ตัว​อยู่​เสมอ​ ​รู้​อยู่​เฉยๆ​ ​ไม่​ต้อง​ไปจำ​แนกแยกแยะว่าอะ​ไร​เป็น​อะ​ไร​ ​นั่น​เป็น​นั่น​ ​นี่​เป็น​นี่​ ​การฝึกครั้งแรกค่อนข้างยากหน่อย​ ​ท่านบอกว่า​เมื่อรักษา​ได้​สักครู่​ ​จิต​จะ​คิดแส่​ไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​โดย​ไม่​มีทางรู้ทันก่อน​ ​ซึ่ง​เป็น​ธรรมดาของ​ผู้​ฝึก​ใหม่​ ​ต่อเมื่อจิตแล่นไปคิด​ใน​อารมณ์​นั้นๆ​ ​จนอิ่ม​แล้ว​ ​ก็​จะ​รู้สึกตัวขึ้นมา​เอง​

​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ไม่​ต้อง​ไปเคร่งเครียดอะ​ไรมาก​ ​ขอ​ให้​รู้ตัวเอา​ไว้​

​ภายหลังจิตท่องเที่ยวไป​ใน​อารมณ์ต่างๆ​ ​แล้ว​ ​เมื่อรู้สึกตัว​ทั่ว​พร้อม​ ​ให้​พิจารณา​เปรียบเทียบสภาวะของตน​ ​ใน​ระหว่างที่จิตเที่ยวไป​กับ​ใน​ระหว่างที่จิตมี​ความ​รู้ตัว​ ​ว่ามันแตกต่าง​กัน​อย่างไร​

​รู้​ไว้​ทำ​ไม​ ?

​ก็​เพื่อ​เป็น​อุบายสอนใจตน​ให้​รู้จักจดจำ​

​ขณะที่จิตเที่ยวไปจุ้นจ้าน​อยู่​ที่นั่นที่นี่​ ​จิต​จะ​ไร้พลังประสบ​กับ​ความ​กระวนกระวาย​ ​เหน็ดเหนื่อย​ ​เป็น​ทุกข์พอสมควร​ ​ขณะ​นั้น​เรา​ไม่​รู้ตัว​ ​แต่ขณะที่จิตหยุด​อยู่​ ​เพราะ​มีสติวิ่งมา​นั้น​ ​จิต​จะ​สงบ​ ​รู้ตัว​ ​เยือกเย็น​ ​สุขสบาย​

​ลองเปรียบเทียบขณะจิต​ทั้ง​สองเวลา​นั้น​ ​ก็​จะ​รู้​โทษของการแส่​ไปตามอารมณ์​กับ​คุณของการรู้ตัว​ ​แล้ว​จะ​เกิด​ความ​รู้สึกว่าอยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตชนิดไหน​

​แน่นอนที่สุด​ ​ใครๆ​ ​ก็อยาก​จะ​อยู่​กับ​จิตที่มีสติ​

​ทุกครั้งที่จิตวิ่งไปข้างนอก​ ​ให้​พยายามรู้ตัว​ ​แล้ว​ค่อยๆ​ ​ดึงกลับมา​ ​ค่อยๆ​ ​รักษาจิต​ให้​อยู่​ใน​สภาวะรู้​อยู่​กับ​ที่ต่อไป​ ​เผลอออกไปดึงกลับมา​ ​อย่างนี้​เรื่อยไป​ ​เมื่อ​ถึง​จุดอิ่มตัว​ ​ก็​จะ​กลับรู้ตัว​ทั่ว​พร้อมอย่างเดิมอีก​

​หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า​

​เมื่อรู้ตัว​แล้ว​ ​ก็พิจารณา​และ​รักษาจิตต่อไป​ ​ด้วย​อุบายอย่างนี้​ไม่​นานนักก็​จะ​สามารถ​คุมจิต​ได้​ ​และ​บรรลุธรรม​ใน​ที่สุด​ ​โดย​ไม่​ต้อง​ไปปรึกษาหารือใคร​

​ข้อห้าม​ ​ใน​เวลาจิตฟุ้งเต็มที่อย่าทำ​ ​เพราะ​ไม่​มีประ​โยชน์​ ​และ​ยัง​ทำ​ให้​บั่นทอนพลัง​ความ​เพียร​ ​ไม่​มีกำ​ลังใจ​ใน​การเจริญจิตครั้งต่อๆ​ ​ไป​

​ใน​กรณีที่​ไม่​สามารถ​ทำ​เช่นนี้​ได้​ ​ให้​ลองนึกคำ​ว่า​ “​พุทโธ​” ​หรือ​คำ​อะ​ไรก็​ได้​ที่​ไม่​เป็น​เหตุ​เย้ายวน​ ​หรือ​เป็น​เหตุขัดเคืองใจ​ ​นึกไปเรื่อยๆ​ ​แล้ว​สังเกตว่า​ ​คำ​ที่นึก​นั้น​ชัดที่สุดที่ตรงไหน​ ​ที่ตรง​นั้น​แหละคือฐานของจิต​

​หลวงปู่ดูลย์​ได้​ให้​ทางแก้​ไว้​ด้วย​โดย​ใช้​ “​พุทโธ​” ​จะ​เป็น​คำ​อื่น​ก็​ได้​ ​แต่คำ​ “​พุทโธ​” ​ดีที่สุด​

​ฐานแห่งจิต​จะ​อยู่​ไม่​คงที่​ ​เปลี่ยนที่​อยู่​ไปเรื่อย​ ​แต่ว่า​อยู่​ใน​กายแน่นอน​ ​ไม่​ต้อง​ไปหานอกกาย​

​ท่านบอกว่าฐานแห่งจิตที่นึก​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏชัดที่สุด​ ​ย่อม​ไม่​มี​อยู่​ภายนอกกายแน่นอน​ ​ต้อง​อยู่​ภาย​ใน​กายแน่​

​แต่​เมื่อพิจารณาดู​ให้​ดี​แล้ว​ ​จะ​เห็นว่าฐานนี้​จะ​ว่า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของร่างกายก็​ไม่​ถูก​ ​ดัง​นั้น​จะ​ว่า​อยู่​ภายนอกก็​ไม่​ใช่​ ​จะ​ว่า​อยู่​ภาย​ใน​ก็​ไม่​เชิง​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​แสดงว่า​ได้​กำ​หนดถูกฐานแห่งจิต​แล้ว​

​เมื่อกำ​หนดถูก​ ​และ​ “​พุทโธ​” ​ปรากฏ​ใน​มโนนึกชัดเจนดี​ ​ก็​ให้​กำ​หนดนึกไปเรื่อยๆ​ ​อย่า​ให้​ขาดสาย​ได้​ ​ถ้า​ขาดสายเมื่อ​ใด​ ​จิตก็​จะ​แล่นไปสู่อารมณ์ทันที​

​เมื่อเสวยอารมณ์อิ่ม​แล้ว​ ​จึง​จะ​รู้สึกตัวเอง​ ​ก็ค่อยๆ​ ​นึกพุทโธต่อไป​ ​ด้วย​อุบายวิธี​ใน​ทำ​นองเดียว​กับ​ที่กล่าว​ไว้​เบื้องต้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​ค่อยๆ​ ​ควบคุมจิต​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจ​ได้​เอง​

​เมื่อคุมจิต​ให้​มีอารมณ์​เป็น​หนึ่ง​ได้​ ​ให้​ใช้​สติจดจ่อ​อยู่​ที่ฐานเดิมนั่นแหละ​

​ต่อไปก็ดูว่า​ ​มีอารมณ์อะ​ไรเกิดขึ้นบ้าง​ ​อะ​ไรเกิดขึ้นก็ช่าง​ ​ให้​ละทิ้ง​ให้​หมด​ ​โดย​ละทิ้งทีละอย่าง​ ​อะ​ไรเกิดก่อน​ ​ให้​ละก่อน​ ​อะ​ไรเกิดหลัง​ ​ให้​ละทีหลัง​ ​แล้ว​เอาสติมาดูจิตต่อไป​

กำ​หนดรู้อารมณ์ที่​เกิดขึ้น​ ​และ​ละอารมณ์​นั้นๆ​ ​ให้​หมด​
​กำ​หนดรู้​และ​ละ​ไป​เท่า​นั้น​
​นี่​เป็น​วิถี​แห่งสมาธิของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล

20 มิถุนายน 2550

สารบัญ

คำ​นำ​
​บทนำ​
๑. ​จิตคือพุทธะ​
๒. ​แนวทางการทำ​สมาธิภาวนา​
๓. ​ปริยัติ​-​ปฏิบัติ​
๔. ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​แต่ละระดับ​
๕. ​สมาธิอัน​ใด​ ​ปัญญาอัน​นั้น​
๖. ​วิธี​เจริญสมาธิภาวนา​
๗. ​อธิบายหลักธรรมสำ​คัญเกี่ยว​กับ​สมาธิ​
๘. ​สมาธิภาวนา​กับ​นิมิต​
๙. ​วิปัสสนูปกิ​เลส​
๑๐. ​เรื่องจิต​ ​เรื่องอิทธิฤทธิ์​
๑๑. ​บันทึกธรรมเทศนา​เกี่ยว​กับ​สมาธิ​
๑๒. ​ประสบการณ์ภาวนา​

​บทธรรมสมาธิ​จาก​พระ​ไตรปิฎก​
๑. ​คุณของอานาปานสติ​
๒. ​วิธี​เจริญอานาปานสติที่มีผลมาก​
๓. ​ฌาน​
๔. ​ผู้​ได้​ฌาน​
๕. ​แสดงญาณ​ความ​รู้​ ​อันสำ​เร็จมา​แต่การเจริญสมาธิ​
๖. ​มหาสติปัฏฐานสูตร.

การเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​ (หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล)

Image

​สมาธิ​
​เรื่องการเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​
​โดย​ ​พระราชวุฒาจารย์​ (หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล)

​ประกายธรรม​ ​รวบรวม​และ​เรียบเรียง​
​ธรรมสภาจัดพิมพ์​เผยแพร่​ ​พุทธศักราช​ ๒๕๔๐



​คำ​นำ​

​หนังสือการทำ​สมาธิ​เรื่องการเจริญสมาธิ​ด้วย​การกำ​หนดรู้​และ​ละอารมณ์​ ​ของท่านเจ้าคุณพระราชวุฒาจารย์​ ​หลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​เล่มนี้​ ​เป็น​การรวบรวมบทธรรมเทศนา​เรื่องสมาธิ​และ​วิธีฝึกสมาธิ​จาก​หนังสือ​ ​ประวัติ​ ​ปฏิปทา​ ​และ​คำ​สอนของหลวงปู่ดูลย์​ ​อตุ​โล​ ​ซึ่ง​รองศาสตราจารย์​ ​ดร​.​ปฐม​ ​นิคมานนท์​ ​ได้​เรียบเรียงขึ้น​จาก​บันทึก​และ​ความ​ทรงจำ​ของพระ​โพธินันทมุนี​ (สมศักดิ์​ ​ปญฺฑิ​โต)

​ธรรมสภาขอกราบขอบพระคุณ​และ​ระลึก​ถึง​ใน​คุณูปการของท่าน​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​ที่​ช่วย​ให้​คำ​สอนอันทรงคุณค่าทางด้านจิตใจของหลวงปู่ดูลย์​ ​ได้​มี​โอกาสเผยแพร่สู่สาธุชน​ผู้​ใฝ่​ใจ​ใน​ธรรมปฏิบัติตามแนวทางของท่าน​ ​ซึ่ง​เป็น​สัมมาปฏิบัติตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​องค์พระศาสดา​แห่งพระพุทธศาสนา​ผู้​ทรง​เป็น​แสงสว่างแห่งโลก​

“​สมาธิ​” ​เป็น​เรื่องของการฝึกอบรมจิต​ใน​ขั้นลึกซึ้ง​ ​เป็น​เรื่องละ​เอียดปราณีต​ ​ทั้ง​ใน​แง่ที่​เป็น​เรื่องของจิตอัน​เป็น​ของละ​เอียด​ ​และ​ใน​แง่การปฏิบัติที่มีรายละ​เอียดกว้างขวางซับซ้อน​

​ลักษณะของจิตที่​เป็น​สมาธิ​นั้น​ ​มีองค์ประกอบสำ​คัญ​ ๓ ​ประการ​ ​คือ​ ​มี​ความ​บริสุทธิ์​ ๑ ​มี​ความ​ตั้งมั่น​ ๑ ​และ​มี​ความ​ว่องไวควรแก่การงาน​ ๑ ​จิตที่มีองค์ประกอบเช่นนี้​เหมาะ​แก่การเอา​ไป​ใช้​ได้​ดีที่สุด​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ใน​การพิจารณาสภาวธรรม​ ​ให้​เกิด​ความ​รู้​แจ้งตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​จนหลุดพ้น​จาก​กิ​เลส​และ​ทุกข์​ทั้ง​ปวง​ ​อัน​เป็น​จุดหมายสูงสุด​ใน​ทางพระพุทธศาสนา​ ​และ​สมาธิก็​ยัง​มีคุณประ​โยชน์อย่าง​อื่น​อีกมากมาย​ ​ซึ่ง​เป็น​ผลขั้นต้น​ใน​ชีวิตประจำ​วัน​ ​อัน​ได้​แก่​

๑) ​เป็น​เครื่องเสริมประสิทธิภาพ​ใน​การทำ​งาน​ ​การเล่า​เรียน​และ​การทำ​กิจทุกอย่าง​
๒) ​ช่วย​ให้​จิตใจผ่อนคลาย​จาก​ความ​เครียด​และ​ความ​กลัดกลุ้มวิตกกังวลต่างๆ​
๓) ​ช่วย​พัฒนาสุขภาพจิต​และ​บุคลิกภาพ​ ​ให้​เป็น​ผู้​ที่มี​ความ​มั่นคงทางอารมณ์​ ​และ​มีภูมิคุ้ม​กัน​โรคทางจิต​
๔) ​ช่วย​เสริมสุขภาพกาย​และ​ใช้​แก้​โรค​ ​เหล่านี้​เป็น​ต้น​

​เมื่อสมาธิมีคุณประ​โยชน์นานัปการดังกล่าว​แล้ว​ ​จึง​เป็น​เรื่องที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษาปฏิบัติ​เป็น​อย่างยิ่ง​

​อนึ่ง​ ​ใน​การฝึกอบรมเจริญสมาธิ​นั้น​ ​มีวิธีการ​และ​รายละ​เอียดมากมาย​ ​ซึ่ง​ผู้​สนใจพึงศึกษา​และ​เลือกปฏิบัติ​ให้​สอดคล้อง​กับ​อุปนิสัยของตน​ ​ก็จักประสบผลสำ​เร็จ​ได้​สมดังประสงค์ทุกประการ​


​ด้วย​ความ​สุจริต​และ​หวังดี​
​ธรรมสภาปรารถนา​ให้​โลกพบ​ความ​สงบสุข.

มุตโตทัย​ ​แนวทางปฏิบัต​ให้​ถึง​ความ​หลุดพ้น


บันทึก​โดย​พระอาจารย์วิริ​ยัง​ค์​ ​สิรินฺธโร​ ( ​ปัจจุบันพระราชธรรมเจติยาจารย์​ ​วัดธรรมมงคล​ ​กรุงเทพฯ​ ) ณ​ ​วัดป่าบ้านนามน​ ​กิ่ง​ ​อ​. ​โคกศรีสุพรรณ​ ​จ​.​สกลนคร พ​.​ศ​. ๒๔๘๖

ซึ่ง​ประกอบ​ด้วย​หัวข้อธรรมดังต่อไปนี้

๑. ​การปฏิบัติ​ ​เป็น​เครื่อง​ยัง​พระสัทธรรม​ให้​บริสุทธิ์
จัดเรียงกึ่งกลาง
​สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมของพระตถาคต​ ​เมื่อ​เข้า​ไปประดิษฐาน​ใน​สันดานของปุถุชน​แล้ว​ ​ย่อมกลาย​เป็น​ของปลอม​ (สัทธรรมปฏิรูป) ​แต่​ถ้า​เข้า​ไปประดิษฐาน​ใน​จิตสันดานของพระอริยเจ้า​แล้ว​ไซร้​ ​ย่อม​เป็น​ของบริสุทธิ์​แท้จริง​ ​และ​เป็น​ของ​ไม่​ลบเลือน​ด้วย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​เมื่อ​ยัง​เพียรแต่​เรียนพระปริยัติถ่ายเดียว​ ​จึง​ยัง​ใช้​การ​ไม่​ได้​ดี​ ​ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจกำ​จัดเหล่า​ ​กะปอมก่า​ ​คือ​ ​อุปกิ​เลส​ ​แล้ว​นั่นแหละ​ ​จึง​จะ​ยัง​ประ​โยชน์​ให้​สำ​เร็จเต็มที่​ ​และ​ทำ​ให้​พระสัทธรรมบริสุทธิ์​ ​ไม่​วิปลาสคลาดเคลื่อน​จาก​หลักเดิม​ด้วย​

18 มิถุนายน 2550

๑๗. ​พระอรหันต์ทุกประ​เภทบรรลุ​ทั้ง​เจโตวิมุตติ​ ​ทั้ง​ปัญญาวิมุตติ​

อนาสวํ​ ​เจโตวิมุตฺตึ​ ​ปญฺญาวิมุตฺตึ​ ​ทิฏเฐว​ ​ธมฺ​เม​ ​สยํ​ ​อภิญฺญา​ ​สจฺฉิกตวา​ ​อุปฺปสมฺปชฺช​ ​วิหรติ​ ​พระบาลีนี้​แสดงว่าพระอรหันต์​ทั้ง​หลาย​ไม่​ว่าประ​เภท​ใด​ย่อมบรรลุ​ทั้ง​เจโตวิมุตติ​ ​ทั้ง​ปัญญาวิมุตติ​...​ที่ปราศ​จาก​อาสวะ​ใน​ปัจจุบัน​ ​หา​ได้​แบ่งแยก​ไว้​ว่า​ ​ประ​เภท​นั้น​บรรลุ​แต่​เจโตวิมุตติ​ ​หรือ​ปัญญาวิมุติ​ไม่​ ​ที่​เกจิอาจารย์​แต่งอธิบาย​ไว้​ว่า​ ​เจโตวิมุตติ​เป็น​ของพระอรหันต์​ผู้​ได้​สมาธิก่อน​ ​ส่วน​ปัญญาวิมุตติ​เป็น​ของพระอรหันต์สุกขวิปัสสก​ผู้​เจริญวิปัสสนาล้วนๆ​ ​นั้น​ย่อมขัดแย้งต่อมรรค ​มรรคประกอบ​ด้วย​องค์​ ๘ ​มี​ทั้ง​สัมมาทิฏฐิ​ ​ทั้ง​สัมมาสมาธิ​ ​ผู้​จะ​บรรลุวิมุตติธรรมจำ​ต้อง​บำ​เพ็ญมรรค​ ๘ ​บริบูรณ์​ มิฉะ​นั้น​ก็บรรลุวิมุตติธรรม​ไม่​ได้​ ​ไตรสิกขาก็มี​ทั้ง​สมาธิ​ ​ทั้ง​ปัญญา​ ​อัน​ผู้​จะ​ได้​อาสวักขยญาณจำ​ต้อง​บำ​เพ็ญไตรสิกขา​ให้​บริบูรณ์​ทั้ง​ ๓ ​ส่วน​ ​ฉะ​นั้น​จึง​ว่า​ ​พระอรหันต์ทุกประ​เภท​ต้อง​บรรลุ​ทั้ง​เจโตวิมุตติ​ ​ทั้ง​ปัญญาวิมุตติ​ด้วย​ประการฉะนี้​แลฯ

๑๖. ​ความ​สำ​คัญของปฐมเทศนา​ ​มัชฌิมเทศนา​ ​และ​ปัจฉิมเทศนา

พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ใน​ ๓ ​กาลมี​ความ​สำ​คัญยิ่ง​ ​อันพุทธบริษัทควรสนใจพิจารณา​เป็น​พิ​เศษ​ ​คือ​

ก​. ​ปฐมโพธิกาล ​ได้​ทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์​ ​ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน​ ​เมืองพาราณสี​ ​เป็น​ครั้งแรก​เป็น​ปฐมเทศนา​ ​เรียกว่า​ ​ธรรมจักร​ ​เบื้องต้นทรงยก​ส่วน​สุด​ ๒ ​อย่างอันบรรพชิต​ไม่​ควรเสพขึ้นมา​แสดงว่า​ ​เทว​ ​เม​ ​ภิกฺขเว​ ​อนฺตา​ ​ปพฺพชิ​เตน​ ​น​ ​เสวิตพฺพา​ ​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ส่วน​ที่สุด​ ๒ ​อย่างอันบรรพชิต​ไม่​พึงเสพ​ ​คือ​ ​กามสุขัลลิกา​ ​และ​อัตตกิลมถา​ ​อธิบายว่า​ ​กามสุขัลลิกา​ ​เป็น​ส่วน​แห่ง​ความ​รัก​ ​อัตตกิลมถา​ ​เป็น​ส่วน​แห่ง​ความ​ชัง​ทั้ง​ ๒ ​ส่วน​นี้​เป็น​ตัวสมุทัย​ ​เมื่อ​ผู้​บำ​เพ็ญตบะธรรม​ทั้ง​หลาย​โดย​อยู่​ซึ่ง​ส่วน​ทั้ง​สองนี้​ ​ชื่อว่า​ยัง​ไม่​เข้า​ทางกลาง​ ​เพราะ​เมื่อบำ​เพ็ญเพียรพยายามทำ​สมาธิ​ ​จิตสงบสบายดี​เต็มที่ก็ดี​ใจ​ ​ครั้นเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำ​คาญก็​เสียใจ​ ​ความ​ดี​ใจ​นั้น​ ​คือ​ ​กามสุขัลลิกา​ ​ความ​เสียใจ​นั้น​แล​ ​คือ​ ​อัตตกิลมถา​ ​ความ​ดี​ใจก็​เป็น​ราคะ​ ​ความ​เสียใจก็​เป็น​โทสะ​ ​ความ​ไม่​รู้​เท่า​ใน​ราคะ​ ​โทสะ​ ​ทั้ง​สองนี้​เป็น​โมหะ​ ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​ที่พยายามประกอบ​ความ​เพียร​ใน​เบื้องแรก​ต้อง​กระทบ​ส่วน​สุด​ทั้ง​สอง​นั้น​แลก่อน​ ​ถ้า​เมื่อกระทบ​ส่วน​ ๒ ​นั้น​อยู่​ ​ชื่อว่าผิด​อยู่​แต่​เป็น​ธรรมดา​แท้ที​เดียว​ ​ต้อง​ผิดเสียก่อน​จึง​ถูก​ ​แม้พระบรมศาสดา​แต่ก่อน​นั้น​พระองค์ก็ผิดมา​เต็มที่​เหมือน​กัน​ ​แม้พระอัครสาวก​ทั้ง​สอง​ ​ก็​ซ้ำ​เป็น​มิจฉาทิฐิมาก่อน​แล้ว​ทั้ง​สิ้น​ ​แม้สาวก​ทั้ง​หลายเหล่า​อื่นๆ​ ​ก็ล้วนแต่ผิดมา​แล้ว​ทั้ง​นั้น​ ​ต่อเมื่อพระองค์มาดำ​เนินทางกลาง​ ​ทำ​จิต​อยู่​ภาย​ใต้​ร่มโพธิพฤกษ์​ ​ได้​ญาณ​ ๒ ​ใน​สองยามเบื้องต้น​ใน​ราตรี​ ​ได้​ญาณที่​ ๓ ​กล่าวคืออาสวักขยญาณ​ใน​ยาม​ใกล้​รุ่ง​ ​จึง​ได้​ถูกทางกลางอันแท้จริงทำ​จิตของพระองค์​ให้​พ้น​จาก​ความ​ผิด​ ​กล่าวคือ​...​ส่วน​สุด​ทั้ง​สอง​นั้น​ ​พ้น​จาก​สมมติ​โคตร​ ​สมมติชาติ​ ​สมมติวาส​ ​สมมติวงศ์​ ​และ​สมมติประ​เพณี​ ​ถึง​ความ​เป็น​อริยโคตร​ ​อริยชาติ​ ​อริยวาส​ ​อริยวงศ์​ ​และ​อริยประ​เพณี​ ​ส่วน​อริยสาวก​ทั้ง​หลาย​นั้น​เล่าก็มารู้ตามพระองค์​ ​ทำ​ให้​ได้​อาสวักขยญาณพ้น​จาก​ความ​ผิดตามพระองค์​ไป​ ​ส่วน​เรา​ผู้​ปฏิบัติ​อยู่​ใน​ระยะ​แรกๆ​ ​ก็​ต้อง​ผิด​เป็น​ธรรมดา​ ​แต่​เมื่อผิดก็​ต้อง​รู้​เท่า​แล้ว​ทำ​ให้​ถูก​ ​เมื่อ​ยัง​มีดี​ใจเสียใจ​ใน​การบำ​เพ็ญบุญกุศล​อยู่​ ​ก็ตก​อยู่​ใน​โลกธรรม​ ​เมื่อตก​อยู่​ใน​โลกธรรม​ ​จึง​เป็น​ผู้​หวั่นไหว​เพราะ​ความ​ดี​ใจเสียใจนั่นแหละ​ ​ชื่อว่า​ความ​หวั่นไหวไปมา​ ​อุปฺปนฺ​โน​ ​โข​ ​เม​ ​โลกธรรม​จะ​เกิดที่​ไหน​ ​เกิดที่​เรา​ ​โลกธรรมมี​ ๘ ​มรรคเครื่องแก้ก็มี​ ๘ ​มรรค​ ๘ ​เครื่องแก้​โลกธรรม​ ๘ ​ฉะ​นั้น​ ​พระองค์​จึง​ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา​แก้​ส่วน​ ๒ ​เมื่อแก้​ส่วน​ ๒ ​ได้​แล้ว​ก็​เข้า​สู่อริยมรรค​ ​ตัดกระ​แสโลก​ ​ทำ​ใจ​ให้​เป็น​จา​โค​ ​ปฏินิสฺสคฺ​โค​ ​มุตฺติ​ ​อนาลโย​ (สละสลัดตัดขาดวางใจหายห่วง) ​รวม​ความ​ว่า​ ​เมื่อ​ส่วน​ ๒ ​ยัง​มี​อยู่​ใน​ใจ​ผู้​ใด​แล้ว​ ​ผู้​นั้น​ก็​ยัง​ไม่​ถูกทาง​ ​เมื่อ​ผู้​มี​ใจพ้น​จาก​ส่วน​ทั้ง​ ๒ ​แล้ว​ ​ก็​ไม่​หวั่นไหว​ ​หมดธุลี​ ​เกษม​จาก​โยคะ​ ​จึง​ว่า​เนื้อ​ความ​แห่งธรรมจักรสำ​คัญมาก​ ​พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรนี้​ยัง​โลกธาตุ​ให้​หวั่นไหว​ ​จะ​ไม่​หวั่นไหวอย่างไร​ ​เพราะ​มี​ใจ​ความ​สำ​คัญอย่างนี้​ โลกธาตุก็มิ​ใช่​อะ​ไร​อื่น​ ​คือตัวเรานี้​เอง​ ​ตัวเราก็คือธาตุของโลก​ ​หวั่นไหว​เพราะ​เห็น​ใน​ของที่​ไม่​เคยเห็น​ ​เพราะ​จิตพ้น​จาก​ส่วน​ ๒ ​ธาตุของโลก​จึง​หวั่นไหว​ ​หวั่นไหว​เพราะ​จะ​ไม่​มาก่อธาตุของโลกอีกแล

​ข​. ​มัชฌิมโพธิกาล ​ทรงแสดงโอวาทปาฏิ​โมกข์​ใน​ชุมชนพระอรหันต์​ ๑,๒๕๐ ​องค์​ ​ณ​ ​พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน​ ​กรุงราชคฤห์​ใจ​ความ​สำ​คัญตอนหนึ่งว่า​ ​อธิจิตฺ​เต​ ​จ​ ​อา​โยโค​ ​เอตํ​ ​พุทฺธาน​ ​สาสนํ​ ​พึง​เป็น​ผู้​ทำ​จิต​ให้​ยิ่ง​ ​การที่​จะ​ทำ​จิต​ให้​ยิ่ง​ได้​ต้อง​เป็น​ผู้​สงบระงับ​ ​อิจฺฉา​ ​โลภสมาปนฺ​โน​ ​สมโณ​ ​กึ​ ​ภวิสฺสติ​ ​เมื่อประกอบ​ด้วย​ความ​อยากดิ้นรนโลภหลง​อยู่​แล้ว​จัก​เป็น​ผู้​สงระงับ​ได้​อย่างไร​ ​ต้อง​เป็น​ผู้​ปฏิบัติคือปฏิบัติพระวินัย​เป็น​เบื้องต้น​ ​และ​เจริญกรรมฐานตั้งต้นแต่การเดินจงกรม​ ​นั่งสมาธิ​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​ใน​การพิจารณามหาสติปัฏฐาน​ ​มีกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน​ ​เป็น​เบื้องแรก​ ​พึงพิจารณา​ส่วน​แห่งร่างกาย​ ​โดย​อาการแห่งบริกรรมสวนะคือ​ ​พิจารณา​โดย​อาการคาดคะ​เน​ ​ว่า​ส่วน​นั้น​เป็น​อย่าง​นั้น​ด้วย​การมีสติสัมปชัญญะ​ไปเสียก่อน​ ​เพราะ​เมื่อพิจารณา​เช่นนี้​ใจ​ไม่​ห่าง​จาก​กาย​ ​ทำ​ให้​รวมง่าย​ ​เมื่อทำ​ให้​มาก​ ​ใน​บริกรรมสวนะ​แล้ว​ ​จักเกิดขึ้น​ซึ่ง​อุคคหนิมิต​ให้​ชำ​นาญ​ใน​ที่​นั้น​จน​เป็น​ปฏิภาค​ ​ชำ​นาญ​ใน​ปฏิภาค​โดย​ยิ่ง​แล้ว​จัก​เป็น​วิปัสสนา ​เจริญวิปัสสนาจน​เป็น​วิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์​ ​ทำ​จิต​เข้า​ถึง​ฐีติภูตํ​ ​ดังกล่าว​แล้ว​ใน​อุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่าปฏิบัติ​ ​เมื่อปฏิบัติ​แล้ว​ ​โมกฺขํ​ ​จึง​จะ​ข้ามพ้น ​จึง​พ้น​จาก​โลกชื่อว่า​โลกุตตรธรรม​ ​เขมํ​ ​จึง​เกษม​จาก​โยคะ​ (เครื่องร้อย) ​ฉะ​นั้น​ ​เนื้อ​ความ​ใน​มัชฌิมเทศนา​จึง​สำ​คัญ​เพราะ​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ด้วย​ประการฉะนี้​และฯ​

​ค​. ​ปัจฉิมโพธิกาล ​ทรงแสดงปัจฉิมเทศนา​ใน​ที่ชุมชนพระอริยสาวก​ ​ณ​ ​พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์กรุงกุสินารา​ ​ใน​เวลาจวน​จะ​ปรินิพพานว่า​ ​หนฺทานิ​ ​อามนฺตยามิ​ ​โว​ ​ภิกฺขเว​ ​ปฏิ​เวทยามิ​ ​โว​ ​ภิกฺขเว​ ​ขยวยธมฺมา​ ​สงฺขารา​ ​อปฺปมา​เทน​ ​สมฺปา​เทถ​ ​เราบอกท่าน​ทั้ง​หลายว่าจง​เป็น​ผู้​ไม่​ประมาท​ ​พิจารณาสังขารที่​เกิดขึ้น​แล้ว​เสื่อมไป​ ​เมื่อท่าน​ทั้ง​หลายพิจารณา​เช่น​นั้น​จัก​เป็น​ผู้​แทงตลอด​ ​พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนา​เพียง​เท่า​นี้ก็ปิดพระ​โอษฐ์มิ​ได้​ตรัสอะ​ไรต่อไปอีกเลย​ ​จึง​เรียกว่า​ ​ปัจฉิมเทศนาอธิบาย​ความ​ต่อไปว่า​ ​สังขารมันเกิดขึ้นที่​ไหน​ ​อะ​ไร​เป็น​สังขาร​ ​สังขารมันก็​เกิดขึ้นที่จิตของเรา​เอง​เป็น​อาการของจิตพา​ให้​เกิดขึ้น​ซึ่ง​สมมติ​ทั้ง​หลาย​ ​สังขารนี้​แล​ ​เป็น​ตัวการสมมติบัญญัติสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​โลก​ความ​จริง​ใน​โลก​ทั้ง​หลาย​หรือ​ธรรมธาตุ​ทั้ง​หลาย​เขา​มี​เขา​เป็น​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​แผ่นดิน​ ​ต้นไม้​ ​ภู​เขา​ ​ฟ้า​ ​แดด​ ​เขา​ไม่​ได้​ว่า​เขา​เป็น​นั้น​เป็น​นี้​เลย​ ​เจ้าสังขารตัวการนี้​เข้า​ไปปรุงแต่งว่า​ ​เขา​เป็น​นั้น​เป็น​นี้จนหลง​กัน​ว่า​เป็น​จริง​ ​ถือเอาว่า​เป็น​ตัวเรา​ ​เป็น​ของๆ​ ​เรา​เสียสิ้น​ ​จึง​มี​ ​ราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​ ​เกิดขึ้นทำ​จิตดั้งเดิม​ให้​หลงตามไป​ ​เกิด​ ​แก่​ ​เจ็บ​ ​ตาย​ ​เวียนว่ายไป​ไม่​มีที่สิ้นสุด​ ​เป็น​อเนกภพ​ ​อเนกชาติ​ ​เพราะ​เจ้าตัวสังขาร​นั้น​แล​เป็น​ตัวเหตุ​ ​จึง​ทรงสอน​ให้​พิจารณาสังขารว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​อนิจฺจา​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​ทุกฺขา​ ​ให้​เป็น​ปรีชาญาณชัดแจ้ง​ ​เกิด​จาก​ผลแห่งการเจริญปฏิภาค​เป็น​ส่วน​เบื้องต้น​ ​จนทำ​จิต​ให้​เข้า​ภวังค์​ ​เมื่อกระ​แสแห่งภวังค์หายไป​ ​มีญาณเกิดขึ้นว่า ​"​นั้น​เป็น​อย่าง​นั้น​ ​เป็น​สภาพ​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​" เกิดขึ้น​ใน​จิตจริงๆ​ ​จนชำ​นาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์​ ​ก็รู้​เท่า​สังขาร​ได้​ ​สังขารก็​จะ​มาปรุงแต่ง​ให้​จิตกำ​เริบอีก​ไม่​ได้​ ​ได้​ใน​คาถาว่า​ ​อกุปฺปํ​ ​สพฺพธมฺ​เมสุ​ ​เญยฺยธมฺมา​ ​ปเวสฺสนฺ​โต​ ​เมื่อสังขารปรุงแต่งจิต​ไม่​ได้​แล้ว​ ​ก็​ไม่​กำ​เริบรู้​เท่า​ธรรม​ทั้ง​ปวง​ ​สนฺ​โต​ ​ก็​เป็น​ผู้​สงบระงับ​ถึง​ซึ่ง​วิมุตติธรรม​ ​ด้วย​ประการฉะนี้​

​ปัจฉิมเทศนานี้​เป็น​คำ​สำ​คัญแท้​ ​ทำ​ให้​ผู้​พิจารณารู้​แจ้ง​ถึง​ที่สุด​ ​พระองค์​จึง​ได้​ปิดพระ​โอษฐ์​แต่​เพียงนี้​

​พระธรรมเทศนา​ใน​ ๓ ​กาลนี้​ ​ย่อมมี​ความ​สำ​คัญเหนือ​ความ​สำ​คัญ​ใน​ทุกๆ​ ​กาล​ ​ปฐมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​มัชฌิมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​ปัจฉิมเทศนาก็​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ ​รวม​ทั้ง​ ๓ ​กาล​ ​ล้วนแต่​เล็ง​ถึง​วิมุตติธรรม​ทั้ง​สิ้น​ ​ด้วย​ประการฉะนี้

15 มิถุนายน 2550

๑๕. ​สัตตาวาส​ ๙

เทวาพิภพ​ ​มนุสสโลก​ ​อบายโลก​ ​จัด​เป็น​กามโลก​ ​ที่​อยู่​อาศัยของสัตว์​เสพกามรวม​เป็น​ ๑ ​รูปโลก​ ​ที่​อยู่​อาศัยของสัตว์​ผู้​สำ​เร็จรูปฌานมี​ ๔ ​อรูปโลก​ ​ที่​อยู่​อาศัยของสัตว์​ผู้​สำ​เร็จอรูปฌานมี​ ๔ ​รวม​ทั้ง​สิ้น​ ๙ ​เป็น​ที่​อยู่​อาศัยของสัตว์​ ​ผู้​มารู้​เท่า​สัตตาวาส​ ๙ ​กล่าวคือ​ ​พระขีณาสวเจ้า​ทั้ง​หลาย​ ​ย่อม​จาก​ที่​อยู่​ของสัตว์​ ​ไม่​ต้อง​อยู่​ใน​ที่​ ๙ ​แห่งนี้​ ​และ​ปรากฏ​ใน​สามเณรปัญหาข้อสุดท้ายว่า​ ​ทส​ ​นาม​ ​กึ​ ​อะ​ไรชื่อว่า​ ๑๐ ​แก้ว่า​ ​ทสหงฺ​ ​เคหิ​ ​สมนฺนาคโต​ ​พระขีณาสวเจ้า​ผู้​ประกอบ​ด้วย​องค์​ ๑๐ ​ย่อมพ้น​จาก​สัตตาวาส​ ๙ ​ความ​ข้อนี้คงเปรียบ​ได้​กับ​การเขียนเลข​ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ ​นั่นเอง​ ๑ ​ถึง​ ๙ ​เป็น​จำ​นวนที่นับ​ได้​ ​อ่าน​ได้​ ​บวกลบคูณหาร​กัน​ได้​ ​ส่วน​ ๑๐ ​ก็คือ​ ​เลข​ ๑ ​กับ​ ๐ (ศูนย์) เรา​จะ​เอา​ ๐ (ศูนย์) ​ไปบวกลบคูณหาร​กับ​เลขจำ​นวน​ใดๆ​ ​ก็​ไม่​ทำ​ให้​เลขจำ​นวน​นั้น​มีค่าสูงขึ้น ​และ​ ๐ (ศูนย์) ​นี้​เมื่อ​อยู่​โดย​ลำ​พังก็​ไม่​มีค่าอะ​ไร​ ​แต่​จะ​ว่า​ไม่​มีก็​ไม่​ได้​ ​เพราะ​เป็น​สิ่งปรากฏ​อยู่​ ​ความ​เปรียบนี้ฉัน​ใด​ จิตใจก็ฉัน​นั้น​เป็น​ธรรมชาติ​ ​มีลักษณะ​เหมือน​ ๐ (ศูนย์) ​เมื่อนำ​ไปต่อ​เข้า​กับ​เลขตัว​ใด​ ​ย่อมทำ​ให้​เลขตัว​นั้น​เพิ่มค่าขึ้นอีกมาก​ ​เช่น​ ​เลข​ ๑ ​เมื่อเอาศูนย์ต่อ​เข้า​ ​ก็กลาย​เป็น​ ๑๐ (สิบ) ​จิตใจเรานี้ก็​เหมือน​กัน​ ​เมื่อต่อ​เข้า​กับ​สิ่ง​ทั้ง​หลายก็​เป็น​ของวิจิตรพิสดารมากมายขึ้นทันที​ ​แต่​เมื่อ​ได้​รับการฝึกฝนอบรมจนฉลาดรอบรู้สรรพเญยฺยธรรม​แล้ว​ย่อมกลับคืนสู่สภาพ​ ๐ (ศูนย์) ​คือ​ ​ว่างโปร่งพ้น​จาก​การนับการอ่าน​แล้ว​ ​มิ​ได้​อยู่​ใน​ที่​ ๙ ​แห่งอัน​เป็น​ที่​อยู่​ของสัตว์​ ​แต่​อยู่​ใน​ที่หมดสมมติบัญญัติคือ​ ​สภาพ​ ๐ (ศูนย์) ​หรือ​อกิริยาดังกล่าว​ใน​ข้อ​ ๑๔ ​นั่นเอง

14 มิถุนายน 2550

๑๔. ​อกิริยา​เป็น​ที่สุด​ใน​โลก​ - ​สุดสมมติบัญญัติ

สจฺจานํ​ ​จตุ​โร​ ​ปทา​ ​ขีณาสวา​ ​ชุติมนฺ​โต​ ​เต​ ​โลเก​ ​ปรินิพฺพุตา

สัจธรรม​ทั้ง​ ๔ ​คือ​ ​ทุกข์​ ​สมุทัย​ ​นิ​โรธ​ ​มรรค​ ​ยัง​เป็น​กิริยา ​เพราะ​แต่ละสัจ​จะๆ​ ​ย่อมมีอาการ​ต้อง​ทำ​คือ​ ​ทุกข์​-​ต้อง​กำ​หนดรู้​ ​สมุทัย​-​ต้อง​ละ​ ​นิ​โรธ​-​ต้อง​ทำ​ให้​แจ้ง​ ​มรรค​-​ต้อง​เจริญ​ให้​มาก​ ​ดังนี้ล้วน​เป็น​อาการที่​จะ​ต้อง​ทำ​ทั้ง​หมด​ ​ถ้า​เป็น​อาการที่​จะ​ต้อง​ทำ​ ​ก็​ต้อง​เป็น​กิริยา​เพราะ​เหตุ​นั้น​จึง​รวม​ความ​ได้​ว่าสัจ​จะ​ทั้ง​ ๔ ​เป็น​กิริยา​ ​จึง​สม​กับ​บาทคาถาข้างต้น​นั้น​ ​ความ​ว่าสัจ​จะ​ทั้ง​ ๔ ​เป็น​เท้า​หรือ​เป็น​เครื่องเหยียบก้าวขึ้นไป​ ​หรือ​ก้าวขึ้นไป​ ๔ ​พัก​จึง​จะ​เสร็จกิจ​ ​ต่อ​จาก​นั้น​ไป​จึง​เรียกว่า​ ​อกิริยา​

​อุปมา​ ​ดังเขียนเลข​ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ ​แล้ว​ลบ​ ๑ ​ถึง​ ๙ ​ทิ้งเสีย​ ​เหลือแต่​ ๐ (ศูนย์) ​ไม่​เขียนอีกต่อไป​ ​คงอ่านว่า​ ​ศูนย์​ ​แต่​ไม่​มีค่าอะ​ไรเลย​ ​จะ​นำ​ไปบวกลบคูณหาร​กับ​เลขจำ​นวน​ใดๆ​ ​ไม่​ได้​ทั้ง​สิ้นแต่​จะ​ปฏิ​เสธว่า​ไม่​มีหา​ได้​ไม่​ ​เพราะ​ปรากฏ​อยู่​ว่า​ ๐ (ศูนย์) ​นี่​แหละ​ ​คือปัญญารอบรู้​ ​เพราะ​ลายกิริยา​ ​คือ​ ​ความ​สมมติ​ ​หรือ​ว่าลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น​ ​ไม่​เข้า​ไปยึดถือสมมติ​ทั้ง​หลาย​ ​คำ​ว่าลบ​ ​คือทำ​ลายกิริยา​ ​กล่าวคือ​ ​ความ​สมมติ​ ​มีปัญหาสอดขึ้นมาว่า​ ​เมื่อทำ​ลายสมมติหมด​แล้ว​จะ​ไป​อยู่​ที่​ไหน​? ​แก้ว่า​ ไป​อยู่​ใน​ที่​ไม่​สมมติ​ ​คือ​ ​อกิริยา ​นั่นเอง​ ​เนื้อ​ความ​ตอนนี้​เป็น​การอธิบายตามอาการของ​ความ​จริง​ ​ซึ่ง​ประจักษ์​แก่​ผู้​ปฏิบัติ​โดย​เฉพาะ​ ​อัน​ผู้​ไม่​ปฏิบัติหาอาจรู้​ได้​ไม่​ ​ต่อเมื่อไรฟัง​แล้ว​ทำ​ตามจนรู้​เองเห็นเองนั่นแล​จึง​จะ​เข้า​ใจ​ได้​

ความ​แห่ง​ ๒ ​บาทคาถาต่อไปว่า​ ​พระขีณาสวเจ้า​ทั้ง​หลายดับโลกสามรุ่งโรจน์​อยู่​ ​คือทำ​การพิจารณาบำ​เพ็ยเพียร​เป็น​ ​ภาวิ​โต​ ​พหุลีกโต​ ​คือทำ​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​จนจิตมีกำ​ลัง​สามารถ​พิจารณาสมมติ​ทั้ง​หลายทำ​ลายสมมติ​ทั้ง​หลายลงไป​ได้จน​เป็น​อกิริยาก็ย่อมดับโลกสาม​ได้​ ​การดับโลกสาม​นั้น​ ​ท่านขีณาสวเจ้า​ทั้ง​หลายมิ​ได้​เหาะขึ้นไปนกามโลก​ ​รูปโลก​ ​อรูปโลกเลยที​เดียว​ ​คง​อยู่​กับ​ที่นั่นเอง​ ​แม้พระบรมศาสดาของเราก็​เช่นเดียว​กัน​ ​พระองค์ประทับนั่ง​อยู่​ ​ณ​ ​ควงไม้​โพธิพฤกษ์​แห่งเดียว​กัน​ ​เมื่อ​จะ​ดับโลกสาม​ ​ก็มิ​ได้​เหาะขึ้นไป​ใน​โลกสาม​ ​คงดับ​อยู่​ที่จิต​ ​ทิ่จิต​นั้น​เอง​เป็น​โลกสาม​ ​ฉะ​นั้น​ ​ท่าน​ผู้​ต้อง​การดับโลกสาม​ ​พึงดับที่จิตของตนๆ​ ​จึง​ทำ​ลายกิริยา​ คือตัวสมมติหมดสิ้น​จาก​จิต ​ยัง​เหลือแต่อกิริยา​ ​เป็น​ฐีติจิต​ ​ฐีติธรรมอัน​ไม่​รู้จักตาย​ ​ฉะนี้​แล​

๑๓. ​วิสุทธิ​เทวา​เท่า​นั้น​เป็น​สันตบุคคลแท้

อกุปฺปํ​ ​สพฺพธมฺ​เมสุ​ ​เญยฺยธมฺมา​ ​ปเวสฺสนฺ​โต

​บุคคล​ผู้​มีจิต​ไม่​กำ​เริบ​ใน​กิ​เลส​ทั้ง​ปวง​ ​รู้ธรรม​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​ที่​เป็น​พหิทธาธรรม​ ​ทั้ง​ที่​เป็น​ ​อัชฌัตติกาธรรม​ ​สนฺ​โต​ ​จึง​เป็น​ผู้​สงบระงับ​ ​สันตบุคคลเช่นนี้​แลที่​จะ​บริบูรณ์​ด้วย​หิริ​โอตตัปปะ​ ​มีธรรมบริสุทธิ์สะอาด​ ​มี​ใจมั่นคง​เป็น​สัตบุรุษ​ผู้​ทรงเทวธรรมตาม​ความ​ใน​พระคาถาว่า​ ​หิริ​โอตฺตปฺปสมฺปนฺนา​ ​สุกฺกธมฺมสมาหิตา​ ​สนฺ​โต​ ​สปฺปุริสา​ ​โลเก​ ​เทวธมฺมาติ​ ​วุจฺจเร​ ​อุปัตติ​เทวา​ ​ผู้​พรั่งพร้อม​ด้วย​กามคุณ​ ​วุ่นวาย​อยู่​ด้วย​กิ​เลส​ ​เหตุ​ไฉน​จึง​จะ​เป็น​สันตบุคคล​ได้​ ​ความ​ใน​พระคาถานี้ย่อม​ต้อง​หมาย​ถึง​วิสุทธิ​เทวา​ ​คือพระอรหันต์​แน่นอน​ ​ท่าน​ผู้​เช่น​นั้น​เป็น​สันตบุคคลแท้​ ​สมควร​จะ​เป็น​ผู้​บริบูรณ์​ด้วย​หิริ​โอตตัปปะ​ ​และ​ สุกฺกธรรม​ ​คือ​ ​ความ​บริสุทธิ์​แท้​

๑๒. ​มูลติกสูตร

ติกแปลว่า​ ๓ ​มูลแปลว่า​เค้ามูลรากเหง้า​ ​รวม​ความ​ว่าสิ่ง​ซึ่ง​เป็น​รากเหง้า​เค้ามูลอย่างละ​ ๓ ​คือ​ ​ราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ​ ​ก็​เรียก​ ๓ ​อกุศลมูล​ ​ตัณหา​ ​ก็มี​ ๓ ​คือกามตัณหา​ ​ภวตัณหา​ ​วิภวตัณหา​ ​โอฆะ​และ​อาสวะก็มีอย่างละ​ ๓ ​คือ​ ​กามะ​ ​ภาวะ​ ​อวิชชา​ ​ถ้า​บุคคลมา​เป็น​ไป​กับ​ด้วย​ ๓ ​เช่นนี้​ ​ติปริวตฺตํ​ ​ก็​ต้อง​เวียนไป​เป็น​๓ ๓ ​ก็​ต้อง​เป็น​โลก​ ๓ ​คือ​ ​กามโลก​ ​รูปโลก​ ​อรูปโลก​ ​อยู่​อย่าง​นั้น​แล​ ​เพราะ​ ๓ ​นั้น​เป็น​เค้ามูลโลก​ ๓

​เครื่องแก้ก็มี​ ๓ ​คือ​ ​ศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา ​เมื่อบุคคลดำ​เนินตนตามศีล​ ​สมาธิ​ ​ปัญญา​ ​อัน​เป็น​เครื่องแก้​ ​น​ ​ติปริวตฺตํ​ ​ก็​ไม่​ต้อง​เวียนไป​เป็น​๓ ๓ ​ก็​ไม่​เป็น​โลก​ ๓ ​ชื่อว่าพ้น​จาก​โลก​ ๓ ​แล

13 มิถุนายน 2550

๑๑. ​การทรมานตนของ​ผู้​บำ​เพ็ญเพียร​ ​ต้อง​ให้​พอเหมาะ​กับ​อุปนิสัย

นายสารถี​ผู้​ฝึกม้ามีชื่อเสียงคนหนึ่ง​ ​มา​เฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถาม​ถึง​วิธีทรมานเวไนย​ ​พระองค์ทรงย้อนถามนายสารถีก่อน​ถึง​การทรมาณม้า​ ​เขา​ทูลว่าม้ามี​ ๔ ​ชนิด​ ​คือ​ ๑. ​ทรมานง่าย​ ๒. ​ทรมานอย่างกลาง​ ๓. ​ทรมานยากแท้​ ๔. ​ทรมาน​ไม่​ได้​เลย​ ​ต้อง​ฆ่า​เสีย​ ​พระองค์​จึง​ตรัสว่า​เราก็​เหมือน​กัน​ ๑. ​ผู้​ทรมาณง่าย​ ​คือ​ผู้​ปฏิบัติทำ​จิตรวมง่าย​ให้​กินอาหารเพียงพอ​ ​เพื่อบำ​รุงร่างกาย​ ๒. ​ผู้​ทรมานอย่างกลาง​ ​คือ​ผู้​ปฏิบัติทำ​จิต​ไม่​ค่อย​จะ​ลง​ ​ก็​ให้​กินอาหารแต่น้อยอย่า​ให้​มาก​ ๓. ​ทรมานยากแท้​ ​คือ​ผู้​ปฏิบัติทำ​จิตลงยากแท้​ ​ไม่​ต้อง​ให้​กินอาหารเลย​ ​แต่​ต้อง​เป็น​ ​อตฺตญฺญู​ ​รู้กำ​ลังของตนว่า​จะ​ทนทาน​ได้​สักเพียงไร​ ​แค่​ไหน​ ๔. ​ทรมาน​ไม่​ได้​เลย​ ​ต้อง​ฆ่า​เสีย​ ​คือ​ผู้​ปฏิบัติทำ​จิต​ไม่​ได้​ ​เป็น​ ​ปทปรมะ ​พระองค์ทรงชักสะพานเสีย​ ​กล่าวคือ​ไม่​ทรงรับสั่งสอน​ ​อุปมา​เหมือนฆ่าทิ้งเสียฉะ​นั้น​

๑๐. ​จิตเดิม​เป็น​ธรรมชาติ​ใสสว่าง​ ​แต่มืดมัวไป​เพราะ​อุปกิ​เลส

ปภสฺสรมิทํ​ ​ภิกฺขเว​ ​จิตฺตํ​ ​ตญฺจ​ ​โข​ ​อาคนฺตุ​เกหิ​ ​อุปกิ​เลเสหิ​ ​อุปกฺกิลิฏฐํ​

​ภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​จิตนี้​เสื่อมปภัสสรแจ้งสว่างมา​เดิม​ ​แต่อาศัยอุปกิ​เลสเครื่องเศร้าหมอง​เป็น​อาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ​ ​จึง​ทำ​ให้​จิตมิส่องแสงสว่าง​ได้​ ​ท่านเปรียบ​ไว้​ใน​บทกลอนหนึ่งว่า​ "​ไม้ชะงกหกพันง่า​(กิ่ง) ​กะปอมก่ากิ้งก่าฮ้อย​ ​กะปอมน้อยขึ้นมื้อพัน​ ​ครั้นตัวมาบ่ทัน​ ​ขึ้นนำ​คู่มื้อๆ​" ​โดย​อธิบายว่า​ ​คำ​ว่า​ไม่​ชะงก​ ๖,๐๐๐ ​ง่า​นั้น​เมื่อตัดศูนย์​ ๓ ​ศูนย์ออกเสียเหลือแค่​ ๖ ​คง​ได้​ความ​ว่า​ ​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​เป็น​ที่มา​แห่งกะปอมก่า​ ​คือของปลอม​ไม่​ใช่​ของจริง​ ​กิ​เลส​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ของจริง​ ​เป็น​สิ่งสัญจร​เข้า​มา​ใน​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​นับร้อยนับพัน​ ​มิ​ใช่​แต่​เท่า​นั้น​ ​กิ​เลส​ทั้ง​หลายที่​ยัง​ไม่​เกิดขึ้นก็​จะ​ทวียิ่งๆ​ ​ขึ้นทุกๆ​ ​วัน​ ​ใน​เมื่อ​ไม่​แสวงหาทางแก้​ ​ธรรมชาติของจิต​เป็น​ของผ่องใสยิ่งกว่าอะ​ไร​ทั้ง​หมด​ ​แต่อาศัยของปลอม​ กล่าวคืออุปกิ​เลสที่สัญจร​เข้า​มาปกคลุม​จึง​ทำ​ให้​หมดรัศมี​ ​ดุจพระอาทิตย์​เมื่อเมฆบดบังฉะ​นั้น​ ​อย่าพึง​เข้า​ใจว่าพระอาทิตย์​เข้า​ไปหา​เมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​บำ​เพ็ญเพียร​ทั้ง​หลายเมื่อรู้​โดย​ปริยายนี้​แล้ว​ ​พึงกำ​จัดของปลอม​ด้วย​การพิจารณา​โดย​แยบคายตามที่อธิบาย​แล้ว​ใน​อุบายแห่งวิปัสสนาข้อ​ ๙ ​นั้น​เถิด​ ​เมื่อทำ​ให้​ถึง​ขั้นฐีติจิต​แล้ว​ ​ชื่อว่าย่อมทำ​ลายของปลอม​ได้​หมดสิ้น​หรือ​ว่าของปลอมย่อม​เข้า​ไป​ถึง​ฐีติจิต​ ​เพราะ​สะพานเชื่อมต่อถูกทำ​ลายขาดสะบั้นลง​แล้ว​ ​แม้​ยัง​ต้อง​เกี่ยวข้อง​กับ​อารมณ์ของโลก​อยู่​ก็ย่อม​เป็น​ดุจน้ำ​กลิ้งบนใบบัวฉะ​นั้น

12 มิถุนายน 2550

9. ​อุบายแห่งวิปัสสนา​ ​อัน​เป็น​เครื่องถ่ายถอนกิ​เลส

ธรรมชาติของดี​ทั้ง​หลาย​ ​ย่อมเกิดมา​แต่ของ​ไม่​ดี​ ​อุปมาดั่งดอกปทุมชาติอันสวยๆ​ ​งามๆ​ ​ก็​เกิดขึ้นมา​จาก​โคลนตมอัน​เป็น​ของสกปรก​ ​ปฏิกูลน่า​เกลียด​ ​แต่ว่าดอกบัว​นั้น​ ​เมื่อขึ้นพ้นโคลนตม​แล้ว​ย่อม​เป็น​สิ่งที่สะอาด​ ​เป็น​ที่ทัดทรงของพระราชา​ ​อุปราช​ ​อำ​มาตย์​ ​และ​เสนาบดี​ ​เป็น​ต้น​ ​และ​ดอกบัว​นั้น​ก็มิ​ได้​กลับคืนไป​ยัง​โคลนตม​นั้น​อีกเลย​ ​ข้อนี้​เปรียบเหมือนพระ​โยคาวจรเจ้า​ ​ผู้​ประพฤติพากเพียรประ​โยคพยายาม​ ​ย่อมพิจารณา​ซึ่ง​ ​สิ่งสกปรกน่า​เกลียด​นั้น​ก็คือตัวเรานี้​เอง​ ​ร่างกายนี้​เป็น​ที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ​ ​อุจจาระ​ ​ปัสสาวะ​ (มูตรคูถ) ​ทั้ง​ปวง​ ​สิ่งที่ออก​จาก​ผม​ ​ขน​ ​เล็บ​ ​ฟัน​ ​หนัง​ ​เป็น​ต้น​ ​ก็​เรียกว่า​ ​ขี้​ ​ทั้ง​หมด​ ​เช่น​ ​ขี้หัว​ ​ขี้​เล็บ​ ​ขี้ฟัน​ ​ขี้​ไคล​ ​เป็น​ต้น​ ​เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร​ ​มี​แกง​กับ​ ​เป็น​ต้น​ ​ก็รังเกียจ​ ​ต้อง​เททิ้ง​ ​กิน​ไม่​ได้​ ​และ​ร่างกายนี้​ต้อง​ชำ​ระ​อยู่​เสมอ​จึง​พอ​เป็น​ของดู​ได้​ ​ถ้า​หา​ไม่​ก็​จะ​มีกลิ่นเหม็นสาป​ ​เข้า​ใกล้​ใครก็​ไม่​ได้​ ​ของ​ทั้ง​ปวงมีผ้า​แพรเครื่อง​ใช้​ต่างๆ​ ​เมื่อ​อยู่​นอกกายของเราก็​เป็น​ของสะอาดน่าดู​ ​แต่​เมื่อมา​ถึง​กายนี้​แล้ว​ก็กลาย​เป็น​ของสกปรกไป​ ​เมื่อปล่อย​ไว้​นานๆ​ ​เข้า​ไม่​ซักฟอกก็​จะ​เข้า​ใกล้​ใคร​ไม่​ได้​เลย​ ​เพราะ​เหม็นสาบ​ ดั่งนี้​จึง​ได้​ความ​ว่าร่างกายของเรานี้​เป็น​เรือนมูตร​ ​เรือนคูถ​ ​เป็น​อสุภะ​ ​ของ​ไม่​งาม​ ​ปฏิกูลน่า​เกลียด ​เมื่อ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​ก็​เป็น​ถึง​ปานนี้​ ​เมื่อชีวิตหา​ไม่​แล้ว​ ​ยิ่ง​จะ​สกปรกหาอะ​ไรเปรียบเทียบมิ​ได้​เลย​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​พระ​โยคาวจรเจ้า​ทั้ง​หลาย​จึง​พิจารณาร่างกายอันนี้​ให้​ชำ​นิชำ​นาญ​ด้วย ​โยนิ​โสมนสิการ ​ตั้งแต่ต้นมาที​เดียว​ ​คือขณะ​เมื่อ​ยัง​เห็น​ไม่​ทันชัดเจนก็พิจารณา​ส่วน​ใด​ส่วน​หนึ่งแห่งกายอัน​เป็น​ที่สบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏ​เป็น​อุคคหนิมิต​ ​คือ​ ​ปรากฏ​ส่วน​แห่งร่างกาย​ส่วน​ใด​ส่วน​หนึ่ง​แล้ว​ก็กำ​หนด​ส่วน​นั้น​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​การเจริญทำ​ให้​มาก​นั้น​พึงทราบอย่างนี้​ ​อันชาวนา​เขา​ทำ​นา​เขา​ก็ทำ​ที่​แผ่นดิน​ ​ไถที่​แผ่นดินดำ​ลงไป​ใน​ดิน​ ​ปีต่อไป​เขา​ก็ทำ​ที่ดินอีกเช่นเคย​ ​เข้า​ไม่​ได้​ทำ​ใน​อากาศกลางหาว​ ​คงทำ​แต่ที่ดินอย่างเดียว​ ​ข้าว​เขา​ก็​ได้​เต็มยุ้งเต็มฉางเอง​ ​เมื่อทำ​ให้​มาก​ใน​ที่ดิน​นั้น​แล้ว​ ​ไม่​ต้อง​ร้องเรียกว่า​ ​ข้าวเอ๋ยข้าว​ ​จงมา​เต็มยุ้งเน้อ​ ​ข้าวก็​จะ​หลั่งไหลมา​เอง​ ​และ​จะ​ห้ามว่า​ ​เข้า​เอ๋ยข้าว​ ​จงอย่ามา​เต็มยุ้งเต็มฉางเรา​เน้อ​ ​ถ้า​ทำ​นา​ใน​ที่ดิน​นั้น​เองจนสำ​เร็จ​แล้ว​ ​ข้าวก็มา​เต็มยุ้งเต็มฉางเอง​ ​ฉัน​ใด​ก็ดีพระ​โยคาวจรเจ้าก็ฉัน​นั้น​

จงพิจารณากาย​ใน​ที่​เคยพิจารณาอันถูกนิสัย​หรือ​ที่ปรากฏมา​ให้​เห็นครั้งแรก​ ​อย่าละทิ้งเลย​เป็น​อันขาด ​การทำ​ให้​มาก​นั้น​มิ​ใช่​หมายแต่การเดินจงกรม​เท่า​นั้น​ ​ให้​มีสติ​หรือ​พิจารณา​ใน​ที่ทุกสถาน​ใน​กาลทุกเมื่อ​ ​ยืน​ ​เดิน​ ​นั่ง​ ​นอน​ ​กิน​ ​ดื่ม​ ​ทำ​ ​คิด​ ​พูด​ ​ก็​ให้​มีสติรอบคอบ​ใน​กาย​อยู่​เสมอ​จึง​จะ​ชื่อว่า​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​เมื่อพิจารณา​ใน​ร่างกาย​นั้น​จนชัดเจน​แล้ว​ ​ให้​พิจารณา​แบ่ง​ส่วน​แยก​ส่วน​ออก​เป็น​ส่วนๆ​ ​ตามโยนิ​โสมนสิการตลอดจนกระจายออก​เป็น​ธาตุดิน​ ​ธาตุน้ำ​ ​ธาตุ​ไฟ​ ​ธาตุลม​ ​และ​พิจารณา​ให้​เห็นไปตาม​นั้น​จริงๆ​ ​อุบายตอนนี้ตามแต่ตน​จะ​ใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน​ ​แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตน​ได้​รู้ครั้งแรกนั่นเทียว​

​พระ​โยคาวจรเจ้า​เมื่อพิจารณา​ใน​ที่นี้​ ​พึงเจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก ​อย่าพิจารณาครั้งเดียว​แล้ว​ปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน​ ​ตั้งเดือน​ ​ให้​พิจารณาก้าว​เข้า​ไป​ ​ถอยออกมา​เป็น​ ​อนุ​โลม​ ​ปฏิ​โลม​ ​คือ​เข้า​ไปสงบ​ใน​จิต ​แล้ว​ถอยออกมาพิจารณากาย​ ​อย่างพิจารณากายอย่างเดียว​ ​หรือ​สงบที่จิตแต่อย่างเดียว​ ​พระ​โยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำ​นาญ​แล้ว​ ​หรือ​ชำ​นาญอย่างยิ่ง​แล้ว​ ​คราวนี้​แล​เป็น​ส่วน​ที่​จะ​เป็น​เอง​ ​คือ​ ​จิต​ ​ย่อม​จะ​รวม​ใหญ่​ ​เมื่อรวมพึ่บลง​ ​ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลง​เป็น​อันเดียว​กัน​คือหมด​ทั้ง​โลกย่อม​เป็น​ธาตุ​ทั้ง​สิ้น​ ​นิมิต​จะ​ปรากฏขึ้นพร้อม​กัน​ว่า​โลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง​ ​เพราะ​มีสภาพ​เป็น​อันเดียว​กัน​ ​ไม่​ว่า​ ​ป่า​ไม้​ ​ภู​เขา​ ​มนุษย์​ ​สัตว์​ ​แม้ที่สุดตัวของเราก็​ต้อง​ลบราบ​เป็น​ที่สุดอย่างเดียว​กัน​พร้อม​กับ​ ​ญาณสัมปยุตต์​ ​คือรู้ขึ้นมาพร้อม​กัน​ ​ใน​ที่นี้ตัด​ความ​สนเท่ห์​ใน​ใจ​ได้​เลย​ ​จึง​ชื่อว่า​ ​ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา​ ​คือ​ทั้ง​เห็น​ทั้ง​รู้ตาม​ความ​เป็น​จริง​

​ขั้นนี้​เป็น​เบื้องต้น​ใน​อันที่​จะ​ดำ​เนินต่อไป​ ​ไม่​ใช่​ที่สุดอันพระ​โยคาวจรเจ้า​จะ​พึงเจริญ​ให้​มาก​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​จึง​จะ​เป็น​เพื่อ​ความ​รู้ยิ่งอีกจนรอบ​ ​จนชำ​นาญเห็นแจ้งชัดว่า​ ​สังขาร​ความ​ปรุงแต่งอัน​เป็น​ความ​สมมติว่า​โน่น​เป็น​ของของเรา​ ​โน่น​เป็น​เรา​ ​เป็น​ความ​ไม่​เที่ยงอาศัยอุปาทาน​ความ​ยึดถือ​จึง​เป็น​ทุกข์​ ​ก็​แลธาตุ​ทั้ง​หลาย​ ​เขา​หากมีหาก​เป็น​อยู่​อย่างนี้ตั้งแต่​ไหนแต่​ไรมา​ ​เกิด​ ​แก่​ ​เจ็บ​ ​ตาย​ ​เกิดขึ้นเสื่อมไป​อยู่​อย่างนี้มาก่อน​ ​เรา​เกิดตั้งแต่ดึกดำ​บรรพ์ก็​เป็น​อยู่​อย่างนี้​ ​อาศัยอาการของจิต​ ​ของขันธ์​ ๕ ​ได้​แก่​ ​รูป​ ​เวทนา​ ​สัญญา​ ​สังขาร​ ​วิญญาณไปปรุงแต่งสำ​คัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ​ ​นับ​เป็น​อเนกชาติ​เหลือประมาณมาจน​ถึง​ปัจจุบันชาติ​ ​จึง​ทำ​ให้​จิตหลง​อยู่​ตามสมมติ​ ​ไม่​ใช่​สมมติมาติดเอา​เรา​ ​เพราะ​ธรรมชาติ​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​หมด​ใน​โลกนี้​ ​จะ​เป็น​ของมีวิญญาณ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​เมื่อว่าตาม​ความ​จริง​แล้ว​ ​เขา​หากมีหาก​เป็น​ ​เกิดขึ้นเสื่อมไป​ ​มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ที​เดียว​ ​โดย​ไม่​ต้อง​สงสัยเลย​จึง​รู้ขึ้นว่า​ ​ปุพฺ​เพสุ​ ​อนนุสฺสุ​เตสุ​ ​ธมฺ​เมสุ​ ​ธรรมดา​เหล่านี้​ ​หากมีมา​แต่ก่อน​ ​ถึง​ว่า​จะ​ไม่​ได้​ยิน​ได้​ฟังมา​จาก​ใครก็มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ที​เดียว​ ​ฉะ​นั้น​ใน​ความ​ข้อนี้​ ​พระพุทธเจ้า​จึง​ทรงปฏิญาณพระองค์ว่า​ ​เรา​ไม่​ได้​ฟังมา​แต่​ใคร​ ​มิ​ได้​เรียนมา​แต่​ใคร​เพราะ​ของเหล่านี้มี​อยู่​ ​มีมา​แต่ก่อนพระองค์ดังนี้​ ​ได้​ความ​ว่าธรรมดาธาตุ​ทั้ง​หลายย่อม​เป็น​ย่อมมี​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​อาศัยอาการของจิต​เข้า​ไปยึดถือเอาสิ่ง​ทั้ง​ปวงเหล่า​นั้น​มาหลายภพหลายชาติ​ ​จึง​เป็น​เหตุ​ให้​อนุสัยครอบงำ​จิตจนหลงเชื่อไปตาม​ ​จึง​เป็น​เหตุ​ให้​ก่อภพก่อชาติ​ด้วย​อาการของจิต​เข้า​ไปยึด​ ​ฉะ​นั้น​พระ​โยคาวจรเจ้ามาพิจารณา​ ​โดย​แยบคายลงไปตามสภาพว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​สฺงขารา​ ​อนิจฺจา​ ​สพฺ​เพ​ ​สงฺขารา​ ​ทุกฺขา​ ​สังขาร​ความ​เข้า​ไปปรุงแต่ง​ ​คือ​ ​อาการของจิตนั่นแล​ไม่​เที่ยง​ ​สัตว์​โลก​เขา​เที่ยง​ ​คือมี​อยู่​เป็น​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​ให้​พิจารณา​โดย​ อริยสัจจธรรม​ทั้ง​ ๔ ​เป็น​เครื่องแก้อาการของจิต​ให้​เห็นแน่​แท้​โดย​ ​ปัจจักขสิทธิ​ ​ว่า​ ​ตัวอาการของจิตนี้​เองมัน​ไม่​เที่ยง​ ​เป็น​ทุกข์​ ​จึง​หลงตามสังขาร​ ​เมื่อเห็นจริงลงไป​แล้ว​ก็​เป็น​เครื่องแก้อาการของจิต​ ​จึง​ปรากฏขึ้นว่า​ ​สงฺขารา​ ​สสฺสตา​ ​นตฺถิ​ ​สังขาร​ทั้ง​หลายที่​เที่ยงแท้​ไม่​มี​ ​สังขาร​เป็น​อาการของจิตต่างหาก​ ​เปรียบเหมือนพยับแดด​ ​ส่วน​สัตว์​เขา​ก็​อยู่​ประจำ​โลกแต่​ไหนแต่​ไรมา​ ​เมื่อรู้​โดย​เงื่อน​ ๒ ​ประการ​ ​คือรู้ว่า​ ​สัตว์ก็มี​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​สังขารก็​เป็น​อาการของจิต​ ​เข้า​ไปสมมติ​เขา​เท่า​นั้น​ ​ฐีติภูตํ​ ​จิตตั้ง​อยู่​เดิม​ไม่​มีอาการ​เป็น​ผู้​หลุดพ้น​ ​ได้​ความ​ว่า​ ​ธรรมดา​หรือ​ธรรม​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ตน​ ​จะ​ใช่​ตนอย่างไร​ ​ของ​เขา​หากเกิดมีอย่าง​นั้น​ ​ท่าน​จึง​ว่า​ ​สพฺ​เพ​ ​ธมฺมา​ ​อนตฺตา​ ​ธรรม​ทั้ง​หลาย​ไม่​ใช่​ตน​ ​ให้​พระ​โยคาวจรเจ้าพึงพิจารณา​ให้​เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำ​ให้​จิตรวมพึ่บลงไป​ ​ให้​เห็นจริงแจ้งชัดตาม​นั้น​ ​โดย​ ปัจจักขสิทธิ​ ​พร้อม​กับ​ ​ญาณสัมปยุตต์​ ​รวมทวนกระ​แสแก้อนุสัยสมมติ​เป็น​วิมุตติ​ ​หรือ​รวมลงฐีติจิต ​อัน​เป็น​อยู่​มี​อยู่​อย่าง​นั้น​จนแจ้งประจักษ์​ใน​ที่​นั้น​ด้วย​ญาณสัมปยุตต์ว่า​ ​ขีณา​ ​ชาติ​ ​ญาณํ​ ​โหติ​ ​ดังนี้​ ​ใน​ที่นี้​ไม่​ใช่​สมมติ​ไม่​ใช่​ของแต่งเอา​เดา​เอา​ ​ไม่​ใช่​ของอันบุคคลพึงปรารถนา​เอา​ได้​ ​เป็น​ของที่​เกิดเอง​ ​เป็น​เอง​ ​รู้​เอง​ ​โดย​ส่วน​เดียว​เท่า​นั้น​ ​เพราะ​ด้วย​การปฏิบัติอันเข้มแข็ง​ไม่​ท้อถอย​ ​พิจารณา​โดย​แยบคาย​ด้วย​ตนเอง​ ​จึง​จะ​เป็น​ขึ้นมา​เอง​ ​ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่างๆ​ ​มีต้นข้าว​เป็น​ต้น​ ​เมื่อบำ​รุงรักษาต้นมัน​ให้​ดี​แล้ว​ ​ผลคือรวงข้าว​ไม่​ใช่​สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนา​เอา​เลย​ ​เป็น​ขึ้นมา​เอง​ ​ถ้า​แลบุคคลมาปรารถนา​เอา​แต่รวงข้าว​ ​แต่หา​ได้​รักษาต้นข้าว​ไม่​ ​เป็น​ผู้​เกียจคร้าน​ ​จะ​ปรารถนาจนวันตาย​ ​รวงข้าวก็​จะ​ไม่​มีขึ้นมา​ให้​ฉัน​ใด​ ​วิมฺตติธรรม​ ​ก็ฉัน​นั้น​นั่นแล​ ​มิ​ใช่​สิ่งอันบุคคล​จะ​พึงปรารถนา​เอา​ได้​ ​คน​ผู้​ปรารถนาวิมุตติธรรมแต่ปฏิบัติ​ไม่​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ปฏิบัติมัวเกียจคร้านจนวันตาย​จะ​ประสบวิมุตติธรรม​ไม่​ได้​เลย​ ​ด้วย​ประการฉะนี้​

11 มิถุนายน 2550

๘. ​สติปัฏฐาน​ ​เป็น​ ​ชัยภูมิ​ ​คือสนามฝึกฝนตน

พระบรมศาสดาจารย์​เจ้า​ ​ทรงตั้งชัยภูมิ​ไว้​ใน​ธรรมข้อไหน​? ​เมื่อพิจารณาปัญหานี้​ได้​ความ​ขึ้นว่า​ ​พระองค์ทรงตั้งมหาสติปัฏฐาน​เป็น​ชัยภูมิ​

​อุปมา​ใน​ทางโลก​ ​การรบทัพชิงชัย​ ​มุ่งหมายชัยชนะจำ​ต้อง​หา​ ​ชัยภูมิ​ ​ถ้า​ได้​ชัยภูมิที่ดี​แล้ว​ย่อม​สามารถ​ป้อง​กัน​อาวุธของข้าศึก​ได้​ดี​ ​ณ​ ​ที่​นั้น​สามารถ​รวบรวมกำ​ลัง​ใหญ่​เข้า​ฆ่าฟันข้าศึก​ให้​ปราชัยพ่ายแพ้​ไป​ได้​ ​ที่​เช่น​นั้น​ท่าน​จึง​เรียกว่า​ ​ชัยภูมิ​ ​คือที่ที่ประกอบไป​ด้วย​ค่ายคูประตู​และ​หอรบอันมั่นคงฉัน​ใด​

อุปไมย​ใน​ทางธรรมก็ฉัน​นั้น​ ​ที่​เอามหาสติปัฏฐาน​เป็น​ชัยภูมิก็​โดย​ผู้​ที่​จะ​เข้า​สู่สงครามรบข้าศึก​ ​คือ​ ​กิ​เลส ต้อง​พิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน​เป็น​ต้นก่อน ​เพราะ​คนเราที่​จะ​เกิด​ ​กามราคะ​ ​เป็น​ต้น​ ​ขึ้น​ ​ก็​เกิดที่กาย​และ​ใจ​ ​เพราะ​ตา​แลไปเห็นกายทำ​ให้​ใจกำ​เริบ​ ​เหตุ​นั้น​จึง​ได้​ความ​ว่า​ ​กาย​เป็น​เครื่องก่อเหตุ​ ​จึง​ต้อง​พิจารณากายนี้ก่อน​ ​จะ​ได้​เป็น​เครื่องดับนิวรณ์ทำ​ให้​ใจสงบ​ได้​ ​ณ​ ​ที่นี้พึง​ ​ทำ​ให้​มาก​ ​เจริญ​ให้​มาก​ ​คือพิจารณา​ไม่​ต้อง​ถอยเลยที​เดียว​ ​ใน​เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ​ ​จะ​ปรากฏกาย​ส่วน​ไหนก็ตาม​ ​ให้​พึงถือเอากาย​ส่วน​ที่​ได้​เห็น​นั้น​พิจารณา​ให้​เป็น​หลัก​ไว้​ไม่​ต้อง​ย้ายไปพิจารณาที่​อื่น​ ​จะ​คิดว่าที่นี่​เรา​เห็น​แล้ว​ ​ที่​อื่น​ยัง​ไม่​เห็น​ ​ก็​ต้อง​ไปพิจารณาที่​อื่น​ซิ​ ​เช่นนี้หาควร​ไม่​ ​ถึง​แม้​จะ​พิจารณาจนแยกกายออกมา​เป็น​ส่วนๆ​ ​ทุกๆ​อาการอัน​เป็น​ธาตุ​ ​ดิน​ ​น้ำ​ ​ลม​ ​ไฟ​ ​ได้​อย่างละ​เอียด​ ​ที่​เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม​ ​ก็​ให้​พิจารณากายที่​เรา​เห็นที​แรก​ด้วย​อุคคหนิมิต​นั้น​จนชำ​นาญ​ ​ที่​จะ​ชำ​นาญ​ได้​ก็​ต้อง​พิจารณา​ซ้ำ​แล้ว​ซ้ำ​อีก​ ​ณ​ ​ที่​เดียว​นั้น​เอง​ ​เหมือนสวดมนต์ฉะ​นั้น​ ​อันการสวดมนต์​ ​เมื่อเราท่องสูตรนี้​ได้​แล้ว​ ​ทิ้งเสีย​ไม่​เล่า​ไม่​สวด​ไว้​อีก​ ​ก็​จะ​ลืมเสีย​ไม่​สำ​เร็จประ​โยชน์อะ​ไรเลย​ ​เพราะ​ไม่​ทำ​ให้​ชำ​นาญ​ด้วย​ความ​ประมาทฉัน​ใด​ ​การพิจารณากายก็ฉัน​นั้น​เหมือน​กัน​ ​เมื่อ​ได้​อุคคหนิมิต​ใน​ที่​ใด​แล้ว​ ​ไม่​พิจารณา​ใน​ที่​นั้น​ให้​มากปล่อยทิ้งเสีย​ด้วย​ความ​ประมาทก็​ไม่​สำ​เร็จประ​โยชน์อะ​ไรอย่างเดียว​กัน​

การพิจารณากายนี้มีที่อ้างมาก​ ​ดั่ง​ใน​การบวชทุกวันนี้​ ​เบื้องต้น​ต้อง​บอกกรรมฐาน​ ๕ ​ก็คือ​ ​กายนี้​เอง​ ​ก่อน​อื่น​หมด​เพราะ​เป็น​ของสำ​คัญ​ ​ท่านกล่าว​ไว้​ใน​คัมภีร์พระธรรมบทขุทฺทกนิกายว่า​ ​อาจารย์​ผู้​ไม่​ฉลาด​ ​ไม่​บอก​ซึ่ง​การพิจารณากาย​ ​อาจทำ​ลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตร​ได้​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ใน​ทุกวันนี้​จึง​ต้อง​บอกกรรมฐาน​ ๕ ​ก่อน

​อีกแห่งหนึ่งท่านกล่าวว่า​ ​พระพุทธเจ้า​ทั้ง​หลาย​ ​พระขีณาสวเจ้า​ทั้ง​หลาย​ ​ชื่อว่า​จะ​ไม่​กำ​หนดกาย​ ​ใน​ส่วน​แห่ง​ ​โกฏฐาส​ (คือการพิจารณา​แยกออก​เป็น​ส่วนๆ​) ​ใด​โกฏฐาสหนึ่งมิ​ได้​มี​เลย​ ​จึง​ตรัสแก่ภิกษุ​ ๕๐๐ ​รูป​ผู้​กล่าว​ถึง​แผ่นดินว่า​ ​บ้านโน้นมีดินดำ​ดินแดง​เป็น​ต้น​นั้น​ว่า​ ​นั่นชื่อว่า​ ​พหิทฺธา​ ​แผ่นดินภายนอก​ให้​พวกท่าน​ทั้ง​หลายมาพิจารณา​ ​อัชฌัตติกา​ ​แผ่นดินภาย​ใน​กล่าวคืออัตตภาพร่างกายนี้​ ​จงพิจารณา​ไตร่ตรอง​ให้​แยบคาย​ ​กระทำ​ให้​แจ้งแทง​ให้​ตลอด​ ​เมื่อจบการวิสัชชนาปัญหานี้​ ​ภิกษุ​ทั้ง​ ๕๐๐ ​รูปก็บรรลุพระอรหันตผล​

เหตุ​นั้น​การพิจารณากาย​จึง​เป็น​ของสำ​คัญ ​ผู้​ที่​จะ​พ้นทุก​ทั้ง​หมดล้วนแต่​ต้อง​พิจารณากายนี้​ทั้ง​สิ้น​ ​จะ​รวบรวมกำ​ลัง​ใหญ่​ได้​ต้อง​รวบรวม​ด้วย​การพิจารณากาย​ ​แม้พระพุทธองค์​เจ้า​จะ​ได้​ตรัสรู้ที​แรกก็ทรงพิจารณาลม​ ​ลม​จะ​ไม่​ใช่​กายอย่างไร​? ​เพราะ​ฉะ​นั้น​มหาสติปัฏฐาน​ ​มีกายานุปัสสนา​เป็น​ต้น​ ​จึง​ชื่อว่า​ "ชัยภูมิ​" ​เมื่อเรา​ได้​ชัยภูมิดี​แล้ว​ ​กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำ​นาญ​แล้ว​ ​ก็จงพิจารณา​ความ​เป็น​จริงตามสภาพแห่งธาตุ​ทั้ง​หลาย​ด้วย​อุบายแห่งวิปัสสนา​ ​ซึ่ง​จะ​กล่าวข้างหน้า

๗. ​อรรคฐาน​ ​เป็น​ที่ตั้งแห่งมรรคนิพพาน​

อคฺคํ​ ​ฐานํ​ ​มนุสฺ​เสสุ​ ​มคฺคํ​ ​สตฺตวิสุทธิยา​

ฐานะอันเลิศมี​อยู่​ใน​มนุษย์ ​ฐานะอันดี​เลิศ​นั้น​เป็น​ทางดำ​เนินไปเพื่อ​ความ​บริสุทธิ์ของสัตว์​ ​โดย​อธิบายว่า​เรา​ได้​รับมรดกมา​แล้ว​จาก​ ​นโม​ ​คือ​ ​บิดามารดา​ ​กล่าวคือตัวของเรานี้​แล​ ​อัน​ได้​กำ​เนิดเกิดมา​เป็น​มนุษย์​ ​ซึ่ง​เป็น​ชาติสูงสุด​ ​เป็น​ผู้​เลิศตั้ง​อยู่​ใน​ฐานะอันเลิศ​ด้วย​ดีคือมีกายสมบัติ​ ​วจีสมบัติ​ ​แลมโนสมบัติบริบูรณ์​ ​จะ​สร้างสมเอาสมบัติภายนอก​ ​คือ​ ​ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็​ได้​ ​จะ​สร้างสมเอาสมบัติภาย​ใน​คือมรรคผลนิพพานธรรมวิ​เศษก็​ได้​ ​พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย​ ​ก็ทรงบัญญัติ​แก่มนุษย์​เรานี้​เอง​ ​มิ​ได้​ทรงบัญญัติ​แก่​ ​ช้าง​ ​มา​ ​โค​ ​กระบือ​ ​ฯลฯ​ ​ที่​ไหนเลย​ ​มนุษย์นี้​เอง​จะ​เป็น​ผู้​ปฏิบัติ​ถึง​ซึ่ง​ความ​บริสุทธิ์​ได้​ ​ฉะ​นั้น​จึง​ไม่​ควรน้อยเนื้อต่ำ​ใจว่า​ ​ตนมีบุญวาสนาน้อย​ ​เพราะ​มนุษย์ทำ​ได้​ ​เมื่อ​ไม่​มี​ ​ทำ​ให้​มี​ได้​ ​เมื่อมี​แล้ว​ทำ​ให้​ยิ่ง​ได้สม​ด้วย​เทศนานัยอันมา​ใน​เวสสันดรชาดาว่า​ ​ทานํ​ ​เทติ​ ​สีลํ​ ​รกฺขติ​ ​ภาวนํ​ ​ภา​เวตฺวา​ ​เอกจฺ​โจ​ ​สคฺคํ​ ​คจฺฉติ​ ​เอกจฺ​โจ​ ​โมกฺขํ​ ​คจฺฉติ​ ​นิสฺสํสยํ​ ​เมื่อ​ได้​ทำ​กองการกุศล​ ​คือ​ ​ให้​ทานรักษาศีลเจริญภาวนาตามคำ​สอนของพระบรมศาสดาจารย์​เจ้า​แล้ว ​บางพวกทำ​น้อยก็​ต้อง​ไปสู่สวรรค์​ ​บางพวกทำ​มาก​และ​ขยันจริงพร้อม​ทั้ง​วาสนาบารมี​แต่หนหลังประกอบ​กัน​ ​ก็​สามารถ​เข้า​สู่พระนิพพาน​โดย​ไม่​ต้อง​สงสัยเลย​ ​พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิ​ได้​กล่าวว่า​เลิศ​ ​เพราะ​จะ​มาทำ​เหมือนพวกมนุษย์​ไม่​ได้​ ​จึง​สม​กับ​คำ​ว่ามนุษย์นี้ตั้ง​อยู่​ใน​ฐานะอันเลิศ​ด้วย​ดี​สามารถ​นำ​ตน​เข้า​สู่มรรคผล​ ​เข้า​สู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์​ได้​แล​

10 มิถุนายน 2550

๖. ​มูลการของสังสารวัฏฏ์

ฐีติภูตํ​ ​อวิชฺชา​ ​ปจฺจยา​ ​สงฺขารา​ ​อุปาทานํ​ ​ภโว​ ​ชาติ

​คนเราทุกรูปนามที่​ได้​กำ​เนิดเกิดมา​เป็น​มนุษย์ล้วน​แล้ว​แต่มีที่​เกิด​ทั้ง​สิ้น​ ​กล่าวคือมีบิดามารดา​เป็น​แดนเกิด​ ​ก็​แลเหตุ​ใด​ท่าน​จึง​บัญญัติปัจจยาการแต่​เพียงว่า​ ​อวิชฺชา​ ​ปจฺจยา​ ​ฯลฯ​ ​เท่า​นั้น​ ​อวิชชา​ ​เกิดมา​จาก​อะ​ไรฯ​ ​ท่านหา​ได้​บัญญัติ​ไว้​ไม่​ ​พวกเราก็​ยัง​มีบิดามารดาอวิชชาก็​ต้อง​มีพ่อแม่​เหมือน​กัน​ ​ได้​ความ​ตามบาทพระคาถา​เบื้องต้นว่า​ ​ฐีติภูตํ​ ​นั่นเอง​เป็น​พ่อแม่ของอวิชชา​ ​ฐีติภูตํ​ ​ได้​แก่​ จิตดั้งเดิม​ ​เมื่อฐีติภูตํ​ ​ประกอบไป​ด้วย​ความ​หลง ​จึง​มี​เครื่องต่อ​ ​กล่าวคือ​ ​อาการของอวิชชา​เกิดขึ้น​ ​เมื่อมีอวิชชา​แล้ว​จึง​เป็น​ปัจจัย​ให้​ปรุงแต่ง​เป็น​สังขารพร้อม​กับ​ความ​เข้า​ไปยึดถือ​ ​จึง​เป็น​ภพชาติคือ​ต้อง​เกิดก่อต่อ​กัน​ไป​ ​ท่านเรียก​ ​ปัจจยาการ​ ​เพราะ​เป็น​อาการสืบต่อ​กัน​ ​วิชชา​และ​อวิชชาก็​ต้อง​มา​จาก​ฐีติภูตํ​เช่นเดียว​กัน​ ​เพราะ​เมื่อฐีติภูตํกอปร​ด้วย​วิชชา​จึง​รู้​เท่า​อาการ​ทั้ง​หลายตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​นี่พิจารณา​ด้วย​วุฏฐานคามินี​ ​วิปัสสนา​ ​รวมใจ​ความ​ว่า​ ​ฐีติภูตํ​ เป็น​ตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์​ (การเวียนว่ายตายเกิด) ​ท่าน​จึง​เรียกชื่อว่า "มูลตันไตร" (หมาย​ถึง​ไตรลักษณ์) ​เพราะ​ฉะ​นั้น​เมื่อ​จะ​ตัดสังสารวัฏฏ์​ให้​ขาดสูญ​ ​จึง​ต้อง​อบรมบ่มตัวการดั้งเดิม​ให้​มีวิชชารู้​เท่า​ทันอาการ​ทั้ง​หลายตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​ก็​จะ​หายหลง​แล้ว​ไม่​ก่ออาการ​ทั้ง​หลาย​ใดๆ​ ​อีก​ ​ฐีติภูตํ​ ​อัน​เป็น​มูลการก็หยุดหมุน​ ​หมดการเวียนว่ายตายเกิด​ใน​สังสารวัฏฏ์​ด้วย​ประการฉะนี้​

๕. ​มูลเหตุ​แห่งสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​สากลโลกธาตุ

พระอภิธรรม​ ๗ ​คัมภีร์​ ​เว้นมหาปัฏฐาน​ ​มีนัยประมาณ​เท่า​นั้น​เท่า​นี้​ ​ส่วน​คัมภีร์มหาปัฏฐาน​ ​มีนัยหาประมาณมิ​ได้​เป็น "อนันตนัย" ​เป็น​วิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​เท่า​นั้น​ที่​จะ​รอบรู้​ได้​ ​เมื่อพิจารณาพระบาลีที่ว่า​ ​เหตุปจฺจโย​ ​นั้น​ได้​ความ​ว่า​ ​เหตุ​ซึ่ง​เป็น​ปัจจัยดั้งเดิมของสิ่ง​ทั้ง​หลาย​ใน​สากลโลกธาตุ​นั้น​ได้​แก่​ ​มโน​ ​นั่นเอง​ ​มโน​ ​เป็น​ตัวมหา​เหตุ​เป็น​ตัวเดิม​ ​เป็น​สิ่งสำ​คัญ​ ​นอน​นั้น​เป็น​แต่อาการ​เท่า​นั้น​ ​อารมฺมณ​ ​จน​ถึง​อวิคฺคต​ ​จะ​เป็น​ปัจจัย​ได้​ก็​เพราะ​มหา​เหตุคือใจ​เป็น​เดิม​โดย​แท้​ ​ฉะ​นั้น​ ​มโน​ซึ่ง​กล่าว​ไว้​ใน​ข้อ​ ๔ ​ก็ดี​ ​ฐีติ​ ​ภูตํ​ ​ซึ่ง​จะ​กล่าว​ใน​ข้อ​ ๖ ​ก็ดี​ ​และ​มหาธาตุ​ซึ่ง​กล่าว​ใน​ข้อนี้ก็ดี​ ​ย่อมมี​เนื้อ​ความ​เป็น​อันเดียว​กัน​ ​พระบรมศาสดา​จะ​ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยก็ดี​ ​รู้อะ​ไรๆ​ ​ได้​ด้วย​ ​ทศพลญาณ​ ​ก็ดี​ ​รอบรู้​ ​สรรพเญยฺยธรรม​ ​ทั้ง​ปวงก็ดี​ ​ก็​เพราะ​มีมหา​เหตุ​นั้น​เป็น​ดั้งเดิมที​เดียว​ ​จึง​ทรงรอบรู้​ได้​เป็น​อนันตนัย​ ​แม้สาว​ทั้ง​หลายก็มีมหา​เหตุนี้​แล​เป็น​เดิม​ ​จึง​สามารถ​รู้ตามคำ​สอนของพระองค์​ได้​ด้วย​เหตุนี้​แลพระอัสสชิ​เถระ​ผู้​เป็น​ที่​ ๕ ​ของพระปัญจวัคคีย์​จึง​แสดงธรรมแก่​ ​อุปติสฺส​ (พระสารีบุตร) ​ว่า​ ​เย​ ​ธมฺมา​ ​เหตุปภวา​ ​เตสํ​ ​เหตุ​ ​ตถาคโต​ ​เตสญฺจ​ ​โย​ ​นิ​โรโธ​ ​จ​ ​เอวํ​ ​วาที​ ​มหาสมโณ​ ​ความ​ว่า​ ​ธรรม​ทั้ง​หลายเกิดแต่​เหตุ​...เพราะ​ว่ามหา​เหตุนี้​เป็น​ตัวสำ​คัญ​ ​เป็น​ตัวเดิม​ ​เมื่อท่านพระอัสสชิ​เถระกล่าว​ถึง​ที่นี้​ (คือมหา​เหตุ)

​ท่านพระสารีบุตร​จะ​ไม่​หยั่งจิตลง​ถึง​กระ​แสธรรมอย่างไรเล่า​? ​เพราะ​อะ​ไร​ ​ทุกสิ่ง​ใน​โลกก็​ต้อง​เป็น​ไปแต่มหา​เหตุ​ถึงโลกุตตรธรรม​ ​ก็คือมหา​เหตุ ​ฉะ​นั้น​ ​มหาปัฏฐาน​ ​ท่าน​จึง​ว่า​เป็น​ ​อนันตนัย​ ​ผู้​มาปฏิบัติ​ใจคือตัวมหา​เหตุจนแจ่มกระจ่างสว่างโร่​แล้ว​ย่อม​สามารถ​รู้อะ​ไรๆ​ ​ทั้ง​ภาย​ใน​และ​ภายนอกทุกสิ่งทุกประการ​ ​สุด​จะ​นับ​จะ​ประมาณ​ได้​ด้วย​ประการฉะนี้​

9 มิถุนายน 2550

๔. ​มูลฐานสำ​หรับทำ​การปฏิบัติ

นโม​ ​นี้​ ​เมื่อกล่าวเพียง​ ๒ ​ธาตุ​เท่า​นั้น​ ​ยัง​ไม่​สมประกอบ​หรือ​ยัง​ไม่​เต็ม​ส่วน​ ​ต้อง​พลิกสระพยัญชนะดังนี้​ ​คือ​ ​เอาสระอะ​จาก​ตัว​ ​น​ ​มา​ใส่​ตัว​ ​ม​ ​เอาสระ​ ​โอ​ ​จาก​ตัว​ ​ม​ ​มา​ใส่​ตัว​ ​น​ ​แล้ว​กลับตัว​ ​มะ​ ​มา​ไว้​หน้าตัว​ ​โน​ ​เป็น​ ​มโน​ ​แปลว่า​ใจ​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​จึง​ได้​ทั้ง​กาย​ทั้ง​ใจเต็มตาม​ส่วน​ ​สมควรแก่การ​ใช้​เป็น​มูลฐานแห่งการปฏิบัติ​ได้​ ​มโน​ ​คือใจนี้​เป็น​ดั้งเดิม​ ​เป็น​มหาฐาน​ใหญ่​ ​จะ​ทำ​จะ​พูดอะ​ไรก็ย่อม​เป็น​ไป​จาก​ใจนี้​ทั้ง​หมด​ ​ได้​ใน​พระพุทธพจน์ว่า​ ​มโนปุพฺพงฺคมา​ ​ธมฺมา​ ​มโนเสฏฐา​ ​มโนมยา​ ​ธรรม​ทั้ง​หลายมี​ใจ​ถึง​ก่อน​ ​มี​ใจ​เป็น​ใหญ่​ ​สำ​เร็จ​แล้ว​ด้วย​ใจ​ ​พระบรมศาสดา​จะ​ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย​ ​ก็ทรงบัญญัติออกไป​จาก​ ​ใจ​ ​คือมหาฐาน​ ​นี้​ทั้ง​สิ้น​ ​เหตุนี้​เมื่อพระสาวก​ผู้​ได้​มาพิจารณาตามจน​ถึง​รู้จัก​ ​มโน​ ​แจ่มแจ้ง​แล้ว​ ​มโน​ ​ก็สุดบัญญัติ​ ​คือพ้น​จาก​บัญญัติ​ทั้ง​สิ้น​ ​สมมติ​ทั้ง​หลาย​ใน​โลกนี้​ต้อง​ออกไป​จาก​มโน​ทั้ง​สิ้น​ ​ของใครก็ก้อนของใคร​ ​ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้​ ​ถือเอา​เป็น​สมมติบัญญัติตามกระ​แสแห่งน้ำ​โอฆะจน​เป็น​อวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ​ด้วย​การ​ไม่​รู้​เท่า​ ​ด้วย​การหลง​ ​หลงถือว่า​เป็น​ตัวเรา​ ​เป็น​ของเรา​ไปหมด

๓. ​มูลมรดกอัน​เป็น​ต้นทุนทำ​การฝึกฝนตน

เหตุ​ใด​หนอ​ ​ปราชญ์​ทั้ง​หลาย​ ​จะ​สวดก็ดี​ ​จะ​รับศีลก็ดี​ ​หรือ​จะ​ทำ​การกุศล​ใดๆ​ ​ก็ดี​ ​จึง​ต้อง​ตั้ง​ ​นโม​ ​ก่อน​ ​จะ​ทิ้ง​ ​นโม​ ​ไม่​ได้​เลย​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​นโม​ ​ก็​ต้อง​เป็น​สิ่งสำ​คัญ​ ​จึง​ยกขึ้นพิจารณา​ ​ได้​ความ​ว่า​ ​น​ ​คือธาตุน้ำ​ ​โม​ ​คือ​ ​ธาตุดิน​ ​พร้อม​กับ​บาทพระคาถา​ ​ปรากฏขึ้นมาว่า​ ​มาตา​เปติกสมุภโว​ ​โอทนกุมฺมาสปจฺจโย​ ​สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสม​กัน​ ​จึง​เป็น​ตัวตนขึ้นมา​ได้​ ​น​ ​เป็น​ธาตุของ​ ​มารดา​ ​โม​ ​เป็น​ธาตุของ​ ​บิดา​ ​ฉะ​นั้น​เมื่อธาตุ​ทั้ง​ ๒ ​ผสม​กัน​เข้า​ไป​ ​ไฟธาตุของมารดา​เคี่ยว​เข้า​จน​ได้​นามว่า​ ​กลละ​ ​คือ​ ​น้ำ​มันหยดเดียว​ ​ณ​ ​ที่นี้​เอง​ ​ปฏิสนธิวิญญาณ​เข้า​ถือปฏิสนธิ​ได้​ ​จิต​จึง​ได้​ถือปฏิสนธิ​ใน​ธาตุ​ ​นโม​ ​นั้น​ ​เมื่อจิต​เข้า​ไปอาศัย​แล้ว​ ​กลละ​ ​ก็ค่อยเจริญขึ้น​เป็น​ ​อัมพุชะ​ ​คือ​เป็น​ก้อนเลือด​ ​เจริญ​จาก​ก้อนเลือดมา​เป็น​ ​ฆนะ​ ​คือ​เป็น​แท่ง​ ​และ​ ​เปสี​ ​คือชิ้นเนื้อ​ ​แล้ว​ขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน​ ​จึง​เป็น​ปัญจสาขา​ ​คือ​ ​แขน​ ๒ ​ขา​ ๒ ​หัว​ ๑ ​ส่วน​ธาตุ​ ​พ​ ​คือลม​ ​ธ​ ​คือไฟ​ ​นั้น​เป็น​ธาตุ​เข้า​มาอาศัยภายหลัง​เพราะ​จิต​ไม่​ถือ​ ​เมื่อละ​จาก​กลละ​นั้น​แล้ว​ ​กลละก็​ต้อง​ทิ้งเปล่า​หรือ​สูญเปล่า​ ​ลม​และ​ไฟก็​ไม่​มี​ ​คนตาย​ ​ลม​และ​ไฟก็ดับหายสาปสูญไป​ ​จึง​ว่า​เป็น​ธาตุอาศัย​ ​ข้อสำ​คัญ​จึง​อยู่​ที่ธาตุ​ทั้ง​ ๒ ​คือ​ ​นโม​ ​เป็น​เดิม​

​ใน​กาลต่อมา​เมื่อคลอดออกมา​แล้ว​ก็​ต้อง​อาศัย​ ​น​ ​มารดา​ ​โม​ ​บิดา​ ​เป็น​ผู้​ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา​ด้วย​การ​ให้​ข้าวสุก​และ​ขนมกุมมาส​ ​เป็น​ต้น​ ​ตลอดจนการแนะนำ​สั่งสอน​ความ​ดีทุกอย่าง​ ​ท่าน​จึง​เรียกมารดาบิดาว่า​ ​บุพพาจารย์​ ​เป็น​ผู้​สอนก่อนใครๆ​ ​ทั้ง​สิ้น​ ​มารดาบิดา​เป็น​ผู้​มี​เมตตาจิตต่อบุตรธิดา​จะ​นับ​จะ​ประมาณมิ​ได้​ ​มรดกที่ทำ​ให้​กล่าวคือรูปกายนี้​แล​ ​เป็น​มรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอัน​เป็น​ของภายนอกก็​เป็น​ไป​จาก​รูปกายนี้​เอง​ ​ถ้า​รูปกายนี้​ไม่​มี​แล้ว​ก็ทำ​อะ​ไร​ไม่​ได้​ ​ชื่อว่า​ไม่​มีอะ​ไรเลย​เพราะ​เหตุ​นั้น​ตัวของเรา​ทั้ง​ตัวนี้​เป็น​ "มูลมรดก" ​ของมารดาบิดา​ทั้ง​สิ้น​ ​จึง​ว่าคุณท่าน​จะ​นับ​จะ​ประมาณมิ​ได้​เลย​ ​ปราชญ์​ทั้ง​หลาย​จึง​หา​ได้​ละทิ้ง​ไม่​ ​เรา​ต้อง​เอาตัวเราคือ​ ​นโม​ ​ตั้งขึ้นก่อน​แล้ว​จึง​ทำ​กิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง​ ​นโม​ ​ท่านแปลว่านอบน้อม​นั้น​เป็น​การแปลเพียงกิริยา​ ​หา​ได้​แปลต้นกิริยา​ไม่​ ​มูลมรดกนี้​แล​เป็น​ต้นทุน​ ​ทำ​การฝึกหัดปฏิบัติตน​ไม่​ต้อง​เป็น​คนจนทรัพย์สำ​หรับทำ​ทุนปฏิบัติ​

8 มิถุนายน 2550

๒. ​การฝึกตนดี​แล้ว​จึง​ฝึก​ผู้​อื่น​ ​ชื่อว่าทำ​ตามพระพุทธเจ้า

ปุริสทมฺมสารถิ​ ​สตฺถา​ ​เทวมนุสฺสานํ​ ​พุทฺ​โธ​ ​ภควา​

​สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จน​ได้​ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ​ ​เป็น​ ​พุทฺ​โธ​ ​ผู้​รู้ก่อน​แล้ว​จึง​เป็น​ ​ภควา​ ​ผู้​ทรงจำ​แนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์​ ​สตฺถา​ ​จึง​เป็น​ครูของเทวดา​และ​มนุษย์​ ​เป็น​ผู้​ฝึกบุรุษ​ผู้​มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมาน​ใน​ภายหลัง​ ​จึง​ทรงพระคุณปรากฏว่า​ ​กลฺยา​โณ​ ​กิตฺติสทฺ​โท​ ​อพฺภุคฺคโต​ ​ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไป​ใน​จตุรทิศจนตราบ​เท่า​ทุกวันนี้​ ​แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้า​ทั้ง​หลายที่ล่วงลับไป​แล้ว​ก็​เช่นเดียว​กัน​ ​ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตน​ได้​ดี​แล้ว​ ​จึง​ช่วย​พระบรมศาสดาจำ​แนกแจกธรรม​ ​สั่งสอนประชุมชน​ใน​ภายหลัง​ ​ท่าน​จึง​มี​เกียรติคุณปรากฏเช่นเดียว​กับ​พระ​ผู้​มีพระภาคเจ้า​ ​ถ้า​บุคคล​ใด​ไม่​ทรมานตน​ให้​ดีก่อน​แล้ว​ ​และ​ทำ​การจำ​แนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้​ ​ก็จัก​เป็น​ผู้​มี​โทษ​ ​ปรากฏว่า​ ​ปาปโกสทฺ​โท​ ​คือ​เป็น​ผู้​มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไป​ใน​จตุรทิศ​ ​เพราะ​โทษที่​ไม่​ทำ​ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ​และ​พระอริยสงฆ์สาวกเจ้า​ใน​ก่อน​ทั้ง​หลาย​